แผ่นกระดาษยับยู่ยี่ในมือของโอรสสวรรค์สั่นเทา ราวกับมันกำลังแบกรับน้ำหนักของภูเขาFไท산ทั้งลูก ขันทีผู้รายงานคุกหมอบแนบพื้นจนหน้าผากแทบจมจ่อมกับแผ่นหินอ่อนเย็นเฉียบ ไม่มีใครกล้าหายใจแรง แม้แต่เสียงเข็มตกพื้นในตำหนักโอบขวัญยามนี้ก็ยังดังราวกับเสียงอสุนีบาต
“เจ้าว่าอย่างไรนะ...”
สุ้มเสียงของฮ่องเต้หย่งเจิ้นแหบพร่าและต่ำลึกจนน่ากลัว ดวงตาคู่คมที่เคยเฉียบขาดดั่งพญาอินทรีบัดนี้แดงก่ำ เส้นเลือดปูดโปนตรงขมับราวกับจะระเบิดออก พระองค์ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ราวกับร่างสูงใหญ่ถูกสายฟ้าฟาดเข้ากลางใจเมื่อครู่
“ผลตรวจ... ผลตรวจสายเลือดลับพ่ะย่ะค่ะ... พระราชโอรสองค์น้อย... มิใช่สายเลือดของพระองค์ ทว่า... ทว่าเด็กคนนั้นคือสายเลือดของแม่ทัพสวี่ผู้ล่วงลับต่างหากพ่ะย่ะค่ะ!” ขันทีเฒ่ากราบทูลด้วยเสียงสั่นเครือ ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวต่อราชอาญา
เพล้ง!
ถ้วยชาหยกเนื้อดีร่วงหล่นแตกกระจาย เศษกระเบื้องคมกริบกระเด็นบาดข้อพระบาทจนโลหิตสีสดไหลซึมผ่านฉลองพระองค์ แต่หย่งเจิ้นกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย ความเจ็บปวดภายนอกเหล่านี้เทียบไม่ได้เลยกับไฟริษยาและเพลิงโทสะที่กำลังแผดเผาไหม้ทรวงอกจนแทบหายใจไม่ออก
*หลินเฟย... เจ้ากล้าดียังไง!*
ภาพรอยยิ้มเยือกเย็นและสายตาที่ว่างเปล่าดั่งน้ำแข็งของอดีตพระมเหสีหลินเฟยผุดขึ้นมาในห้วงความคิด นางผู้ซึ่งเขาเคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรี เคยผลักไสให้ไปตกนรกทั้งเป็น และเคยคิดว่านางเป็นเพียงดอกไม้ริมทางที่ไร้ค่า บัดนี้ นางกลับใช้ "เด็กคนนั้น" มาตบหน้าเขาอย่างเจ็บแสบที่สุด! นางยอมมีสายเลือดกับบุรุษอื่น ยอมตั้งครรภ์ทายาทที่มิใช่ของเขา ดีกว่าจะยอมทนร่วมหอลงโรงกับฮ่องเต้อย่างเขาด้วยความเต็มใจ
ความหึงหวงบ้าคลั่งกัดกินหัวใจขององค์จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่จนสูญสิ้นความยับยั้งชั่งใจ ความตระหนักรู้ที่ว่าอดีตภรรยาผู้เคยเป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว บัดนี้ได้มอบร่างกายและหัวใจให้แก่ชายอื่นไปแล้ว ทำให้สติสัมปชัญญะของหย่งเจิ้นขาดผึ่ง
"ไปเตรียมรถม้า..." สุ้มเสียงของหย่งเจิ้นเยือกเย็นและดุดันยิ่งกว่ายมราช "เราจะไปรับตัว 'พระมเหสี' ของเราคืนสู่ตำหนักใน เดี๋ยวนี้!"
***
ณ ตำหนักบูรพาที่เงียบสงบ หลินเฟยกำลังนั่งจิบชาอุ่นๆ อย่างสบายใจอารมณ์ นางสวมอาภรณ์สีเพลิงปักลายหงส์เหิน ขับเน้นผิวพรรณผุดผ่องดั่งหยกขาวและทรวดทรงองเอวเย้ายวนตามแบบฉบับสตรีผู้ผ่านโลกมาแล้ว รอยยิ้มเยาะหยันแต้มอยู่บนริมฝีปากอิ่มสีชาด นางรู้ดีว่าแผนการที่ให้นางกำนัลปล่อยข่าวลือเรื่องสายเลือดเท็จนั้นได้ผลเกินคาด หมากตานี้... บีบให้จอมทัพผู้ยิ่งใหญ่อย่างหย่งเจิ้นต้องเสียศูนย์จนสิ้นลาย
ปัง!
ประตูไม้แกะสลักถูกถีบกระเด็นเปิดออกด้วยพละกำลังมหาศาล ร่างสูงใหญ่ของฮ่องเต้หย่งเจิ้นก้าวเข้ามาในห้องด้วยรัศมีคุกคามดั่งพายุคลั่ง ดวงตาของพระองค์กราดมองไปรอบห้องก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างระหงของสตรีที่นั่งจิบชาอย่างไม่สะทกสะท้าน
"หลินเฟย!" หย่งเจิ้นคำรามลั่น ก้าวฉับๆ เข้าไปประชิดตัวนางในพริบตา มือหนาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนเรียวของนางแล้วกระชากให้ลุกขึ้นยืนอย่างไม่ถนอม "เจ้ากล้าดียังไงถึงนอกใจเรา! เจ้ากล้าเอาสายเลือดของชู้รักมาสวมรอยเป็นทายาทมังกรได้อย่างไร!"
หลินเฟยไม่แม้แต่จะตกใจ นางเพียงแต่ช้อนสายตาขึ้นมองสวามีเก่าด้วยแววตาสมเพชเวทนา มุมปากหยักยิ้มเยาะเย้ยอย่างไม่เกรงกลัว
"ปล่อยหม่อมฉันนะเพคะ... ฝ่าบาททรงมีสิทธิ์อะไรมาตะקวดตะกรามหม่อมฉัน?" เสียงหวานใสกังวานเอ่ยขึ้นอย่างเย็นชา "ในเมื่อพระองค์ทรงรังเกียจหม่อมฉันนัก มิใช่หรือที่ทรงผลักไสหม่อมฉันไปสู่อ้อมกอดของผู้อื่น? หม่อมฉันก็แค่หาความสุขใส่ตัวกับบุรุษที่เห็นคุณค่าในตัวหม่อมฉัน... มันแปลกตรงไหนเพคะ?"
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนน้ำมันราดลงบนกองเพลิง ความหึงหวงและความโกรธเกรี้ยวทำให้หย่งเจิ้นสูญสิ้นซึ่งเหตุผล พระองค์หัวเราะออกมาในลำคออย่างบ้าคลั่ง แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและปรารถนาอันดิบเถื่อน
"ความสุขอย่างนั้นหรือ? เจ้ากล้าหาญมากนะหลินเฟย... คิดว่าหนีเราไปมีชายอื่นแล้วเราจะปล่อยเจ้าไปอย่างนั้นหรือ?" หย่งเจิ้นก้มหน้าลงกระซิบชิดริมฝีปากอิ่ม ลลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดพวงแก้มเนียน "เจ้าเป็นของข้า! ต่อให้เจ้าจะเกลียดข้าจนแทบอยากจะฆ่าข้า ร่างกายและจิตวิญญาณของเจ้าก็ไม่มีวันหนีพ้นเงื้อมมือของฮ่องเต้อย่างข้าไปได้!"
สัญชาตญาณความดิบเถื่อนของจอมทัพผู้กระหายเลือดตื่นขึ้นเต็มพิกัด หย่งเจิ้นไม่รอช้าที่จะลงทัณฑ์สตรีตรงหน้า พระองค์รวบเอวคอดกิ่วของนางเข้าหาตัวแนบแน่นจนแทบหลอมละลายเป็นร่างเดียวกัน ริมฝีปากหนาประกบจูบทาบทับลงบนเรียวปากอิ่มสีชาดอย่างดุดันและเอาแต่ใจ
"อื้อ..." หลินเฟยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ พยายามเบือนหน้าหนีและทุบตีอกแกร่งเพื่อขัดขืน แต่นั่นกลับยิ่งปลุกเร้าสัญชาตญาณนักล่าในตัวหย่งเจิ้นให้รุนแรงยิ่งขึ้น
รสจูบของอดีตสวามีไม่ได้มีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความหึงหวง ความโกรธแค้น และความโหยหาที่อัดอั้นมาเนิ่นนาน ลิ้นร้อนชุกชมกลืนกินความหวานล้ำภายในโพรงปากของนางอย่างเอาแต่ใจ ไล่ต้อนและดูดดื่มจนหลินเฟยแทบหมดลมหายใจ เรี่ยวแรงที่เคยมีเริ่มละลายหายไปกับสัมผัสวาบหวามที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย
มือหนาเลื่อนลงมาบีบเค้นสะโพกผายภายใต้อาภรณ์เนื้อดีอย่างแรง ก่อนจะช้อนร่างบางขึ้นอุุ้มแนบอกโดยไม่สนว่านางจะดิ้นรนสักเพียงใด หย่งเจิ้นก้าวสาวเท้าตรงไปยังเตียงนอนกว้างกลางตำหนักอย่างรวดเร็ว
"ปล่อยนะ... เพคะ... ฝ่าบาท... อื้อ!" เสียงประท้วงของหลินเฟยถูกกลืนหายไปกับริมฝีปากที่บดขยี้ลงมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ร่างระหงถูกเหวี่ยงลงบนเตียงนุ่มอย่างไม่เบามือ นักหนาตามด้วยร่างสูงใหญ่ที่ทาบทับลงมาตรึงนางไว้ใต้ร่างราวกับกรงขังอันแข็งแกร่ง หย่งเจิ้นใช้มือข้างหนึ่งรวบข้อมือทั้งสองข้างของนางตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยมือเดียว ส่วนมืออีกข้างกระชากเสื้อผ้าอาภรณ์สีเพลิงของนางออกอย่างไร้ความปรานี เผยให้เห็นผิวเนียนละเอียดดั่งไข่มุกและเนินอกอิ่มที่กระเพื่อมไหวตามแรงหอบหายใจ
สายตาของหย่งเจิ้นยามนี้เต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความลุ่มหลงและความต้องการอันมืดดำ พระองค์ก้มลงซุกไซ้ซอกคอขาวผ่อง ขบเม้มสร้างรอยรักสีแดงกุหลาบลงบนผิวเนื้อนุ่มอย่างเอาแต่ใจ ลมหายใจร้อนผ่าวรดรินผิวกายทำเอาหลินเฟยสะท้านเฮือก ร่างกายที่เคยแข็งกร้าวเริ่มสั่นเทาด้วยแรงปรารถนาที่ถูกปลุกเร้าอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ
"เจ้าทำให้เราคลั่ง... หลินเฟย..." เสียงแหบพร่ากระซิบข้างใบหู พร้อมกับริมฝีปากร้อนที่ไล่เลียต่ำลงมาเรื่อยๆ จนถึงเนินอกอิ่ม มือหนาลูบไล้ไปตามเรียวขาเนียนนุ่ม ปลุกปั่นอารมณ์สวาทให้ลุกโชนขึ้นอย่างยากจะควบคุม
แม้ปากจะปฏิเสธ แต่ร่างกายของหลินเฟยกลับทรยศต่อความตั้งใจ ความอบอุ่นและสัมผัสอันเร่าร้อนที่คุ้นเคยในอดีตกำลังกัดกินความตั้งใจอันแข็งกระด้างของนางทีละน้อย ความรู้สึกเจ็บปวด ผสมปนเปไปกับความสุขสมที่จอมทัพหนุ่มมอบให้ ทำให้ห้องบรรทมเต็มไปด้วยเสียงหอบหายใจและเสียงครางต่ำอย่างลึกซึ้ง
บทเพลงรักอันเร่าร้อน บีบคั้น และเต็มไปด้วยแรงแค้นดำเนินไปอย่างดุเดือดท่ามกลางราตรีกาลอันยาวนาน...
***
ยามรุ่งสางแสงแดดอ่อนลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาภายในตำหนัก หลินเฟยลืมตาขึ้นด้วยความรู้สึกปวดร้าวไปทั้งร่าง นางนอนอยู่บนเตียงกว้างเพียงลำพัง ส่วนบุรุษผู้สร้างรอยแผลและคราบสวาทไว้บนร่างกายได้จากไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความซับซ้อนในหัวใจ
ทว่า... ก่อนที่นางจะได้ขยับตัวลุกขึ้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก ขันทีคนเดิมวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าต่อหน้านางด้วยใบหน้าซีดเผือกยิ่งกว่ากระดาษ
"ทูลพระมเหสี... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีละล่ำละลักละลาน "ผลตรวจสายเลือดที่ฝ่าบาททรงสั่งให้ตรวจสอบใหม่อย่างละเอียด... ปรากฏว่า... ปรากฏว่า..."
หลินเฟยขมวดคิ้วมุ่น หัวใจกระตุกวูบด้วยสังหรณ์ใจที่ไม่สู้ดีนัก "พูดมา! เกิดอะไรขึ้น!"
"ผลตรวจรอบนี้ระบุว่า... พระราชโอรสองค์น้อย... มีรหัสพันธุกรรมและสายเลือดที่ตรงกับองค์ฮ่องเต้หย่งเจิ้นทุกประการพ่ะย่ะค่ะ! เป็น... เป็นสายเลือดแท้จริงของฝ่าบาทร้อยเปอร์เซ็นต์พ่ะย่ะค่ะ!"
ดวงตาของหลินเฟยเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนพูดไม่ออก ข้อมูลในหัวตีรันกันวุ่นวาย *เป็นไปได้อย่างไร... ก็ขันทีคนก่อนรายงานว่า...*
ยังไม่ทันที่หลินเฟยจะได้ตั้งสติ ประตูตำหนักก็ถูกเปิดผางออกอีกครั้ง ร่างสูงสง่าของฮ่องเต้หย่งเจิ้นก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าแววตาคู่คมกลับเต็มไปด้วยประกายประหลาดที่อ่านไม่ออก ในพระหัตถ์ของพระองค์ถือม้วนกระดาษผลตรวจฉบับจริงที่เพิ่งได้รับสดๆ ร้อนๆ
หย่งเจิ้นหยุดยืนมองอดีตมเหสีผู้ชาญฉลาดด้วยรอยยิ้มมุมปากที่แฝงความเจ้าเล่ห์และคำประกาศิตอันเด็ดขาด
"ดูท่าทาง... เจ้าคงต้องอธิบายเรื่อง 'ชู้รัก' ให้เราฟังใหม่อย่างละเอียดแล้วล่ะนะ... ที่รักของ朕"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุน "มิคายามวิกาล" มาโดยตลอดนะคะ!
จักรพรรดินีผู้ถูกสาปกับอดีตสวามีที่ไร้ค่า•ตอนที่ 16
รอยร้าวในใจฮ่องเต้
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดินีผู้ถูกสาปกับอดีตสวามีที่ไร้ค่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!