เสียงเคาะโต๊ะไม้สักหนาทึบสามครั้งดังขึ้นอย่างเป็นจังหวะ มันไม่ใช่เสียงที่สร้างความรำคาญ หากแต่หนักแน่นพอที่จะดึงสติของทุกคนให้กลับมาสู่ความเป็นจริง
รินรดากำทัพพีในมือแน่นจนข้อต่องนิ้วขึ้นสีขาว ดวงตากลมโตคมกริบมองชายวัยกลางคนผู้มีศักดิ์เป็นอาแท้ๆ ของเธอ ซึ่งกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หวายตัวโปรดของยาย พร้อมกับเอกสารฉบับหนึ่งที่กางอยู่บนโต๊ะอาหาร
"แกจะดื้อไปทำไมวะริน ตึกแถวคูหาเนี่ยมันไม่ได้มีชื่อเป็นของยายแกคนเดียวแต่แรกแล้ว ป้ากับฉันมีสิทธิ์ในโฉนดนี้สามในสี่ ถ้าเราไม่เซ็นยินยอมให้ขายเพื่อเอาเงินมาแบ่งกัน แกก็เปิดร้านขายข้าวแกงขี้ริ้วขี้เหร่นี่ต่อไปไม่ได้หรอก ค่าใช้จ่าย ค่าปรับปรุงโครงสร้างตึกที่ร้าวรานเนี่ย... ลำพังเงินในกระเป๋าของเด็กเสิร์ฟหรือกุ๊กกะหล่วยอย่างแก จะเอาปัญญาที่ไหนมาจ่าย?"
เสียงทุ้มห้วนของอาประเสริฐเต็มไปด้วยความดูแคลนและกระแสความโลภที่พยายามกลบเกลื่อนด้วยท่าทีตีหน้าขรึม เขากวาดสายตามองไปรอบร้าน "กับข้าวหม้อเก่า" ที่ถึงแม้จะสะอาดสะอ้านและมีกลิ่นอายความทรงจำอบอวล แต่ในสายตาของญาติจอมสูบเลือดสูบเนื้อ... ที่นี่เป็นเพียงแค่กองเงินก้อนโตที่รอวันถูกทุบทำลายเพื่อแปลงเป็นตึกแถวพาณิชย์สมัยใหม่
รินรดาแค่น1เสียงในลำคอ ดวงตาฉายแววเยียบเย็น เธอกำลังจะเปิดปากสวนกลับด้วยวาจาเชือดเฉือนตามสไตล์ของคนที่ต้องยืนหยัดปกป้องหยาดเหงื่อของยายมาตลอดชีวิต ทว่า... เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ข้างกายเธอเสียก่อน
กลิ่นอายของชาวยุโรปผสมผสานกับความสะอาดสะอ้านของโคלוןราคาแพงลอยมาแตะจมูก ภาคินในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแกร่ง เขายกมือขึ้นโอบไหล่บางของภรรยาไว้หลวมๆ เป็นการแสดงออกถึงการปกป้องที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาในอกทันที
"ถ้าพูดถึงเรื่องเงินและสิทธิ์ทางกฎหมาย... ผมคิดว่าเราคงต้องคุยกันในฐานะตัวแทนฝ่ายกฎหมายของภรรยาผมแล้วล่ะครับ"
ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ทรงพลัง เขาวางแฟ้มเอกสารสีดำสนิทลงบนโต๊ะข้างๆ โฉนดเก่าๆ ของอาประเสริฐ เสียงกระดาษกระทบไม้ดังทึบ แต่มันกลับสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับผู้มาเยือนทั้งสองคนจนหน้าถอดสี
อาประเสริฐสะดุ้งโหย่ง เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่มผู้มีรัศมีของนักธุรกิจระดับสูงแผ่ซ่านออกมา แม้ภาคินจะไม่ได้สวมสูทผูกไทด์ แต่ออร่าความเยือกเย็นและสายตาที่ราวกับมองทะลุความคิดของคนอื่นได้ ก็ทำให้ผู้ใหญ่จอมเขมือบถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
"ทะ... แกเป็นใคร? นี่มันเรื่องในครอบครัวตระกูลจันทร์เพ็ญ แกไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่ง!" อาประเสริฐเสียงสั่นเล็กน้อยแต่ยังคงพยายามรักษาฟอร์ม
"สามีครับ... ผมเป็นสามีตามกฎหมายของรินรดา และในฐานะวิศวกรโครงสร้างผู้ควบคุมโปรเจกต์ระดับประเทศ รวมถึงเป็นคนที่พร้อมจะสนับสนุนทุกสิ่งที่ภรรยาผมรัก ผมคิดว่าผมมีสิทธิ์เต็มร้อยในการปกป้องทรัพย์สินชิ้นนี้"
ภาคินหยิบเอกสารสิทธิ์การถือครองที่ดินและสัญญาจำนองเก่าๆ ออกมาจากแฟ้มของเขาเอง เอกสารเหล่านั้นถูกเคลียร์หนี้สินและโอนสิทธิ์บางส่วนมาอยู่ในการดูแลของเขาอย่างถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว การเคลื่อนไหวที่เงียบเชียบแต่เด็ดขาดนี้ ทำให้รินรดาหันไปมองสามีด้วยความประหลาดใจแกแกมทึ่ง
"คุณ... คุณจัดการเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?" รินรดากระซิบถามเสียงเบา
ภาคินหันมาสบตาภรรยา รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นที่มุมปาก ดวงตาคมกริบฉายแววอ่อนโยนยามที่มองเธอ "ผมบอกแล้วไงครับว่า 'เครื่องทุ่นแรง' ชิ้นนี้ พร้อมใช้งานเสมอ คุณมีหน้าที่รังสรรค์ความอร่อยในครัว ส่วนเรื่องกวนใจพวกนี้... ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมเถอะครับ"
คำพูดนั้นไม่ได้ดังมาก แต่มันดังพอที่จะทำให้อาประเสริฐและป้าที่ยืนอยู่ด้านหลังหน้าซีดเผือด เมื่อเห็นเอกสารปลดหนี้และกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงปรากฏต่อหน้าต่อตา แผนการฮุบตึกเพื่อเอาเงินไปใช้หนี้การพนันของพวกเขากำลังพังทลายลงไม่เป็นท่า
"แก... แกเล่นไม่ซื่อ!" อาประเสริฐตบโต๊ะลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธเกรี้ยว
"เล่นไม่ซื่อเหรอครับ?" ภาคินเลิกคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงยังคงสุภาพนุ่มนวลแต่นัยน์ตากลับเย็นเยียบราวน้ำแข็ง "การซื้อคืนหนี้สินที่พวกคุณเอาโฉนดของยายไปจำนองนอกระบบจนเกือบถูกยึด... เรียกว่าเล่นไม่ซื่อตรงไหนครับ หรือพวกคุณอยากให้ผมแจ้งความเรื่องการปลอมลายมือชื่อยายเพื่อกู้เงินนอกระบบดีล่ะครับ?"
ประโยคเดียว... น็อคเอาต์
อาประเสริฐหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด ป้าข้างกายโผเข้าดึงแขนสามีด้วยความตื่นตระหนก ความฮึกเหิมเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวต่ออำนาจและอิทธิพลที่ผู้ชายคนนี้ถือครองอยู่ในมือ
รินรดามองแผ่นหลังกว้างของสามีที่ยืนบังลมบังฝนให้เธออย่างมั่นคง ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างตีตื้นขึ้นมาในหัวใจ กำแพงความโดดเดี่ยวที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองมาตลอดหลายปี ค่อยๆ พังทลายลงทีละน้อยภายใต้ความอบอุ่นที่อีกฝ่ายมอบให้
"เอาล่ะครับ ในเมื่อพวกคุณไม่มีธุระอะไรที่นี่แล้ว เชิญกลับไปได้เลยนะครับ" ภาคินผายมือเชิญด้วยรอยยิ้มสุภาพ แต่เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ "ส่วนเรื่องปรับปรุงตึก... ผมได้ว่าจ้างบริษัทสถาปนิกและทีมช่างมืออาชีพเข้ามาดูแลโครงสร้างทั้งหมดแล้ว ตึกคูหาพังๆ นี่ จะถูกรีโนเวทใหม่ให้กลายเป็นร้านอาหารไทยร่วมสมัยที่งดงามที่สุดในย่านนี้"
รินรดาหันมามองหน้าสามี หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ "เดี๋ยวก่อนสิคะคุณภาคิน การรีโนเวทใหญ่โตมันต้องใช้เงินมหาศาลเลยนะ แล้วร้านฉัน..."
"เพื่อฝีมือและรอยยิ้มของเชฟรินรดา..." ภาคินโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหูของเธอ เสียงทุ้มต่ำนั้นพร่าพรายจนชวนให้ใบหน้าร้อนผ่าว "ลงทุนเท่าไหร่... สามีคนนี้ก็เปย์ไหวครับ"
บรรยากาศในร้านเงียบสงบลงหลังจากญาติจอมหิวเงินล่าถอยออกไปอย่างไม่เป็นท่า เหลือเพียงแสงไฟสีส้มอบอุ่นที่ส่องกระทบใบหน้าของคนทั้งสอง ภาคินหันกลับมามองภรรยาด้วยแววตากรุ้มกริม ขณะที่รินรดากำลังจะเอ่ยปากขอบคุณ ทันใดนั้นเอง...
กลิ่นหอมฉุนของเครื่องพริกแกงสูตรโบราณที่ผสมผสานกับความเผ็ดร้อนของใบมะกรูดและเนื้อปลาเคี่ยวจนงวด ก็โชยทะลุประตูหลังร้านเข้ามาอย่างรุนแรง กลิ่นที่คุ้นเคย... กลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของน้ำพริกแกงตระกูลจันทร์เพ็ญในตำนาน
แต่ปัญหาก็คือ... *ในเวลานี้ ไม่มีใครอยู่ในครัวด้านหลังเลยสักคน!*
รินรดากับภาคินสบตากันทันที รอยยิ้มเมื่อครู่แข็งค้างลง บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดขึ้นมาฉับพลันเมื่อเสียงฝีเท้าเบาหวิวราวกับไม่มีน้ำหนัก ดังลากยาวมาจากห้องเก็บวัตถุดิบที่ควรจะถูกล็อกไว้อย่างแน่นหนา...
"ใครอยู่ตรงนั้น?" ภาคินเอ่ยเสียงเข้ม พร้อมกับก้าวเท้าบังร่างของภรรยาไว้ทันที
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความอบอุ่นและรสชาติชีวิตในบทนี้นะครับ
กับข้าวหม้อเก่ากับเจ้าของร้านจอมหยิ่ง•ตอนที่ 8
กำแพงที่กั้นระหว่างเรา
ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับข้าวหม้อเก่ากับเจ้าของร้านจอมหยิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!