เสียงกระแทกกระทั้นของรองเท้าหนังราคาแพงที่ย่ำลงบนพื้นปูนขัดมันหน้า "ร้านข้าวหม้อเก่า" ดังขึ้นติดต่อกันสามครั้ง ราวกับพยายามประกาศกร้าวให้ผู้มาเยือนทั้งซอยได้รับรู้ถึงการมาถึงของผู้มีอภิสิทธิ์
"รินรดา! หลบหน้าผัวเก่าแล้วคิดว่าจะซ่อนตัวอยู่ในรูหนูนี้พ้นหรือไง?"
เสียงแหลมสูงของป้าวิภา—ญาติผู้ใหญ่ฝั่งมารดาที่มักปรากฏตัวพร้อมกับความโลภเสมอ—ดังทะลุผ้าม่านลูกไม้สีนวลเข้ามาในครัวหลังร้าน ไม่รอให้เจ้าของบ้านอนุญาต มืออวบหนาที่ประดับด้วยแหวนทองคำแท่งโตก็ผลักบานประตูไม้สักเก่าคร่ำครึจนสลักกลอนไม้สั่นสะเทือน
รินรดาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง ผู้หญิงในชุดผ้ากันเปื้อนสีครามเข้มกำลังง่วนอยู่กับการตำเครื่องแกงเผ็ดในครกหินแกรนิตเนื้อแน่น เสียง "โขลก... โขลก..." แต่ละครั้งหนักหน่วงและจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับเสียงเคาะระฆังเตือนสติผู้บุกรุก
บนเตาถ่านโบราณข้างกายเธอ หม้อดินเผาใบใหญ่ส่งกลิ่นหอมหวลของกะทิเคี่ยวกับพริกแกงสูตรโบราณคละคลุ้งไปทั่ว ควันสีขาวนวลพวยพุ่งลอยอวล ผสมผสานกลิ่นหอมร้อนแรงของใบมะกรูดฉีกและข่าซอยอย่างลงตัว เป็นกลิ่นที่เตะจมูกจนป้าวิภาต้องกลืนน้ำลายเอื้อมมือมาปิดจมูกด้วยความรังเกียจปนอิจฉา
"ทำตัวเป็นยายเพิ้งขายข้าวแกงข้างถนน คิดว่าเก่งนักสินะ" ป้าวิภาก้าวเท้าเข้ามาในเขตหวงห้าม สายตากวาดมองไปรอบครัวที่สะอาดสะอ้านและเต็มไปด้วยวัตถุดิบชั้นดี ก่อนจะหยุดอยู่ที่ร่างระหงของรินรดา "แกจำคำที่พ่อเลี้ยงส่งคนมาบอกไม่ได้หรือไง นังริน... แม่ของแกไม่ได้ตายอย่างที่แกเข้าใจในใบมรณะบัตรปลอมๆ นั่นหรอกนะ ถ้าแกไม่อยากให้ความลับเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ก็จโอนโฉนดที่ดินผืนนี้ให้ลูกชายฉันซะดีๆ!"
รินรดาหยุดมือที่ถือสากหิน เธอยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผมแผ่วเบa ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับญาติผู้พี่ด้วยแววตานิ่งสงบ ทว่าลุ่มลึกและเย็นเยียบจนอีกฝ่ายชะงักไปชั่วขณะ
"ที่ดินผืนนี้เป็นของฉัน ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงหลังจากหลุดพ้นจากนรกบ้านหลังนั้น" เสียงของรินรดาราบเรียบแต่มั่นคง "ส่วนเรื่องแม่... ถ้าพวกท่านยังมีมนุษยธรรมหลงเหลืออยู่บ้าง คงไม่เอาความเป็นความตายของคนในครอบครัวมาใช้เป็นเครื่องต่อรองเพื่อรีดไถเงินทองหรอกกระมังครับ... อ้อ ขอโทษที ผมหมายถึง 'ค่ะ' เสียที่ไหนล่ะครับ พอดีติดนิสัยพูดตรงไปหน่อย" เธอแย้มยิ้มเยาะที่มุมปากเล็กน้อย
"นังนี่! ปากดีนักนะ แกกล้าดียังไงมาพูดจากวนประสาทฉัน!" ป้าวิภาหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธจัด ยกมือขึ้นชี้หน้าหมายจะพุ่งเข้ามาตบสั่งสอน
ทว่า... ก่อนที่ปลายนิ้วอวบจะทันได้สัมผัสอากาศใกล้ตัวรินรดา ประตูหลังร้านก็เปิดผางออกอีกครั้ง
ร่างสูงใหญ่ในชุดเชิ้ตพับแขนเสื้อขึ้นถึงข้อศอกของภาคินก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ รัศมีความกดดันระดับวิศวกรอาวุโสผู้กุมเม็ดเงินลงทุนหลายสิบล้านแผ่ซ่านออกมาจนอุณหภูมิในครัวลดฮวบลงทันที ภาคินไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาก้าวเข้าไปยืนซ้อนด้านหลังภรรยาอย่างปกป้อง พร้อมทั้งเอื้อมมือไปโอบเอวบางไว้หลวมๆ สายตาคมกริบมองลอดกรอบแว่นสายตาไปยังป้าวิภาด้วยแววตานิ่งสนิทที่ทรงพลังยิ่งกว่าการตะโกนด่าทอ
"บุกรุกเคหสถาน ข่มขู่กรรโชกทรัพย์ และหมิ่นประมาท... สามข้อหานี้ ผมเกรงว่าทนายความของบริษัทผมคงต้องทำงานหนักหน่อยในสัปดาห์นี้" ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่น้ำหนักของคำพูดแต่ละคำราวกับค้อนเหล็กที่ตอกลงบนหัวใจของผู้บุกรุก
ป้าวิภาหน้าซีดเผือด ถอยหลังกรูดไปสองก้าว "แก... แกเป็นใคร เป็นแค่ไอ้เด็กส่งของไม่ใช่เหรอวะ!"
"สามีตามกฎหมายของเธอครับ" ภาคินตอบสั้นๆ ชัดถ้อยชัดคำ ก่อนจะหันมามองภรรยาด้วยสายตาอ่อนโยนผิดกันลิบลับ "ที่รักครับ น้ำแกงเดือดได้ที่หรือยัง? แຂกไม่เชิญกลุ่มนี้คงอยากชิมฝีมือคุณจนตัวสั่นแล้วกระมัง"
รินรดาคลี่ยิ้มกว้าง แววตาประกายความร้ายกาจอย่างที่หาดูได้ยาก เธอยกทัพพีทองเหลืองด้ามยาวขึ้นคนน้ำแกงในหม้อดินช้าๆ กลิ่นหอมฉุยของแกงป่าปลาช่อนนาพริกแกงตำมือรสจัดจ้านพุ่งทะยานขึ้นสู่จมูกจนทุกคนในห้องต้องสูดหายใจลึก
"ถ้าอยากได้นัก... ก็ลองชิมดูสักคำสิครับ"
รินรดาตักน้ำแกงร้อนๆ สีแดงฉานที่ลอยหน้าด้วยใบกะเพราและพริกชี้ฟ้าสดๆ จนควันพวยพุ่งขึ้นมาเต็มช้อน เธอไม่ได้ตักใส่ชามเสิร์ฟ แต่เทมันราดลงบนพื้นปูนตรงหน้าปลายรองเท้าหนังราคาแพงของป้าวิภาเสียงดัง *ฉู่...* ละอองความร้อนและกลิ่นเผ็ดร้อนพุ่งกระเด็นโดนปลายรองเท้าจนอีกฝ่ายสะดุ้งโหยงกรีดร้องลั่น
"นี่คือของต้อนรับสำหรับคนไร้ยางอาย" รินรดากวาดตามองหน้าญาติผู้พี่ที่กำลังตัวสั่นด้วยความกลัวและโกรธ "และถ้าพวกคุณยังไม่ไสหัวออกไปจากร้านของผมภายในสามวินาทีนี้ ชามถัดไปจะไม่ใช่แค่ราดพื้น... แต่อาจจะราดลงบนหัวท่านแทน!"
ภาคินยกย่องมุมปากอย่างพึงพอใจ เขากระชับอ้อมกอดภรรยาแน่นขึ้น พร้อมทั้งเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่เย็นเยือก
"เชิญครับ... ทางออกอยู่ทางเดิม หรือจะให้ผมเรียกตำรวจทางหลวงมาช่วยส่งกลับบ้านดีครับ?"
ป้าวิภากัดฟันกรอดด้วยความแค้นเคือง แต่เมื่อสบเข้ากับแววตาคุกคามของภาคิน เธอก็จำต้องสะบัดหน้าหนีแล้ววิ่งเตลิดเปิดเปิงออกไปจากร้านอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งไว้เพียงเสียงสบถด่าไล่หลังที่ค่อยๆ เงียบหายไปในความมืดของตรอก
ความเงียบสงบกลับคืนสู่ห้องครัวอีกครั้ง รินรดาระบายลมหายใจยาวด้วยความโล่งอก ก่อนจะหันมามองสามีที่ยืนยิ้มละมุนอยู่ข้างกาย
"มือหนักใช้ได้เลยนี่ครับ คุณภริยา" ภาคินหัวเราะในลำคอเบาๆ พร้อมกับยื่นผ้าเช็ดมือสะอาดให้เธอ
"ก็คนมันน่ารำหน안ี่คะ... อ๊ะ! ผมหมายถึง 'ครับ' ต่างหากเล่า!" รินรดาแกล้งค้อนใส่สามีหนุ่ม ท่าทางงอนๆ นั้นกลับน่าเอ็นดูเสียจนภาคินอดไม่ได้ที่จะโน้มตัวลงหอมแก้มเนียนนุ่มไปฟอดใหญ่
ทว่า... ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังจะอบอวลไปด้วยความหวานชื่น ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูกระจกหน้าร้านเบาๆ สามครั้งก็ดังขึ้น... *ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
ทั้งสองหันไปมองพร้อมกัน รินรดาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนกว่าแล้ว ใครกันที่จะมาเคาะร้านในยามวิกาลเช่นนี้?
ภาคินก้าวออกไปเปิดประตูหน้าร้านด้วยความระแวดระวัง ทันทีที่บานกระจกถูกเปิดออก ร่างของหญิงชราในชุดผ้าไหมโบราณที่สวมหมวกปีกกว้างบังใบหน้าครึ่งหนึ่งก็ก้าวเข้ามา เธอยื่นนามบัตรสีทองเก่าคร่ำครึใบหนึ่งให้ภาคิน พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่ทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบลงทันที
"ฝากบอกภรรยาของคุณด้วย... ว่าแม่ของเธอกลับมาทวงทุกอย่างคืนแล้ว"
โปรดติดตามตอนต่อไปครับ
---
*ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "กาแฟโบราณแก้วโต" เสมอมาครับ*
กับข้าวหม้อเก่ากับเจ้าของร้านจอมหยิ่ง•ตอนที่ 4
ฟาดฟันด้วยตะหลิว
ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับข้าวหม้อเก่ากับเจ้าของร้านจอมหยิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!