ปึง! ปึง! ปึง!
เสียงทุบประตูกระจกหน้าร้านดังสนั่นหวั่นไหวราวกับแผ่นดินไหวขนาดเล็ก แรงสะเทือนนั้นมากพอที่จะทำให้แก้วกาแฟโบราณลวดลายคลาสสิกบนชั้นวางสั่นสะเทือน รินรดาชะงักมือจากการเคี่ยวหัวกะทิในกระทะทองเหลือง กลิ่นหอมมันของกะทิคั้นสดผสมใบเตยอบอวลตัดกับบรรยากาศตึงเครียดด้านนอกได้อย่างน่าประหลาด เธอไม่ได้รีบร้อนเดินไปเปิดประตูทันที แต่เลือกที่จะใช้ทัพพีไม้คนกะทิวนเป็นวงกลมอีกสามรอบอย่างใจเย็น รอจนกระทั่งน้ำตาลมะพร้าวละลายเป็นเนื้อเดียวกับกะทิส่งกลิ่นหอมหวานละมุนเสียก่อน จึงค่อยวางทัพพีลงแล้วถอดผ้ากันเปื้อนออกช้าๆ
"อีริน! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! แกกล้าดียังไงถึงเอาเงินตระกูลไปซื้อตึกนี้!"
เสียงแหลมสูงของป้าสำเนียงดังทะลุกระจกเข้ามา ตามมาด้วยเสียงทุบประตูปอนด์รัวๆ ไม่ยั้งมือ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวของป้าสำเนียงปรากฏชัดเจนผ่านกระจกใส ฝั่งตรงข้ามคือลุงวิชัยที่ยืนกอดอกทำหน้าถมึงทึงอยู่ข้างๆ สองสามีภรรยาตระกูลใหญ่ผู้ไม่เคยสร้างคุณประโยชน์อันใดนอกจากสูบเลือดสูบเนื้อคนอื่น กำลังแสดงความตะกละตะกลามออกมาอย่างไม่คิดจะรักษาหน้า
รินรดาเดินนองเนตรไปด้วยความเด็ดเดี่ยว รอยยิ้มเยาะหยันบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก เธอกดปลดล็อกกลอนประตูอัตโนมัติแล้วผลักบานกระจกออกกว้าง ปะทะกับลมร้อนยามสายและอารมณ์ดิบเถื่อนของคนทั้งสองทันที
"ถ้ายังแหกปากโวยวายเสียงดังรบกวนลูกค้าคนอื่นอีกแม้แต่คำเดียว ฉันจะแจ้งความข้อหาบุกรุกและก่อความเดือดร้อนรำคาญนะครับ" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เย็นชา และทรงพลังพอที่จะทำให้ป้าสำเนียงที่กำลังจะพ่นคำด่าทอต้องชะงักค้างอ้าปากพะงาบๆ
"นัง... นังเด็กอกตัญญู!" ป้าสำเนียงชี้นิ้วสั่นเทาเข้าใส่หน้าผากของรินรดา "แกเอาเงินมาจากไหนห๊ะ! ตึกนี้ราคากี่ล้าน แกเป็นแค่สะใภ้ตกอับ ทำไมถึงมีปัญญามาซื้อตึกทำเลทองแบบนี้ได้! เงินนี่ต้องเป็นเงินของตระกูลเราที่แอบยักยอกไปแน่ๆ คายออกมาเดี๋ยวนี้! โอนโฉนดมาให้พี่ชายแกซะดีๆ!"
รินรดายกแขนขึ้นกอดอก สายตาคมกริบกวาดมองสองสามีภรรยาหัวจรดเท้าด้วยความเวทนา "เงินตระกูลเหรอครับ? ตระกูลไหนหรือครับที่พวกท่านพูดถึง ตระกูลที่เคยเอาชื่อฉันไปค้ำประกันหนี้พนันจนเกือบหมดตัว หรือตระกูลที่เคยมาไถเงินฉันทุกครั้งที่ตั้งร้านใหม่ได้กำไร? จำใส่สมองไว้นะครับว่าตึกนี้เป็นชื่อของฉันแต่เพียงผู้เดียว และเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้ซื้อ... ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงและความสามารถของฉัน รวมถึงความเมตตาของสามีฉัน... ซึ่งพวกท่านไม่มีวันเอื้อมถึง"
"สามีแกมันก็แค่วิศวกรกระจอกคนหนึ่ง!" ลุงวิชัยตะคอกสวนขึ้นมาด้วยความเหลืออด หน้าดำคร่ำเคร่ง "มันจะไปปัญญาหาเงินที่ไหนมาซื้อตึกราคาแปดหลักแบบนี้! แกอย่ามาโกหกคำโตซะให้ยาก ถ้าแกไม่ยอมแบ่งสมบัติมาให้ลูกชายฉันแต่โดยดี ฉันจะไปประจานแกในตลาดให้ไม่มีที่ยืน!"
บรรยากาศเริ่มระอุขึ้น ผู้คนละแวกใกล้เคียงเริ่มหันมามองด้วยความสนใจ รินรดายังคงยืนหลังตรงสง่างาม เธอกำลังจะเปิดฉากฟาดฟันญาติจอมปล้นสดๆ ร้อนๆ ทันใดนั้น เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มทุ้มต่ำอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์อเนกประสงค์นำเข้าคันหรูรุ่นหายาก ก็แล่นเข้ามาจอดเทียบฟุตบาทหน้าร้านอย่างนุ่มนวล
กระจกไฟฟ้าด้านข้างเลื่อนลงช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าคมคายของชายหนุ่มในชุดเชิ้ตพับแขนเสื้อขึ้นถึงข้อศอก ภาคินกวาดสายตาคมปลาบมองลุงกับป้าที่ยืนขวางทางเข้าร้านด้วยแววตาเรียเฉยแต่เย็นยะเยือกจนน่ากลัว บรรยากาศรอบตัวของวิศวกรหนุ่มผู้มีรสนิยมสูงส่งคนนี้แผ่รังสีความกดดันออกมาอย่างทรงพลังโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดๆ ออกมาสักคำ
"มีปัญหาอะไรกันหรือครับคุณภรรยา" เสียงทุบประตูก่อนหน้านี้เงียบกริบลงทันทีเมื่อภาคินก้าวลงจากรถ ร่างสูงโปร่งก้าวเดินเข้ามาโอบเอวบางของรินรดาไว้หลวมๆ เป็นการแสดงออกถึงความเป็นเจ้าของและพร้อมปกป้องอย่างชัดเจน
"ไม่มีอะไรมากหรอครับคุณ แค่มีแมลงวันน่ารำคาญมาบินวนเวียนแถวหน้าร้านอาหารสะอาดๆ เท่านั้นเอง" รินรดาตอบสามีด้วยน้ำเสียงอ่อนลง รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอเมื่อสบตาคมของสามีสายเปย์
ในจังหวะนั้นเอง รถบรรทุกขนาดเล็กของบริษัทขนส่งเอกชนชื่อดังก็วิ่งมาจอดต่อท้ายรถของภาคิน พนักงานขนส่งกุลีกุจอลงมาเปิดท้ายรถพร้อมกับยกกล่องลังกระดาษหนาพิเศษจำนวนหลายกล่องลงมาวางกองไว้หน้าร้านอย่างระมัดระวัง
"ส่งของให้คุณรินรดาครับ รบกวนเซ็นรับด้วยครับ" พนักงานยื่นเครื่อง terminal ให้ภาคินเซ็นชื่อ
ลุงกับป้าสำเนียงมองกล่องเหล่านั้นด้วยความงุนงง ป้าสำเนียงอดรนทนไม่ไหวโพล่งถามขึ้น "อะไรวะ! พวกแกสั่งอะไรกันอีก สั่งของแพงๆ มาผลาญเงินเล่นอีกใช่ไหม!"
ภาคินเซ็นชื่อเสร็จเรียบร้อย หันกลับมามองสองสามีภรรยาด้วยมุมปากที่ยกยิ้มเล็กน้อยอย่างสุภาพแต่เย้ยหยันในที "ไม่ใช่ของผลาญเงินหรอครับคุณป้า... แต่เป็นอุปกรณ์ห้องครัวระดับพรีเมียมที่ผมสั่งนำเข้าพิเศษจากยุโรป เพื่อให้ภรรยาผมใช้ยกระดับเมนูอาหารในร้านนี้โดยเฉพาะ"
ว่าแล้วภาคินก็ใช้กรรไกรตัดเทปกาวเปิดกล่องลังใบแรกออก กลิ่นอายของโลหะคุณภาพสูงและงานฝีมือระดับปรมาจารย์ก็สะท้อนแสงไฟกระทบสายตาทุกคน ภายในกล่องบุด้วยฟองน้ำกันกระแทกอย่างดี นอนนิ่งสนิทคือชุดมีดทำครัวเชฟระดับตำนานสัญชาติเยอรมัน ด้ามจับทำจากไม้มะเกลือหายาก ใบมีดตีด้วยมือจากเหล็กกล้าคาร์บอนสูงขึ้นรูปหลายชั้น ลวดลายดามัสกัสบนเนื้อเหล็กงดงามราวกับงานศิลปะชิ้นเอก มูลค่าของมันลำพังเพียงชุดเดียวก็เทียบเท่ากับเงินเดือนของพนักงานออฟฟิศระดับหัวหน้างานครึ่งปี
ลุงวิชัยอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกโพลงเมื่อเห็นราคาคร่าวๆ ที่แปะอยู่บนใบเสร็จที่ร่วงออกมาจากกล่อง
รินรดาก้มลงมองอุปกรณ์ทำครัวราคาแพงลิบลิ่วเหล่านั้นด้วยแววตาเป็นประกาย ความซาบซึ้งใจเอ่อล้นขึ้นในอก ภาคินไม่เพียงแค่ซัพพอร์ตเธอด้วยคำพูด แต่เขาจำทุกรายละเอียดที่เธอเคยบ่นลอยๆ เมื่อสัปดาห์ก่อนได้ว่ามีดทำครัวชุดเก่าเริ่มไม่คม และเขาก็จัดการจัดหาของที่ดีที่สุดมาให้ถึงมือโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"ชอบไหมครับ" ภาคินก้มลงกระซิบเบาๆ ข้างหูของรินรดา กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสานกับความอบอุ่นจากตัวเขาทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ
"คุณนี่มัน..." รินรดาอมยิ้ม ส่ายหัวเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ในความใจป้ำของสามี
"เฮ้ย! แกเอาเงินไหนมาซื้อของพวกนี้วะ! มีดบ้าอะไรเล่มละเป็นแสน!" ป้าสำเนียงกรีดร้องด้วยความริษยาจนสติแทบหลุด พยายามจะพุ่งเข้ามาหยิบกล่องมีดราคาแพงด้วยความโลภ
แต่ภาคินไวกว่า เขาขยับตัวบังภรรยาไว้ พร้อมกับตวัดสายตาคมกริบดุจใบมีดที่เพิ่งแกะกล่องมองตรงไปยังสองสามีภรรยาด้วยรังสีอำมหิตที่กดดันจนทั้งคู่ต้องผถอยหลังกรูดโดยอัตโนมัติ
"ถ้าไม่อยากให้ผมใช้สิทธิ์ตามกฎหมายฟ้องร้องข้อหาพยายามบุกรุกและทำลายทรัพย์สิน... เชิญออกไปจากบริเวณร้านของภรรยาผม เดี๋ยวนี้ครับ" เสียงทุบทุ้มกังวานเด็ดขาดไร้ซึ่งความเกรงใจ
ลุงวิชัยหน้าซีดเผือด ดึงแขนภรรยาที่กำลังจะอาละวาดให้ถอยร่นออกไปอย่างลนลาน ทั้งคู่รู้ดีว่าวิศวกรหนุ่มคนนี้ไม่ได้พูดเล่น และอำนาจเงินในมือของเขาก็มีมากพอที่จะบดขยี้คนอย่างพวกเขาให้จมดินได้ภายในชั่วข้ามคืน
เมื่อเงากลุ่มคนน่ารำคาญลับสายตาไป ภาคินจึงหันกลับมาหารินรดา รอยยิ้มอ่อนโยนที่มอบให้ภรรยากลับมาแทนที่แววตาดุดันเมื่อครู่ทันที เขายื่นซองกระดาษสีน้ำตาลอีกซองหนึ่งที่เพิ่งหยิบมาจากเบาะรถให้เธอ
"อะไรอีกละครับเนี่ย คุณบอกว่านี่คืออุปกรณ์ทำครัว แล้วนี่อะไร" รินรดารับมาเปิดดูด้วยความฉงน
กระดาษด้านในคือเอกสารสิทธิ์การถือครองลิขสิทธิ์สูตรอาหารโบราณที่สูญหายไปนาน ซึ่งภาคินแอบไปประมูลมาจากนักสะสมต่างประเทศให้เธอเมื่อคืนนี้เอง เพื่อใช้ต่อยอดทำเมนูพิเศษประจำร้านในสัปดาห์หน้า
รินรดานิ่งงัน หัวใจเต้นระรัว เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับสามีผู้เพียบพร้อมและพร้อมเปย์เธอในทุกมิติของชีวิตอย่างอึ้งระคนซาบซึ้ง ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอุ่นและกลิ่นหอมกรุ่นของกะทิที่ยังคงเคี่ยวอยู่บนเตาในร้าน จู่ๆ โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของภาคินก็สั่นครืนขึ้นมา
ภาคินหยิบขึ้นมาดู หน้าจอแสดงเบอร์โทรเข้าจากบุคคลปริศนาที่ไม่มีชื่อบันทึกไว้ แต่รหัสพื้นที่โทรเข้ามานั้น... กลับมาจากต่างจังหวัดไกลโพ้น พื้นที่ที่รินรดาพยายามฝังกลบอดีตและตัดขาดไปนานนับสิบปี
ภาคินกดรับสาย เปิดสపీเกอร์โฟนให้ได้ยินร่วมกัน เสียงทุ้มแหบพร่าของชายชราคนหนึ่งดังลอดออกมาจากลำโพงด้วยน้ำเสียงที่ทำเอารินรดาถึงกับหน้าถอดสี
"ไอ้ภาคิน... แกคิดเหรอว่าแต่งงานกับนังเด็กคนนั้นแล้ว จะหนีพ้นเงาของตระกูลเรา? บอกเมียแกซะ... ว่าแม่ของเธอยังไม่ตายอย่างที่คิด..."
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนรสชาติชีวิตอันเข้มข้นนี้ด้วยกันเสมอนะครับ
กับข้าวหม้อเก่ากับเจ้าของร้านจอมหยิ่ง•ตอนที่ 3
ของขวัญที่ไม่ได้ร้องขอ
ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับข้าวหม้อเก่ากับเจ้าของร้านจอมหยิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!