"เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่า 'รอยมลทิน' บนฝ่าเท้าของเจ้า จะไม่ส่งเสียงร้องเตือนพวกมันก่อนที่เราจะก้าวเข้าสู่เขตแดนร้อยอเวจี?"
ไป๋หลินกระซิบ น้ำเสียงของนางแฝงความกังวลที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเรียบเฉย นางประสานสายตากับข้าท่ามกลางความมืดมิดของถ้ำหินที่อยู่ติดกับเขตแดนสำนักมารเงา กลิ่นอายของความตายและกลิ่นกำยานเน่าเหม็นลอยมาแตะจมูก แม้กระทั่งอากาศในที่แห่งนี้ยังดูเหมือนถูกบีบคั้นด้วยแรงกดดันมหาศาล
ข้าไม่ตอบทันที นิ้วมือเรียวยาวของข้าจรดลงบนกระดาษยันต์หนังอสูรเบื้องหน้า ปลายพู่กันขนสัตว์วิญญาณตวัดเป็นเส้นสายซับซ้อนราวกับงูที่กำลังร่ายรำ แสงสีครามจางๆ วาบขึ้นตามจังหวะที่หมึกอักขระซึมลึกเข้าไปในเนื้อกระดาษ
"ตราประทับนั้นไม่ได้ปลุกแค่พลังที่หลับใหล แต่มันปลุก 'สัญชาตญาณ' ของข้าด้วย" ข้าตอบเสียงเรียบ พลางตวัดปลายพู่กันเป็นจังหวะสุดท้ายจนเกิดเสียงเปรี๊ยะของกระแสลมปราณที่ถูกกักขัง "พวกมันมองหาศัตรูที่แผ่รังสีสังหาร แต่พวกมันจะไม่มีวันมองเห็น 'คนตาย' ที่เดินปะปนอยู่กับฝูงแมลง"
ข้าหยิบยันต์แผ่นนั้นขึ้นมา ก่อนจะแปะลงบนหน้าอกของไป๋หลินและของตนเอง ทันใดนั้น กลิ่นอายความเป็นมนุษย์ที่อบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยพลังปราณอันบริสุทธิ์ก็มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยกลิ่นอายแห่งความเน่าเฟะและมวลพลังมืดที่ขุ่นมัวราวกับตะกอนก้นบ่อ
"ขยับตัวตามข้า... อย่าใช้กำลังภายในเด็ดขาด" ข้ากำชับ สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะก้าวออกจากเงามืดสู่แสงสลัวของโคมไฟกระดูกสัตว์ที่แขวนเรียงรายอยู่บนทางเดินศิลาเบื้องหน้า
สำนักมารเงาไม่ได้สร้างอยู่บนเขาธรรมดา แต่มันถูกฝังลงไปในซากปรักหักพังของเมืองโบราณที่สาบสูญ ทางเดินแต่ละก้าวเต็มไปด้วยกับดักที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หากข้าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญการวางค่ายกล ข้าคงไม่ทราบเลยว่าก้อนอิฐที่เหยียบลงไปนั้น คือจุดเชื่อมต่อของวงจรสังหารที่พร้อมจะฉีกกระชากวิญญาณของผู้บุกรุกออกเป็นชิ้นๆ
ข้าเดินผ่านองครักษ์มารสองตนที่ยืนเฝ้าประตู พวกมันมีใบหน้าบิดเบี้ยว ร่างกายกึ่งมนุษย์กึ่งสัตว์ประหลาด ดวงตาคู่หนึ่งของมันจ้องมองข้าผ่านชุดคลุมมืดมิด แต่แล้วมันก็เพียงแค่พ่นลมหายใจออกมาด้วยความรังเกียจก่อนจะหันกลับไปสนทนาเรื่องการคัดเลือกดวงวิญญาณต่อ
"ทำไมพวกมันถึงดู... เฉยเมยต่อเรานัก?" ไป๋หลินถามผ่านการส่งเสียงทางจิต
"เพราะยันต์ที่ข้าเขียน ไม่เพียงแต่อำพรางกลิ่นอาย แต่มันคือ 'การจำลอง' ลายเซ็นวิญญาณของสาวกในสำนักนี้" ข้าตอบพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ พื้นที่โถงกว้าง "ข้าดึงเอาเศษเสี้ยวความทรงจำจากตราประทับที่ข้าได้รับมาหลอมรวมลงในอักขระ พวกมันไม่ได้เห็นเราเป็นผู้บุกรุก แต่มันเห็นเราเป็น 'พี่น้อง' ที่กำลังกลับจากการล่าเหยื่อ"
ทันใดนั้น บรรยากาศในโถงก็เปลี่ยนไป ความกดดันมหาศาลพุ่งลงมาจากบัลลังก์ศิลาที่อยู่สุดทางเดินเงาสีดำมืดมนก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างของชายผู้หนึ่ง ประมุขมารเงา... แม้จะอยู่ไกล แต่ความรู้สึกถึงการถูกจ้องมองด้วยสายตาที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งลึกก้นมหาสมุทรก็ทำเอาข้าต้องเกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วนโดยไม่รู้ตัว
"มีผู้บุกรุก..." ประมุขมารเงาเปรยขึ้น เสียงของเขาทุ้มต่ำและกังวานราวกับเสียงแผ่นดินไหว "แต่กลิ่นที่ข้าสัมผัสได้... มันช่างคุ้นเคยราวกับเสียงกระซิบจากหลุมศพที่ข้าเคยเป็นคนกลบเอง"
ใจข้าเต้นรัว แต่ใบหน้ายังคงนิ่งเฉยดุจหินผา ข้าขยับฝีเท้าเดินไปตามจังหวะปกติ ไม่เร่งรีบ ไม่ลังเล ไป๋หลินที่อยู่ข้างกายตัวสั่นน้อยๆ ข้าจึงเอื้อมมือไปกุมมือนางไว้แน่น เพื่อส่งถ่ายกระแสพลังปราณที่ถูกซ่อนไว้อีกชั้นผ่านยันต์
"ท่านประมุข" เสียงชายคนหนึ่งดังมาจากเงามืดด้านข้าง เป็นสมุนเอกของมันที่ก้าวออกมาขวางทางเราไว้ "วันนี้ไม่มีกำหนดการที่สาวกจะกลับเข้าสำนัก เจ้าสองคนนี้มาจากหน่วยใดกัน?"
ข้าหยุดเดิน เงยหน้าขึ้นสบตากับมัน สายตาของข้าไม่ได้แสดงความกลัว แต่เป็นความรำคาญใจของคนที่ถูกขัดจังหวะจากการทำงาน "ข้ามาจากหน่วยเก็บเกี่ยววิญญาณทางทิศเหนือ มีธุระเร่งด่วนต้องรายงานต่อท่านประมุขเรื่อง 'ของเล่นใหม่' ที่พบในสุสานบรรพชน"
ชายผู้นั้นขมวดคิ้ว "ของเล่นใหม่? ข้าไม่เคยได้รับคำสั่งให้..."
เขายังพูดไม่ทันขาดคำ ข้าก็สะบัดมือเบาๆ ในแขนเสื้อ อักขระลับที่ข้าเตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนเข้ามาก็ทำงานทันที ไม่ใช่การโจมตี แต่เป็นการขยายความเข้มข้นของกลิ่นอายมารในยันต์อำพรางให้สูงขึ้นจนน่าสะพรึงกลัว สมุนผู้นั้นชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาของมันเบิกกว้างเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่เข้มข้นยิ่งกว่าของพวกมันเสียอีก จนมันต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยความเกรงขาม
"ข้าขออภัยที่เสียมารยาท" มันก้มหัวให้ข้า "เชิญท่านผ่านไปได้"
ข้าเดินผ่านมันไปอย่างเยือกเย็น หัวใจเต้นเป็นจังหวะคงที่ แต่เมื่อใกล้ถึงฐานของบัลลังก์ ความผิดปกติก็เกิดขึ้น! รอยมลทินบนฝ่าเท้าของข้าเริ่มร้อนจัดราวกับถูกเหล็กเผาไฟ มันเตือนภัยถึงบางสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในแผนการ... พื้นที่ใต้บัลลังก์ไม่ได้ว่างเปล่า แต่มันมี 'ชีวิต' และกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหล
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะแหลมเล็กก็ดังขึ้นจากใต้เท้าข้าเอง ไม่ใช่เสียงจากประมุขมารเงา แต่เป็นเสียงจากแผ่นดินที่แตกออก! ประมุขมารเงาลุกขึ้นยืน ดวงตาสีโลหิตของเขาหรี่ลงเมื่อเห็นข้า และในวินาทีที่เขากำลังจะขยับตัวเข้าหาเรา พื้นศิลาที่ข้ายืนอยู่กลับเลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย... ใบหน้าที่ควรจะตายไปพร้อมกับตระกูลของข้าเมื่อสิบปีก่อน!
"หลี่เฟย..." เสียงที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความเคียดแค้นดังขึ้นจากเบื้องล่าง "ในที่สุด... เจ้าก็กลับมาส่งเครื่องสังเวยให้ข้าจนได้"
ข้าชะงักกึก เมื่อมองลงไปในหลุมมืดมิดนั้น ร่างของชายผู้ที่เคยเป็นบิดาของข้า—ซึ่งบัดนี้กลายเป็นเพียงซากศพที่ถูกดัดแปลงด้วยอักขระมาร—ก็เงยหน้าขึ้นมองข้าด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า พร้อมกับประมุขมารเงาที่ค่อยๆ ก้าวลงมาจากบัลลังก์และยิ้มอย่างพึงพอใจ
"ข้าลืมบอกเจ้าไป" ประมุขมารเงากล่าวพลางยกมือขึ้น "ของที่เจ้ามาปลุก... คือ 'อาวุธ' ที่ข้าใช้สังหารตระกูลเจ้าอย่างไรล่ะ"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับข้าในเส้นทางสายอักขระนี้ หวังว่าท่านจะเตรียมใจสำหรับตอนถัดไปไว้ให้ดีนะครับ!
- หมึกทองคำข้ามภพ -
เซียนอักขระพลิกฟ้า: หมากกระดานพิฆาตสวรรค์•ตอนที่ 10
แทรกซึมรังมาร
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนอักขระพลิกฟ้า: หมากกระดานพิฆาตสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!