กับข้าวหม้อเก่ากับเจ้าของร้านจอมหยิ่ง•ตอนที่ 7

ก้าวย่างของคนสู้ชีวิต

ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
เสียงเคาะประตูกระจกหน้าร้านดังขึ้นอีกครั้งด้วยจังหวะที่กระชั้นชิดขึ้น รินรดาขมวดคิ้วมุ่นโดยสัญชาตญาณ มือเรียวที่กำลังถือทัพพีไม้บรรจงคนหัวเชื้อน้ำพริกแกงเผ็ดโบราณหยุดชะงักลงทันที บรรยากาศอบอวลอันเงียบสงบยามบ่ายของร้าน "กับข้าวหม้อเก่า" ถูกทำลายลงด้วยผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญ ร่างท้วมของ "ป้าสำลี" ป้าสะใภ้จอมจุ้นจ้านแห่งตระกูลวรโชติไพศาล ผลักประตูกระจกเข้ามาโดยไม่รอให้เจ้าของร้านอนุญาต กลิ่นน้ำหอมราคาถูกฉุนกึกผสมกับกลิ่นเหงื่อไคลโชยเข้าจมูกจนรินรดาต้องแอบเบือนหน้าหนีด้วยความอึดอัด ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบร้านก่อนจะมาหยุดอยู่ที่หม้อดินเผาใบใหญ่บนเตาถ่าน "แหม... เปิดร้านขายของกินเล่นแบบนี้เองหรอกหรือ นึกว่าหนีไปซุกหัวอยู่ที่ไหน ที่แท้ก็มาแอบซ่อนตัวทำตัวเป็นแม่ค้าเร่ขายแกงถุงนี่เอง รินรดา" เสียงแหลมสูงของป้าสำลีดังทะลุร้าน กวาดสายตาสำรวจการตกแต่งสไตล์วินเทจด้วยความดูถูกเหยียดหยาม "ร้านเล็กกระจิ๋วหลิวแค่นี้ จะหาเงินมาใช้หนี้กองโตของพ่อเธอหมดได้ยังไง ไร้สาระสิ้นดี!" รินรดาวางทัพพีไม้ลงบนขอบหม้ออย่างใจ2เย็น เธอไม่แม้แต่จะตื่นตระหนกกับการปรากฏตัวกะทันหันนี้ รอยยิ้มบางเบาแต่เย็นชาผุดขึ้นที่มุมปากอย่างมีชั้นเชิง ในฐานะคนที่เคยถูกคนพวกนี้สูบเลือดสูบเนื้อมานาน เธอเรียนรู้แล้วว่าความเงียบและความนิ่งคืออาวุธที่เชือดเฉือนได้เจ็บแสบที่สุด "ถ้ามาเพื่อจะพูดจาไร้สาระและสร้างมลพิษทางเสียงในร้านของผม... เชิญป้ากลับออกไปทางเดิมจะดีกว่าครับ พื้นที่ตรงนี้ต้อนรับเฉพาะลูกค้าที่มีอารมณ์สุนทรีย์ในการกินเท่านั้น" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าเฉียบขาดจนป้าสำลีชะงักไปชั่วขณะ "นี่เธอ! กล้าไล่ฉันเหรออีนังหลานอกตัญญู!" ป้าสำลีหน้าดำคร่ำเครียด นิ้วอวบอ้วนชี้หน้าหลานสาวด้วยความโกรธเกรี้ยว "แกคิดว่าทำอาหารกระusะปิกระสอยแบบนี้แล้วจะรอดเรอะ? หุ้นส่วนร้านของสามีฉันเขาฝากมาบอก ว่าถ้าแกยังไม่ยอมเซ็นยกที่ดินแปลงเก่าของแม่แกให้... เตรียมตัวรับหมายศาลข้อหาฉ้อโกงได้เลย!" คำขู่คุกคามนั้นไม่ได้ทำให้รินรดาสั่นสะท้านแม้แต่น้อย เธอก้าวเดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ ช้าๆ ทว่ามั่นคง ความสูงและท่าทีที่สง่างามทำให้ป้าสำลีผู้มาเยือนเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว รินรดาหยิบผ้ากันเปื้อนลายสก๊อตสีซีดออก พับวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะจ้องมองป้าสะใภ้ด้วยสายตานิ่งสนิท "ที่ดินแปลงนั้นเป็นชื่อของแม่ผม และผมคือผู้จัดการมรดกโดยชอบธรรม... ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์เอาไปทั้งนั้น ส่วนเรื่องฟ้องร้อง เชิญตามสบายครับ เพราะผมก็กำลังรวบรวมหลักฐานเรื่องการปลอมลายเซ็นยักยอกทรัพย์ของลุงกับป้าไปยื่นฟ้องกลับเหมือนกัน หวังว่าเงินเก็บก้อนสุดท้ายจะพอจ้างทนายฝีมือดีนะกครับ" ป้าสำลีหน้าซีดเผือก ปากอ้าพะงาบๆ พูดไม่ออกเมื่อเจอหมัดฮุกที่คาดไม่ถึง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจกลัวผสมความแค้นเคือง "แก... แกมันร้ายกาจขึ้นนะนังรดา!" "เชิญออกไปครับ" รินรดาผายมือไปยังประตูกระจกด้วยรอยยิ้มสุภาพที่ดูน่ากลัวที่สุดในชีวิตของป้าสำลี "และกรุณาจำใส่สมองไว้ด้วยว่า อย่ามาเหยียบที่นี่อีก ถ้าไม่อยากให้ผมแจ้งข้อหาบุกรุก" ป้าสำลีสะบัดหน้าหนีด้วยความคับแค้นใจ กระทืบเท้าเดินปึงปังออกจากร้านไปพร้อมกับเสียงสบถด่าทอไล่หลัง ประตูกระจกปิดลงตามแรงเหวี่ยง ทิ้งให้ร้านกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง รินรดายืนนิ่งสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับอารมณ์ ก่อนที่รอยยิ้มโล่งอกจะระบายบนใบหน้าสวย ทว่า ความวุ่นวายเพิ่งจะผ่านพ้นไป เสียงกระดิ่งทองเหลืองหน้าร้านก็ดังขึ้นใสกระจ่างพร้อมกับรอยยิ้มกว้างของ "ภาคิน" สามีหนุ่มวิศวกรผู้มักจะปรากฏตัวในเวลาที่เหมาะสมราวกับถูกตั้งโปรแกรมไว้ ภาคินสวมเสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นถึงข้อศอก ในมือถือถุงกระดาษแบรนด์ดังสำหรับวัตถุดิบเสริมที่เธอสั่งพิเศษ สายตาคมกริบกวาดมองภรรยาด้วยความห่วงใยทันที "เมื่อกี้ผมเห็นป้าสำลีเดินหน้าบูดออกจากร้านไป... เขามาหาเรื่องคุณอีกแล้วใช่ไหมครับ ที่รัก?" ภาคินเดินเข้ามาใกล้ วางถุงวัตถุดิบลงบนเคาน์เตอร์ ก่อนจะยกมือขึ้นโอบไหล่บางของภรรยาเบาๆ สัมผัสอุ่นซ่านจากฝ่ามือหนาช่วยบรรเทาความตึงเครียดในใจของรินรดาลงได้เป็นปลิดทิ้ง รินรดาถอนหายใจยาวซบศีรษะลงกับลาดไหล่กว้างของสามีสูดกลิ่นโคโลญจ์เจือจางสะอาดๆ ที่คุ้นเคย "ครับ... มาขู่เรื่องที่ดินเดิมของแม่ แต่ผมจัดการเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องห่วงหรอกครับ คนพวกนั้นเก่งแต่ปากเท่านั้นแหละ" ภาคินหัวเราะในลำคอเบาๆ มือใหญ่วางลูบผมดำขลับอย่างทะนุถนอม "เก่งมากครับภรรยาผม... ถ้าพวกเขายังไม่เลิกวุ่นวาย บอกผมได้ตลอดเวลานะครับ เดี๋ยวผมจะจัดการให้พวกเขาไม่มีแม้แต่แผ่นดินจะเดินเลยคอยดู" น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและความรักนั้น ทำให้รินรดารู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก เธอมีสามีที่พร้อมจะเปย์และปกป้องเธอจากทุกอุปสรรคอย่างแท้จริง ช่วงเวลาแห่งความหวานชื่นถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเปิดประตูกระจกเบาๆ พร้อมกับกลิ่นอายความสดชื่นของยามบ่ายที่พัดเข้ามา "ขอโทษนะครับ... ร้านเปิดหรือยังครับ? พอดีผมได้ยินกลิ่นแกงเผ็ดหอมเตะจมูกมาจากปากซอย ท้องผมร้องโครกครากจนทนไม่ไหวแล้วเนี่ย" เสียงทุ้มของชายหนุ่มวัยทำงานในชุดสูทลำลองเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มเป็นกันเอง เขาคือ "คุณกรณ์" สถาปนิกหนุ่มฟรีلาซที่มักจะมีงานยุ่งเหยิงอยู่ตึกสำนักงานออฟฟิศฝั่งตรงข้าม และวันนี้... เขากลายเป็นลูกค้ารายแรกของช่วงบ่าย รินรดาผละออกจากอ้อมกอดของสามีอย่างรวดเร็ว ใบหน้าสวยปรับเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มต้อนรับลูกค้าด้วยความกระตือรือร้นทันที "เปิดให้บริการตามปกติครับ เชิญนั่งได้เลยครับคุณกรณ์ วันนี้มีแกงเผ็ดเป็ดย่างสูตรโบราณ น้ำกะทิเคี่ยวเองเข้มข้น หอมพริกแกงตำมือ รับรองว่าทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ แล้วจะติดใจครับ" ภาคินถอยฉากไปยืนพิงเคาน์เตอร์เงียบๆ ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยกิตติมศักดิ์ที่คอยส่งสายตาสนับสนุนและเตรียมแก้วน้ำท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเอง ไม่นานนัก กลิ่นหอมฟุ้งของแกงเผ็ดเป็ดย่างที่ถูกตักราดลงบนข้าวสวยเม็ดเรียงสวยควันฉุย ก็ลอยอบอวลไปทั่วทั้งร้าน เนื้อเป็ดย่างนุ่มๆ ไร้กลิ่นสาบ ผสมผสานกับรสชาติกลมกล่อมของพริกแกงสูตรลับและสับปะรดรสหวานอมเปรี้ยว สร้างความประทับใจตั้งแต่คำแรกที่ตักเข้าปาก คุณกรณ์เคี้ยวอย่างช้าๆ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความทึ่ง รสชาติที่ซับซ้อน ลุ่มลึก และจัดจ้านแต่นุ่มนวลนี้ ไม่ใช่สิ่งที่หาทานได้ทั่วไปในยุคสมัยนี้ มันคือรสชาติแห่งความทรงจำวัยเด็กที่หายสาบสูญไปนาน "อร่อย... อร่อยมากครับคุณริน!" คุณกรณ์อุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น "รสชาตินี้มัน... เหมือนกับฝีมือคุณยายผมตอนเด็กๆ เลยครับ แบบนี้ผมต้องขอสมัครเป็นลูกค้าประจำรายวันแล้วล่ะครับ!" คำชมนั้นทำให้หัวใจของรินรดาพองโต ความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้กับญาติจอมปลอมเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เธอยิ้มรับด้วยความภาคภูมิใจ ความพยายามและความตั้งใจในการรื้อฟื้นสูตรอาหารโบราณกำลังผลิดอกออกผล และนี่คือจุดเริ่มต้นของความหวังใหม่ที่ส่องประกายขึ้นในใจ ในขณะที่รินรดากำลังรับออเดอร์เพิ่มจากคุณกรณ์ และลูกค้ากลุ่มใหม่เริ่มทยอยเดินเข้าร้านทีละคนสองคนจนเกือบเต็มทุกโต๊ะ บรรยากาศความคึกคักก็เริ่มกลับคืนสู่ร้าน "กับข้าวหม้อเก่า" อีกครั้ง ภาคินยืนมองความสำเร็จของภรรยาด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ สายตาคมกอดอกพิงผนังไม้ด้วยความผ่อนคลาย ทว่า ท่ามกลางเสียงพูดคุยและเสียงช้อนกระทบจานอันครึกครื้น เสียงเคาะกระจกหน้าร้านครั้งใหม่ก็ดังขึ้น... แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เสียงเคาะหยาบคายแบบป้าสำลี มันเป็นเสียงเคาะที่สุภาพ แต่หนักแน่น และเมื่อรินรดาเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง เธอก็ต้องพบกับร่างของ "ชายชราท่าทางน่าเกรงขาม" สวมชุดสูทสากลเรียบร้อย ใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่นตามวัยแต่ดวงตากลับคมกริบราวกับพญาอินทรี ด้านหลังมีบอดี้การ์ดชุดดำยืนประกบสองคน ชายชราคนนั้นกวาดสายตามองไปทั่วร้าน ก่อนจะหยุดนิ่งที่หม้อแกงบนเตาถ่าน แล้วก้าวเท้าเข้ามาพร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนในร้านต้องเงียบกริบ "กลิ่นนี้... น้ำพริกแกงสูตรตระกูลจันทร์เพ็ญจริงๆ ด้วย... ใครเป็นคนทำอาหารที่นี่?"
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับข้าวหม้อเก่ากับเจ้าของร้านจอมหยิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%