“โน้ตตัวนี้มันเป็น C Major 7 ครับเพลง ไม่ใช่ C เฉยๆ ถ้ามือคุณยังวางผิดจังหวะแบบนี้ ต่อให้เล่นให้ตายยังไง เพลงมันก็ไม่มีวันสมบูรณ์”
เสียงคีย์บอร์ดไฟฟ้าที่กดค้างเป็นคอร์ดหม่นๆ ลอยวนอยู่ในห้องซ้อมแคบๆ ของชมรมดนตรี ผมหยุดนิ้วที่กำลังสั่นเล็กน้อยจากการกดสายกีตาร์ลง พร้อมกับเงยหน้ามองคนตรงหน้าที่นั่งหลังตรงเป๊ะในชุดนักศึกษาเนี้ยบกริบ ราวกับเขากำลังนั่งอยู่ในคอนเสิร์ตฮอลล์ชั้นนำ ไม่ใช่ห้องซ้อมที่อบอ้าวไปด้วยกลิ่นอายของหยาดเหงื่อและฝุ่นผงจางๆ
“ฉันรู้แล้วคีย์ แต่นี่มันแค่การซ้อมรอบที่สิบ ไม่ใช่การอัดสตูดิโอสักหน่อย” ผมเถียงกลับ พยายามจะคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น “ที่สำคัญคือ... ดนตรีมันต้องมาจากความรู้สึกไม่ใช่หรือไง ทำไมต้องมานั่งจับผิดทุกตัวโน้ตขนาดนี้ด้วย”
คีย์วางมือจากลิ่มคีย์บอร์ดแล้วถอนหายใจยาว แว่นสายตากรอบบางของเขาขยับลงมาอยู่ที่ปลายจมูกเล็กน้อย ดวงตาคู่คมหลังเลนส์นั้นไม่ได้มีความโกรธเคือง แต่มันเต็มไปด้วยความจริงจังที่กดดันจนผมแทบหายใจไม่ออก
“ความรู้สึกมันจะไม่มีค่าเลยครับ ถ้าทฤษฎีพื้นฐานยังผิดเพี้ยน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนอ่านตำรา “ถ้าอยากเป็นมือกีตาร์ที่ใครๆ ก็ยอมรับ คุณต้องหยุดใช้อารมณ์นำหน้าเหตุผลเสียที”
ผมกัดริมฝีปากแน่น ความหงุดหงิดที่สะสมมาตลอดสองชั่วโมงเริ่มเดือดพล่านเหมือนน้ำในกาที่ใกล้จะพุ่งทะลัก นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่คีย์สั่งให้ผมหยุด แล้วย้อนกลับไปเริ่มที่ห้องแรกใหม่เพียงเพราะผมดีดเพี้ยนไปแค่เสี้ยววินาที ความเป็นอัจฉริยะที่เขามีมันดูเหมือนกำแพงสูงชันที่คนธรรมดาอย่างผมไม่มีวันปีนข้ามไปได้
“โอเค... ถ้างั้นคีย์ก็ลองเล่นเองเลยสิ” ผมวางกีตาร์ลงบนตักด้วยท่าทีหงุดหงิด “ในเมื่อทุกอย่างมันต้องเป๊ะตามโน้ตแบบหุ่นยนต์ขนาดนั้น ก็เล่นให้ดูหน่อยสิว่า ‘ความถูกต้อง’ ของคุณน่ะ มันฟังดูมีความสุขตรงไหน”
คีย์นิ่งไปครู่หนึ่ง เขามองหน้าผม สายตาของเขาเปลี่ยนไปจากความเย็นชาเป็นความนิ่งลึกที่ผมอ่านไม่ออก ก่อนที่เขาจะขยับนิ้วลงบนคีย์บอร์ดท่วงทำนองที่เขาเล่นออกมานั้นช่างสละสลวยและคมคาย แต่มันกลับไร้ซึ่ง ‘ลมหายใจ’ มันเป็นท่วงทำนองที่สมบูรณ์แบบในเชิงดนตรี แต่มันกลับทำให้ห้องซ้อมทั้งห้องดูเงียบงันและว่างเปล่าจนน่าใจหาย
ทันใดนั้น ประตูห้องซ้อมก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงจนบานประตูชนกับผนังเสียงดังสนั่น
“เฮ้ย! หยุดๆๆ! นี่พวกคุณสองคนทะเลาะอะไรกันเนี่ย กลิ่นมาคุลอยมาถึงหน้าชมรมเลยนะ!” บอม มือกลองสุดแสบประจำกลุ่มโผล่หน้าเข้ามา พร้อมกับพ่วงพรรคพวกอีกสองสามคนในชมรมที่ทำหน้าตาเลิ่กลั่ก
“ไม่มีอะไรครับบอม แค่กำลังถกเถียงเรื่องเทคนิคกันนิดหน่อย” คีย์ตอบเสียงเรียบก่อนจะหันไปเก็บเครื่องดนตรี แต่ในจังหวะที่เขากำลังหมุนตัว ผมสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ
เขากำลังปิดบังแผ่นกระดาษโน้ตที่วางอยู่ใต้คีย์บอร์ดอย่างรวดเร็ว มันไม่ใช่โน้ตเพลงที่เราซ้อมกันเมื่อกี้ แต่เป็นลายมือหวัดๆ ที่ดูเหมือน ‘เพลงใหม่’ ที่เขาเพิ่งแต่งขึ้นเอง และสิ่งที่ทำให้หัวใจผมกระตุกวาบไม่ใช่แค่ความลับนั้น แต่เป็นชื่อที่เขียนมุมกระดาษด้วยลายมือที่คุ้นตา... ลายมือของ ‘รุ่นพี่ปริม’ คนที่คีย์เคยแอบรักและเป็นเหตุผลที่เขายอมลดตัวลงมาสอนคนไร้ทักษะอย่างผม
“นั่น... โน้ตเพลงอะไร?” ผมถามออกไปโดยไม่รู้ตัว
คีย์ชะงักมือที่กำลังเก็บสายแจ็ค เขาหันกลับมามองผมด้วยแววตาที่สั่นไหววูบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเย็นชาเหมือนเดิม
“ไม่ใช่เรื่องของคุณครับเพลง หน้าที่ของคุณคือไปฝึกสเกลมาใหม่ให้แม่น พรุ่งนี้ถ้ายังเล่น C Major 7 เพี้ยนอีก ผมจะแนะนำให้คุณลาออกจากวงซะ”
คำพูดของเขาเหมือนเข็มที่ทิ่มลงมากลางใจ ผมมองแผ่นหลังของเขาที่เดินออกจากห้องไปพร้อมกับความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ทั้งโกรธ ทั้งเสียใจ แต่ลึกๆ ในอกกลับมีความสงสัยบางอย่างที่คอยกัดกินใจ... เพลงนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับความเนี๊ยบที่เขาสั่งให้ผมทำ หรือจริงๆ แล้ว เขากำลังพยายามจะสร้างผลงานชิ้นเอกขึ้นมาใหม่โดยใช้ผมเป็นเครื่องมือ?
ในขณะที่ผมกำลังยืนจมกองความรู้สึกนั้น เสียงฝีเท้าของใครบางคนก็ดังขึ้นจากหน้าประตูอีกครั้ง ไม่ใช่บอม ไม่ใช่คนในชมรม แต่เป็นร่างสูงโปร่งของใครบางคนที่ถือซองจดหมายสีฟ้าอ่อนไว้ในมือ พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูเยือกเย็นจนผมรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูกสันหลัง
“ยังไม่เลิกซ้อมกันอีกเหรอครับคีย์... อ้อ โทษทีนะ พอดีฉันไม่ได้เจอกันตั้งนาน ไม่คิดเลยว่าจะมาเห็นคนอย่างเธออยู่ในห้องนี้ด้วย”
ร่างนั้นก้าวเข้ามาในห้อง แสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์สะท้อนบนใบหน้าของเขาให้เห็นชัดขึ้น ผมนิ่งงันไปทันที เพราะชายคนนี้คือคนที่ไม่มีใครในมหาวิทยาลัยอยากเผชิญหน้าด้วยที่สุด... พี่ธันย์ อดีตหัวหน้าชมรมดนตรีผู้ที่เคยทำลายอนาคตของคีย์จนย่อยยับเมื่อสองปีก่อน
“พี่... มาทำไมที่นี่” ผมถามเสียงสั่น
พี่ธันย์ไม่ได้มองผมเลย สายตาเขายังคงจับจ้องไปที่ประตูที่คีย์เพิ่งเดินออกไป ก่อนจะหันมามองที่ผมด้วยรอยยิ้มที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา “บอกเพื่อนเธอด้วยนะ ว่าบทเพลงที่เขากำลังพยายามเล่นอยู่น่ะ... มันคือคำสาปที่จะทำลายทุกอย่างที่เขารักทิ้งซะสิ้นซาก ถ้าไม่อยากให้มันพังคามือ ก็รีบหยุดซะ ก่อนที่ฉันจะจัดการเอง”
เขาวางซองจดหมายฉบับนั้นทิ้งไว้บนเก้าอี้ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้ผมยืนเคว้งอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน ความโกรธในตอนแรกถูกแทนที่ด้วยความกลัวอย่างสุดขั้ว ผมตัดสินใจหยิบจดหมายฉบับนั้นขึ้นมาเปิดดู มือที่ถือสั่นจนแทบควบคุมไม่ได้ และเมื่อเนื้อหาข้างในปรากฏสู่สายตา ผมก็ต้องเบิกตากว้างจนแทบหยุดหายใจ
นั่นไม่ใช่จดหมายรัก... แต่มันคือสัญญาเลือดที่คีย์เคยเซ็นเอาไว้ เพื่อแลกกับการได้เล่นดนตรีที่เขารัก!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับท่วงทำนองแห่งหัวใจในบทนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
ท่วงทำนองของหัวใจ: ยัยมือกีตาร์กับนายคีย์บอร์ดจอมกวน•ตอนที่ 3
ทฤษฎีที่น่าเบื่อ
ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่วงทำนองของหัวใจ: ยัยมือกีตาร์กับนายคีย์บอร์ดจอมกวน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!