“หยุด! เพลง... ห้องที่สิบสอง โน้ตตัวสุดท้ายของท่อนฮุก คุณลากเสียงหางโน้ตยาวเกินไป มันทำให้จังหวะกลองของไอ้ท็อปเพี้ยนตามไปด้วย ซ้อมใหม่ครับ อีกรอบ”
เสียงเข้มของคีย์ดังแทรกผ่านความเงียบของห้องซ้อมปิดตาย กลิ่นอับของพรมเก่าและไอความร้อนจากแอมป์ขยายเสียงอบอวลจนน่าอึดอัด เพลงที่ยืนอยู่หน้าไมค์กึ่งกลางห้องสะดุ้งสุดตัว นิ้วมือที่กดคอร์ดบนกีตาร์โปร่งเริ่มสั่นน้อยๆ เธอเหลือบมองนาฬิกาดิจิทัลบนผนังที่บอกเวลาเที่ยงคืนสิบห้านาที นี่คือการซ้อมรอบที่สิบแปดของค่ำคืนนี้
“คีย์... ฉันว่าเราพักสักนิดไหม? เพลงมือจะแตกแล้วนะ” เสียงของเพื่อนในวงคนหนึ่งเปรยขึ้นอย่างเหนื่อยอ่อน
คีย์ไม่ได้หันไปมอง เขาขยับแว่นสายตาแล้วกวาดสายตาคมดุไปที่โน้ตเพลงบนแสตนด์ “ถ้าเราอยากให้คอนเสิร์ตใหญ่ของชมรมออกมาสมบูรณ์แบบ เราไม่มีสิทธิ์เหนื่อยครับ เพราะถ้าเราพลาดวันจริง ไม่มีใครย้อนเวลากลับมาแก้ไขให้เราได้... เอาละ เพลง เริ่มใหม่ครับ”
เพลงเม้มปากแน่น ความเหนื่อยล้าพุ่งขึ้นมาจุกที่ลำคอ เธอรู้ดีว่าคีย์ไม่ได้ใจร้าย แต่ความกดดันที่เขาส่งผ่านมามันหนักอึ้งเกินกว่าที่เด็กปีหนึ่งอย่างเธอจะแบกรับไหว ความมั่นใจที่เคยมีเริ่มร่อยหรอลงไปทุกขณะ ยิ่งเห็นสายตาของคีย์ที่มองมาด้วยความคาดหวังสูงลิ่ว เธอยิ่งรู้สึกเหมือนคนกำลังจะจมน้ำ
“ทำไมต้องเข้มงวดขนาดนี้ด้วยล่ะ?” เพลงพึมพำเบาๆ แต่ห้องที่เงียบสนิททำให้ทุกคนได้ยินชัดเจน
คีย์ชะงักนิ้วที่กำลังเคาะจังหวะบนคีย์บอร์ด เขาค่อยๆ หมุนเก้าอี้กลับมาเผชิญหน้ากับเธอ “เพราะดนตรีมันคือชีวิตครับเพลง และถ้าเราให้ความสำคัญกับมันไม่พอ เราก็ไม่มีค่าพอที่จะยืนบนเวทีนั้น... คุณลืมแล้วเหรอว่าทำไมคุณถึงอยากเล่นกีตาร์?”
คำพูดนั้นเหมือนเข็มเล่มเล็กๆ ที่แทงทะลุหัวใจ เพลงนิ่งอึ้ง ความทรงจำในวันที่เธอตัดสินใจเข้าชมรมนี้ไหลย้อนกลับมา มันไม่ใช่เพราะความเพอร์เฟกต์ แต่เพราะเสียงของกีตาร์โปร่งที่ทำให้เธอรู้สึกเป็นอิสระ... ไม่ใช่ความทรมานเหมือนในตอนนี้
“ฉัน... ฉันแค่อยากเล่นดนตรีให้มีความสุขค่ะ ไม่ใช่เล่นเพื่อเป็นหุ่นยนต์ตามตารางของพี่” คำว่า ‘ค่ะ’ หลุดออกมาด้วยอารมณ์ที่พุ่งพล่าน ก่อนเธอจะรีบเปลี่ยนเป็น ‘ครับ’ อย่างตะกุกตะกักตามความเคยชินที่ต้องระวังตัว แต่ความรู้สึกในแววตานั้นบอกชัดว่าเธอเจ็บปวด
บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนเหมือนเส้นสายกีตาร์ที่ถูกดึงจนสุดแรงพร้อมจะขาดสะบั้น เพื่อนๆ ในวงต่างพากันหลบสายตา ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากเข้าข้างใคร
คีย์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างโปร่งในเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เริ่มยับย่นดูอ่อนแรงลงเล็กน้อย เขาถอนหายใจยาว “ถ้าอย่างนั้น ก็กลับไปพักครับ... ถือว่าผมขอโทษที่ทำให้คุณรู้สึกเหมือนเป็นหุ่นยนต์”
เขารวบรวมกระดาษโน้ตแล้วเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้เพลงยืนเคว้งอยู่กลางห้อง กีตาร์โปร่งตัวเก่งวางพิงกำแพงอย่างหมดเรี่ยวแรง เพื่อนๆ เริ่มทยอยเก็บของ แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาปลอบใจเธอ
เพลงตัดสินใจคว้ากีตาร์แล้วเดินออกมาที่ระเบียงหลังตึกชมรม ลมกลางดึกพัดปะทะใบหน้าพาให้ความร้อนที่ขอบตาจางลง เธอหย่อนตัวลงนั่งบนม้านั่งไม้ตัวยาว พลางดีดคอร์ดเพลงที่ซ้อมมาทั้งวันเบาๆ เสียงที่ออกมามันช่างไร้ชีวิตชีวา เหมือนตัวเธอในตอนนี้ไม่มีผิด
“เล่นแบบนั้น... อารมณ์มันก็ไม่ถึงหรอกครับ”
เสียงทุ้มนุ่มที่คุ้นเคยดังมาจากความมืดด้านหลัง เพลงสะดุ้งสุดตัว หันไปมองเห็นคีย์ยืนพิงเสาอยู่ เขาไม่ได้ถือคีย์บอร์ดมาด้วย ในมือมีกระป๋องกาแฟสองกระป๋องที่ยังอุ่นอยู่
“พี่คีย์... พี่มาทำอะไรที่นี่คะ... ครับ?” เธอถามด้วยเสียงแผ่ว
“ผมมาขอโทษ” คีย์เดินเข้ามาใกล้แล้วยื่นกระป๋องกาแฟให้ “ผมแค่... กลัวเกินไป กลัวว่าถ้ามันออกมาไม่ดี คนที่ตั้งใจซ้อมมาตลอดอย่างพวกคุณจะเสียใจในภายหลัง ผมลืมไปว่าการทำดนตรีให้ดี กับการทำดนตรีให้มีความสุข มันต้องเดินไปด้วยกัน”
เขานั่งลงข้างๆ เว้นระยะห่างพอสมควร “เพลงครับ ผมรู้ว่าผมกดดันคุณเกินไป แต่ที่ทำไปทั้งหมด... เพราะผมอยากเห็นคุณเฉิดฉายที่สุดบนเวทีนั้น”
เพลงก้มมองกาแฟในมือ “แต่ถ้าหนูทำไม่ได้ล่ะคะ? ถ้าสุดท้ายคนดูจำได้แค่ว่ามือกีตาร์เล่นพลาดล่ะ?”
คีย์หันมามองเธอ สายตาคู่นั้นไม่ได้มีแววเจ้าระเบียบเหมือนในห้องซ้อม แต่มันเต็มไปด้วยความอบอุ่นที่เพลงไม่เคยเห็นมาก่อน “ถ้าคุณพลาด ผมก็จะเป็นคนที่ยืนอยู่ข้างหลังคุณ และคอยดึงจังหวะให้คุณเอง เราเป็นวงเดียวกันนะครับเพลง”
หัวใจของเพลงเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งจังหวะ เธอรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในอก ความกดดันที่สะสมมาตลอดสัปดาห์ดูเหมือนจะมลายหายไปเพียงเพราะประโยคเดียวจากเขา
“งั้น... พรุ่งนี้เราเริ่มซ้อมกันใหม่นะครับ แบบที่สนุกไปกับมัน” คีย์เอ่ยยิ้มๆ
เพลงพยักหน้าเบาๆ พลางคลี่ยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกในรอบวัน “ค่ะพี่คีย์ พรุ่งนี้เรามาเริ่มกันใหม่... แต่ต้องไม่มีตารางซ้อมนรกแล้วนะ”
คีย์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะหยิบกีตาร์จากมือเพลงไปวางที่ข้างตัว เขาขยับตัวเข้ามาใกล้จนเพลงได้กลิ่นหอมสะอาดจากตัวเขา “แต่ก่อนจะถึงพรุ่งนี้... ผมมีบางอย่างต้องบอกคุณก่อน”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับชั่งใจว่าจะพูดดีหรือไม่ บรรยากาศเงียบงันจนได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องแว่วมาตามลม ก่อนที่เขาจะโน้มตัวลงมาแล้วกระซิบข้างหูเธอ
“ที่ผมให้ซ้อมหนัก เพราะผมอยากให้เรามีเวลาซ้อมด้วยกันนานๆ... และความจริงแล้ว คนที่ต้องใช้ตารางซ้อมนรกเพื่อห้ามใจตัวเองไม่ให้เผลอทำอะไรกับคุณตอนอยู่ใกล้ๆ... ก็คือผมเองครับ”
เพลงตัวแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง มือที่กุมกาแฟอยู่นั้นสั่นระริก เธอหันขวับไปมองหน้าเขาที่ห่างออกไปเพียงไม่กี่นิ้ว แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยปากถามอะไร เสียงประตูระเบียงฝั่งตึกก็เปิดผางออกมาพร้อมกับเสียงร้องตะโกนของเพื่อนๆ ในชมรม
“เฮ้ย! พี่คีย์! เพลง! พวกเรามาตามไปกินมื้อดึก! เอ๊ะ... นี่เรามาขัดจังหวะอะไรสำคัญหรือเปล่านะ?”
ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเพื่อนที่กรูเข้ามา เพลงเห็นคีย์หน้าขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เขารีบลุกขึ้นยืนแล้วแสร้งทำเป็นจัดเสื้อผ้ากลบเกลื่อนความประหม่า แต่สายตาที่เขาแอบส่งมาให้เธอก่อนจะหันไปดุเพื่อนๆ นั้น... มันบอกชัดว่าสิ่งที่เขาพูดเมื่อครู่ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแน่นอน
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและรอลุ้นไปกับจังหวะหัวใจของพวกเขาทั้งสองคนนะครับ
คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
ท่วงทำนองของหัวใจ: ยัยมือกีตาร์กับนายคีย์บอร์ดจอมกวน•ตอนที่ 28
ตารางซ้อมนรก
ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่วงทำนองของหัวใจ: ยัยมือกีตาร์กับนายคีย์บอร์ดจอมกวน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!