กลิ่นอายความเย็นเยียบของน้ำชาปี้หลัวชุนที่ตั้งทิ้งไว้จนจืดชืด ไม่ได้ทำให้บรรยากาศภายในตำหนักบูรพาผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย หลินเฟยปรายตามองถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวสะอาดในมือ เรียวเล็บที่ถูกย้อมด้วยสีแดงระเรื่อจากดอกเทียนจงจิกเข้าหาฝ่ามือเบาๆ เพื่อเตือนสติว่านางมาไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับ
เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยดังแว่วมาจากนอกประตูห้องบรรทม ไม่จำเป็นต้องเงยหน้าขึ้นมอง นางก็รับรู้ได้ถึงรัศมีอำนาจที่แผ่ซ่านเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของนาง ฮ่องเต้หย่งเจิ้นเสด็จมาเยือนอีกแล้ว และทุกย่างก้าวของพระองค์เต็มไปด้วยความร้อนรนราวกับคนใกล้คลั่ง
"หลินเฟย"
สุรเสียงทุ้มต่ำที่เคยเย็นชาจนน่าสะท้าน บัดนี้กลับเจือไปด้วยความสั่นพร่าอย่างน่าสมเพช พระองค์ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องประดับของนาง โดยไม่แม้แต่จะปรายตาแลขันทีหรือนางกำนัลที่หมอบกราบอยู่ภายนอก
หลินเฟยค่อยๆ วางถ้วยแรกลงอย่างเชื่องช้า นางเงยพระพักตร์ขึ้นสบตากับพระองค์ รอยยิ้มบางเบาที่ประดับอยู่บนเรียวปากสีชาดช่างเยียบเย็นเสียจนหย่งเจิ้นต้องผะผ่าวในอก
"ฝ่าบาททรงลืมสิ่งใดไว้ที่นี่อีกหรือเพคะ ถึงได้เสด็จมาเยือนตำหนักของสนมผู้ต่ำต้อยยามวิกาลเช่นนี้ หรือว่า... แผนการของฝ่ายตรงข้ามที่กำลังสั่นคลอนบัลลังก์ของพระองค์อยู่ในขณะนี้ ยังรบกวนพระsựสมาธิไม่พอ จนต้องทรงหาเรื่องมาใส่พระsựสำราญกับหม่อมฉัน?"
น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าคมกริบดั่งคมมีดที่กรีดลงบนเนื้อสด หย่งเจิ้นขบกรามแน่นจนสันนูนเด่น พระองค์ยื่นพระหัตถ์หมายจะคว้าข้อมือเรียวของนาง ทว่าหลินเฟยกลับเบี่ยงกายหลบอย่างไม่ไว้หน้า
"เจ้าประชดข้าอีกแล้ว" หย่งเจิ้นเค้นเสียงลอดไรฟัน พระเนตรคมกริบทอดมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ตีรันกันจนยุ่งเหยิง ทั้งโกรธขึงในความพยศ และหลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้น "เจ้ารู้ความเคลื่อนไหวในท้องพระโรง... เจ้าจงใจปล่อยข่าวเรื่องที่พวกขุนนางเก่าเริ่มขยับตัวทำลายแผนการภาษีของข้าใช่หรือไม่ หลินเฟย! เจ้าเล่นเกมอะไรอยู่กันแน่!"
"หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีในตำหนักหลัง จะไปมีปัญญาอันใดไปชักใยพวกขุนนางผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นเล่าเพคะ" หลินเฟยหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ช่างไพเราะทว่าบาดลึก "ฝ่าบาทต่างหากที่ทรงประมาทเอง... ทรงคิดว่าการเขี่ยหม่อมฉันให้ตกกระป๋องไปเป็นพระมเหสีตกยาก แล้วแต่งตั้งสตรีตระกูลสูงเข้ามาแทน จะทำให้พระองค์ไร้จุดอ่อนกระนั้นหรือ? น่าขันสิ้นดีเพคะ... ศัตรูที่แท้จริงของพระองค์ ไม่เคยมาจากไหนไกลเลย"
คำพูดของนางทิ่มแทงเข้าจุดตายของหย่งเจิ้นอย่างจัง ขุนนางฝ่ายตรงข้ามที่เคยสวามิภักดิ์ บัดนี้เริ่มเคลื่อนไหวเป็นปึกแผ่นเพื่อบ่อนทำลายอำนาจของพระองค์ แผนการปฏิรูปการคลังที่พระองค์ทรงมุ่งมั่นกำลังถูกสั่นคลอนจากกลุ่มอำนาจเก่า และข่าวกรองทั้งหมด... ก็ชี้ชัดว่ามีมือที่มองไม่เห็นคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง และมือคู่นั้น จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากอดีตมเหสีผู้ที่พระองค์เคยเหยียบย่ำจนจมดิน
"เจ้ากล้าท้าทายอำนาจข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ!" หย่งเจิ้นหมดความอดทน พระองค์พุ่งเข้าประชิดตัวนางในเสี้ยววินาที รวบเอวคอดกิ่วของนางเข้าหาพระอุระด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี กลิ่นอายบุรุษที่คุ้นเคยและน่าสะอิดสะเอียนโชยเข้าแตะนาสิก ทว่าความใกล้ชิดนี้กลับจุดไฟบางอย่างในกายของทั้งคู่ให้ลุกโชนขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง
"ปล่อยนะเพคะ!" หลินเฟยดิ้นรนเพียงน้อยนิดเพื่อตบตา แต่ดวงตากลับพราวระยับด้วยประกายแห่งการเอาชนะ
"ข้าไม่ปล่อย!" หย่งเจิ้นคำรามต่ำข้างพระ कर्ण (ใบหู) ของนาง ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอระหงที่ไร้การปกป้อง "ในเมื่อเจ้าอยากเล่นเกมอำนาจนัก ข้าก็จะทำให้เจ้าจำนนด้วยอำนาจบนเตียงของข้าเอง!"
สบตากันเพียงเสี้ยววินาที ความโกรธเกรี้ยว ความแค้นเคือง และความปรารถนาอันดิบเถื่อนก็หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว พระองค์อุ้มร่างบางขึ้นแนบอกโดยไม่สนใจเสียงทักท้วงใดๆ ก้าวฉับๆ ไปยังแท่นบรรทมกว้างที่ปูด้วยแพรไหมเนื้อดี ก่อนจะทิ้งพระองค์ลงทาบทับร่างระหงไว้อย่างแนบแน่น
แรงกดดันจากมวลกายที่หนักหน่วงทำให้หลินเฟยต้องหอบหายใจกระั่น พระองค์ก้มลงบดขยี้เรียวปากนุ่มของนางทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้ได้ตั้งตัว จูบที่ป่าเถื่อน ดุดัน และเต็มไปด้วยความหึงหวงเข้าจู่โจมจนสมองของนางขาวโพลน รสชาติของความเจ็บปวดในอดีตผสมผสานกับรสจูบที่ร้อนรนจนน่าสะท้าน หย่งเจิ้นขบเม้มริมฝีปากล่างของนางจนได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ก่อนจะแทรกเรียวลิ้นร้อนเข้าไปกวาดต้อนความหวานล้ำอย่างตะกละตะกลาม ราวกับคนกระหายน้ำที่กลางทะเลทราย
"อื้อ..." หลินเฟยส่งเสียงประท้วงในลำคอ มือเรียวทุบลงบนลาดพระอังสะกว้างเพื่อระบายความสยิวและแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่าน ทว่านั่นกลับยิ่งทำให้หย่งเจิ้นฮึกเหิม พระองค์ใช้พระหัตถ์ข้างหนึ่งตรึงข้อมือทั้งสองข้างของนางไว้เหนือศีรษะได้อย่างง่ายดาย ขณะที่อีกข้างหนึ่งเริ่มลูบไล้ไปตามสัดส่วนโค้งเว้าภายใต้ร่มผ้าอย่างชำนาญ
อาภรณ์เนื้อบางถูกกระชากออกด้วยแรงอารมณ์จนขาดวิ่น ผิวเนียนละเอียดดั่งหยกขาวเผชิญหน้ากับสายตาร้อนผ่าวของบุรุษผู้เป็นสามี หย่งเจิ้นก้มพระพักตร์ลงซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น ขบเม้มสร้างรอยกุרลบกุหลาบสีแดงเข้มเพื่อแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ลมหายใจร้อนระอุที่เป่ารดผิวเนื้อทำให้นางสะท้านเยือกไปทั้งร่าง ความรู้สึกวาบหวามที่คุ้นเคยและน่ารังเกียจตีรันกันอยู่ในอก
"ฝ่าบาท... พระองค์มันคนไร้ยางอาย..." นางเค้นเสียงกระซิบข้างหูพระองค์ด้วยความเคียดแค้นปนหอบสะท้าน
"ใช่... ข้ามันไร้ยางอาย ยอมแม้กระทั่งก้มหัวให้สตรีที่ข้าเคยทิ้งขว้าง..." หย่งเจิ้นเงยพระพักตร์ขึ้น ดวงตาคมกริบแดงก่ำด้วยเพลิงราคะและความลุ่มหลง "แต่จำไว้หลินเฟย... ร่างกายนี้ จิตวิญญาณนี้ และหัวใจที่ด้านชาของเจ้า เป็นของข้า... เป็นของหย่งเจิ้นผู้นี้แต่เพียงผู้เดียว!"
สิ้นคำประกาศิต พระองค์ก็รุกรานเข้าสู่ความนุ่มลุ่มลึกอย่างเต็มกำลัง การสอดประสานที่เร่าร้อนและรุนแรงดั่งพายุฝนกลางฤดูร้อนโหมกระหน่ำใส่ร่างของนางจนแทบแหลกสลาย ทุกสัมผัสที่แนบชิดคือการประกาศอำนาจและการลงทัณฑ์ ทว่าในขณะเดียวกัน มันก็คือการยอมจำนนอย่างราบคาบของฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ต่อสตรีเพียงคนเดียวในดวงใจ
เสียงหอบหายใจระคนเสียงครางต่ำด้วยความสุขสมดังระงมไปทั่วตำหนัก ม่านแพรไหมสีแดงสะบัดไหวตามแรงโยกคลอนของบทรักที่ทั้งดุเดือด บีบคั้น และเร่าร้อนจนแทบขาดใจ หลินเฟยจิกเล็บลงบนแผ่นหลังกว้างของพระองค์ ปล่อยให้น้ำตาแห่งความคับแค้นและชัยชนะรินไหลอาบแก้ม นางใช้เรือนร่างของตนเองเป็นอาวุธในการบดขยี้ความภาคภูมิใจของบุรุษที่เคยเหยียบย่ำนาง และบัดนี้... พระองค์กำลังดิ้นรนอยู่ในกำมือของนางอย่างน่าสมเพชที่สุด
เนิ่นนานกว่าพายุอารมณ์จะสงบลง หย่งเจิ้นซบพระพักตร์ลงกับลาดไหล่เนียนของนาง ลมหายใจยังคงหอบสะถี่ ทว่าพระหัตถ์ยังคงกอดรัดเอวบางไว้แน่นราวกับกลัวว่านางจะสลายหายไปในอากาศ หลินเฟยทอดพระเนตรมองเพดานด้วยแววตาว่างเปล่า รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง เมื่อสงครามบนเตียงสงบลง สงครามที่แท้จริงนอกตำหนักกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
ทว่า... ในจังหวะที่ความเงียบกำลังเข้าปกคลุมบรรยากาศอันน่าอภิรมย์นั้นเอง เสียงฝีเท้าฝีนิดๆ ของขันทีคนสนิทก็ดังขึ้นที่หน้าประตู พร้อมกับเสียงกระซิบอันตระหนกที่เล็ดลอดเข้ามา
"ทูล... ทูลฝ่าบาท เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ทางฝ่ายตระกูลหลี่ของใต้เท้าหลี่ ส่งคนมาแจ้งด่วนว่า... มีจดลับฉบับหนึ่งตกไปอยู่ในมือของขุนนางฝ่ายกลาง... และในจดนั้น... มีรายชื่อขององค์ชายรอง และ... และ..."
หย่งเจิ้นขมวดพระขนมัติด้วยความไม่พอใจ พระองค์ผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ตวัดสายตาดุดันไปยังประตู "พูดให้มันชัดๆ มีรายชื่อของใคร!"
ขันทีหน้าซีดเผือด คุกเข่าลงจนเข่ากระแทกพื้นเสียงดัง "มีรายชื่อของเด็กชายผู้หนึ่ง... ที่มีพระพักตร์ละม้ายคล้ายคลึงกับพระองค์ราวกับพิมพ์เดียวกันพ่ะย่ะค่ะ!"
ดวงตาของหย่งเจิ้นเบิกกว้างขึ้นทันที พระองค์หันขวับกลับมามองหลินเฟยที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงระคนไม่อยากเชื่อ หลินเฟยเพียงแต่แย้มยิ้มหยันช้าๆ ชายตามองพระองค์ด้วยแววตาที่เยียบเย็นดั่งน้ำแข็ง
...เด็กชายหน้าเหมือนพระองค์งั้นหรือ? ความลับที่นางเก็บซ่อนไว้ใต้จมูกของฮ่องเต้มาตลอด บัดนี้กำลังจะพลิกเกมทุกอย่างให้พังทลายลงในพริบตาเดียว!
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของ "มิคายามวิกาล" เสมอมานะคะ!
จักรพรรดินีผู้ถูกสาปกับอดีตสวามีที่ไร้ค่า•ตอนที่ 13
อำนาจที่สั่นคลอน
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดินีผู้ถูกสาปกับอดีตสวามีที่ไร้ค่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!