“ถ้าคุณจะเล่นแบบไร้จิตวิญญาณขนาดนี้ ก็วางกีตาร์ลงแล้วออกไปซะเถอะครับ”
เสียงทุ้มต่ำของคีย์ไม่ได้ตะโกน แต่มันกลับดังก้องไปทั่วห้องซ้อมที่เงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงพัดลมระบายอากาศที่หมุนเอื่อยๆ เพลงชะงักมือที่กำลังจับคอร์ดทาบ สายกีตาร์โปร่งที่ยังสั่นไหวส่งเสียงครางแผ่วเบาเหมือนจะประท้วงความเจ็บปวดแทนเจ้าของ หญิงสาวเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตที่เคยเป็นประกายสดใสบัดนี้กลับวูบไหวด้วยความสั่นเครือ
“ไร้จิตวิญญาณเหรอคะ... อ้อ ผมขอโทษครับ ที่จริงต้องบอกว่า ‘ไร้จิตวิญญาณเหรอครับ’ พี่คีย์” เพลงแค่นยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา “พี่มองว่าโน้ตทุกตัวต้องแม่นยำ ต้องเป๊ะตามเมโทรนอม แต่พี่เคยฟังไหมว่าตอนที่หนูเล่น หนูไม่ได้กำลังเล่นดนตรีให้เครื่องจักรฟัง แต่นี่คือความรู้สึกของหนู”
“ความรู้สึกที่ทำลายจังหวะของวงน่ะเหรอครับ?” คีย์ลุกขึ้นจากเก้าอี้เปียโน ร่างสูงโปร่งก้าวเข้ามาใกล้จนคนทั้งสองยืนเผชิญหน้ากัน กลิ่นน้ำหอมจางๆ ผสมกับกลิ่นไม้ของกีตาร์ในห้องนี้ดูจะเปลี่ยนเป็นกลิ่นของความอึดอัด “ผมต้องการความสมบูรณ์แบบเพื่อโชว์ครั้งนี้ เพลง... คุณเป็นมือกีตาร์ของผม แต่คุณกลับเล่นเหมือนคนเพิ่งจับกีตาร์เป็นเมื่อวาน”
เพลงกำปิ๊กในมือแน่นจนปลายนิ้วซีดเผือด ความเงียบของเพื่อนร่วมชมรมคนอื่นๆ ที่ต่างพากันก้มหน้ามองพื้นห้องซ้อมยิ่งทำให้ความรู้สึกเหมือนถูกต้อนจนมุมชัดเจนขึ้น พี่ๆ ในวงต่างรู้ดีว่าคีย์คือ ‘จอมเนี้ยบ’ แต่ไม่มีใครคิดว่าเขาจะกล้าทำลายความมั่นใจของรุ่นน้องที่ตั้งใจซ้อมมาตลอดเดือนได้ถึงเพียงนี้
“ถ้าพี่อยากได้เครื่องจักร พี่ก็ไปกดปุ่มโปรแกรมเอาเถอะครับ ไม่ต้องมาเสียเวลาสอนคน ‘ไร้จิตวิญญาณ’ แบบหนูหรอก”
เสียงของเพลงขาดห้วง เธอคว้ากระเป๋ากีตาร์ขึ้นสะพายหลังด้วยท่าทางที่ดูเด็ดขาดกว่าปกติ เธอไม่รอให้คีย์ได้โต้ตอบ ไม่แม้แต่จะหันไปสบตาเพื่อนในชมรมที่พยายามจะเรียกเธอไว้ หญิงสาวเดินก้าวฉับๆ ออกจากห้องซ้อมไป ทิ้งไว้เพียงเสียงประตูกระแทกปิดที่ดังกังวานแทนคำบอกลา
คีย์ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มือของเขาที่วางบนเปียโนเริ่มสั่นเทาเล็กน้อย ความเงียบกลับมาปกคลุมห้องซ้อมอีกครั้ง มันเป็นความเงียบที่น่าอึดอัดกว่าครั้งไหนๆ ราวกับว่าดนตรีในห้องนี้ได้ตายไปพร้อมกับการเดินออกไปของมือกีตาร์สาวคนนั้น
***
สองวันผ่านไป ห้องซ้อมที่เคยมีเสียงกีตาร์โปร่งหวานละมุนสลับกับเสียงคีย์บอร์ดที่หนักแน่น บัดนี้กลับเงียบเหงา ก๊วนเพื่อนในชมรมต่างพากันถอนหายใจยาว เมื่อเห็นว่าเก้าอี้มือกีตาร์ว่างเปล่ามาเป็นวันที่สองแล้ว
“พี่คีย์ครับ...” ต้น มือเบสรุ่นพี่ที่สนิทกับทั้งคู่ที่สุดเดินเข้ามาวางน้ำเย็นลงบนเปียโน “พี่แรงไปไหมครับ? เพลงมันก็แค่เด็กปีหนึ่งที่พยายามทำความเข้าใจดนตรีในแบบของเขา บางทีการที่เราบังคับให้เขาอยู่ในกรอบจนเกินไป มันก็เหมือนเรากำลังหักปีกนกที่กำลังจะหัดบินนะครับ”
คีย์ไม่ตอบ เขาเอาแต่นั่งจ้องมองคีย์สีขาวดำตรงหน้า โน้ตเพลงที่เรียบเรียงไว้มากมายถูกพับเก็บไว้ในแฟ้มอย่างเป็นระเบียบ แต่เขากลับรู้สึกว่าในหัวมันว่างเปล่า ไม่ใช่เพราะไม่มีท่วงทำนอง แต่เพราะขาด ‘เสียง’ ของคนที่เคยนั่งเคียงข้างต่างหาก
“ผมไม่ได้ตั้งใจจะไล่เขา...” คีย์พึมพำ น้ำเสียงที่เคยเด็ดขาดกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกผิด “แค่... แค่ทุกอย่างมันต้องลงตัว ผมไม่อยากให้เขาพลาดบนเวทีใหญ่”
“แต่เวทีนั้นมันคงไม่มีความหมาย ถ้าบนนั้นไม่มี ‘เพลง’ ยืนอยู่ด้วยนะครับ” ต้นทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเดินเลี่ยงไปจัดเตรียมไมโครโฟน
คีย์หลับตาลง ภาพของเพลงในวันแรกที่เข้าชมรมลอยเข้ามาในหัว เด็กสาวที่กอดกีตาร์ไว้แน่น แต่แววตากลับมุ่งมั่นและพร้อมจะเรียนรู้ทุกอย่างจากเขา เขาพลาดไปแล้ว... พลาดที่เผลอเอามาตรฐานของตัวเองไปกดทับความสดใสของคนอื่น
ตกเย็น คีย์ตัดสินใจเดินไปยังตึกคณะดนตรี ที่ที่เพลงมักจะไปนั่งซ้อมคนเดียวในสวนหย่อมหลังอาคาร เสียงดีดกีตาร์โปร่งทำนองเศร้าสร้อยลอยมาตามลม ทำให้เขาหยุดฝีเท้าลง เขาเห็นแผ่นหลังของเพลงที่นั่งก้มหน้าก้มตาเล่นเพลงที่ไม่คุ้นหู มันเป็นทำนองที่เหงา แต่กลับแฝงไปด้วยพลังบางอย่างที่คีย์ไม่เคยได้ยินมาก่อน
เขากำลังจะก้าวเข้าไปหา แต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นใครบางคนที่เดินเข้ามาในสวนหย่อมนั้นก่อนหน้าเขา... ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่เขาจำได้ดีว่าเป็นรุ่นพี่คณะดนตรีอีกสาขาที่เคยพยายามจีบเพลงอยู่บ่อยครั้ง
คนคนนั้นยื่นช่อดอกไม้ให้เพลง พร้อมกับคำพูดที่คีย์ได้ยินไม่ถนัด แต่ทว่า ‘เพลง’ กลับเงยหน้าขึ้นมอง และรอยยิ้มจางๆ ที่เธอส่งให้ชายคนนั้น... มันเป็นรอยยิ้มแบบเดียวกับที่เธอเคยส่งให้เขาในวันที่พวกเขาซ้อมเพลงผ่านไปได้ด้วยดี
คีย์ยืนแข็งทื่ออยู่ที่มุมตึก ลมหนาวพัดผ่านร่างจนเขารู้สึกเย็นเยียบไปถึงขั้วหัวใจ ยิ่งเห็นเพลงรับช่อดอกไม้นั้นไว้ พร้อมกับเริ่มดีดกีตาร์คลอไปกับเสียงร้องเพลงที่หวานหยด คีย์ก็นิ่งงันไป ความรู้สึกอิจฉาที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหยุดหมุน
แต่สิ่งที่ทำให้คีย์ต้องเบิกตากว้างไม่ใช่ช่อดอกไม้ หากแต่เป็นแผ่นกระดาษที่เพลงวางไว้บนกระเป๋ากีตาร์ขณะที่เธอหัวเราะไปกับคำพูดของชายคนนั้น มันคือโน้ตเพลง... โน้ตเพลงที่เขียนด้วยลายมือของเขาเองที่เขาเคยให้เพลงไปในวันที่เริ่มซ้อมด้วยกัน แต่มันถูกขยำจนยับยู่ยี่และโยนทิ้งไว้ข้างๆ ราวกับเป็นเพียงขยะที่ไร้ค่า
คอร์ดรักกีตาร์โปร่งขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเงียบงันในบทนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
ท่วงทำนองของหัวใจ: ยัยมือกีตาร์กับนายคีย์บอร์ดจอมกวน•ตอนที่ 13
วันที่ดนตรีไร้เสียง
ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่วงทำนองของหัวใจ: ยัยมือกีตาร์กับนายคีย์บอร์ดจอมกวน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!