จักรพรรดินีผู้ถูกสาปกับอดีตสวามีที่ไร้ค่า•ตอนที่ 12

คมดาบแห่งความเย็นชา

ผลงานโดย มิคายามวิกาล
ร่างจิ้มลิ้มของเด็กหญิงวัยสี่ขวบวิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาพร้อมกระดาษวาดเขียนในมือ รอยยิ้มไร้เดียงสาประดับอยู่บนดวงหน้าหวานหยาดเยิ้มที่ถอดแบบมาจากหลินเฟยราวกับพิมพ์เดียวกัน ทว่าดวงเนตรคมกริบและสันจมูกโด่งรั้นกลับสะท้อนเงาของโอรสสวรรค์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างชัดเจนจนปฏิเสธไม่ได้! ความเงียบงันราวกับใบมีดน้ำแข็งกรีดแทangลงกลางอากาศในตำหนักอวลกลิ่นกำยาน หย่งเจิ้นชะงักค้าง พระองค์รู้สึกคล้ายลมหายใจสะดุดกะทันหัน หัวใจที่เคยเต้นระรัวด้วยความรู้สึกผิดและปรารถนาจะไถ่บาป บัดนี้กลับหยุดเต้นไปวูบหนึ่ง พระเนตรคมปลาบจับจ้องร่างเล็กที่กอดขาหลินเฟยไว้แน่นอย่างตื่นตระหนก พระองค์ก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ภาพอดีตซ้อนทับกับความจริงอันโหดร้าย—วันที่พระองค์ทรงผลักไสไล่ส่งนางอย่างไม่ใยดี วันที่พระองค์ตรัสว่าสายเลือดของนางไม่สมควรลืมตาดูโลก... แต่บัดนี้ เลือดเนื้อเชื้อไขของพระองค์กลับยืนอยู่ตรงหน้า ห่างไปเพียงเอื้อมมือ “เสด็จแม่... คนผู้นี้คือใครหรือเพคะ? เหตุใดจึงมองหม่อมฉันด้วยสายตาเช่นนั้นเล่าเพคะ?” เสียงใสแจ๋วเอ่ยถามด้วยความไร้เดียงสาพลางซ่อนตัวหลังชายผ้าสدوของหลินเฟย หลินเฟยสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหวในอก ร่างระหงขยับกายบังร่างเล็กของบุตรสาวไว้อย่างมิดชิด ดวงตาดอกท้อที่เคยอ่อนแสง บัดนี้กลับทอประกายเย็นชาดุจน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ นางก้มลงลูบศีรษะทุยของเด็กน้อยแผ่วเบา ก่อนจะเงยพระพักตร์ขึ้นสบตากับฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความชิงชังอย่างไม่ปิดบัง “ฝ่าบาท... ทรงทอดพระเนตรเห็นชัดเจนแล้วใช่หรือไม่เพคะ?” น้ำเสียงของหลินเฟยราบเรียบ ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ “นี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงเคยตราหน้าว่าเป็น ‘กาลกิณี’ และพยายามขับไล่ไสส่งให้พ้นตำหนักเย็นเมื่อสี่ปีก่อน... เป็นอย่างไรบ้างเพคะ? ทรงพอพระทัยกับของขวัญที่กาลกิณีผู้นี้มอบให้ใต้หล้าหรือไม่” หย่งเจิ้นรู้สึกคล้ายมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำพระศอ พระองค์อ้าโอษฐ์คล้ายจะตรัสบางอย่าง ทว่าถ้อยคำทั้งปวงกลับติดอยู่ริมพระโอษฐ์ พระพักตร์ที่เคยองอาจเกรียงไกรบัดนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด หยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดเอ่อคลอขึ้นในดวงเนตรคมกริบ พระองค์ก้าวเข้าไปหาช้าๆ ราวกับคนใกล้สิ้นสติ “หลินเฟย... ลูก... ลูกของเราหรือ...” พระสุรเสียงสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ “เจิ้น... เจิ้นไม่เคยรู้... เจิ้นขอโทษ...” “คำขอโทษของพระองค์มีค่าเท่ากับเศษธุลีดินเพคะ!” หลินเฟยแผดเสียงกร้าวขึ้น ขัดจังหวะคำพร่ำเพ้อของอดีตสวามีด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ร่างบางก้าวเข้าไปประจันหน้า พระเนตรคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคนที่เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของนางจนไม่เหลือชิ้นดี “วันที่หม่อมฉันอุ้มท้องร่างอันบอบช้ำหนีตายออกจากวังหลวง พระองค์เสวยสุขอยู่บนบัลลังก์กับสนองพระโอษฐ์คนโปรด วันที่บุตรของเราลืมตาดูโลกท่ามกลางความหนาวเหน็บ พระองค์ทรงจัดงานฉลองอภิเษกสมรสครั้งใหม่ วันที่หม่อมฉันต้องกระเสือกกระสนหาเลี้ยงปากท้องให้รอดพ้นจากความตาย พระองค์ทรงเสวยอาหารเลิศรสในตำหนักทองคำ... บัดนี้ เมื่อพระองค์ทรงเห็นประโยชน์ หรือเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมาในเศษเสี้ยวของจิตใจอันเน่าเฟะ ก็คิดจะมาทวงคืนสิทธิ์ความเป็นพ่ออย่างนั้นหรือ? ฝ่าบาท... ทรงฝันกลางวันเกินไปแล้ว!” “เจิ้นสำนึกแล้ว...” หย่งเจิ้นคุกเข่าลงเบื้องหน้าพระชายาผู้เคยถูกทอดทิ้งอย่างไม่ถือพระองค์ ความภาคภูมิใจของโอรสสวรรค์ถูกเหยียบย่ำจนป่นปี้แทบเท้าของสตรีที่พระองค์เคยเหยียดหยาม พระองค์เอื้อมพระหัตถ์สั่นเทาหมายจะกุมชายฉลองพระองค์ของนาง ทว่าหลินเฟยกลับสะบัดหนีอย่างไม่ใยดี ราวกับรังเกียจเดียดฉันท์ที่จะให้สัมผัสโดนแม้แต่ปลายเส้นผม “อย่ามาแตะต้องตัวหม่อมฉัน!” นางตวาดกร้าว แววตาวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ “ความรักที่หม่อมฉันเคยมีให้พระองค์ มันตายไปตั้งแต่วันที่พระองค์สั่งประหารชีวิตบิดาและเนรเทศตระกูลของหม่อมฉันแล้ว! สิ่งที่เหลืออยู่ตอนนี้ มีเพียงความเกลียดชัง... เกลียดชังจนอยากให้พระองค์ทรงลิ้มรสชาติของการสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต เช่นเดียวกับที่หม่อมฉันเคยได้รับ!” บรรยากาศในตำหนักร้อนระอุขึ้นด้วยแรงอารมณ์ที่ปะทะกันอย่างรุนแรง ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของหย่งเจิ้นที่สะท้อนความเจ็บปวดเจียนตาย พระองค์แหงนพระพักตร์มองสตรีผู้เป็นเจ้าของดวงใจ แต่วันนี้นางกลับกลายเป็นคมดาบน้ำแข็งที่พร้อมจะเสียบแทงพระองค์ให้ตายทั้งมหาร่าง “หากเจิ้นต้องแลกด้วยชีวิต หรือแม้กระทั่งบัลลังก์นี้... เพื่อให้เจ้าอภัยให้ เจิ้นก็ยอม...” พระองค์กระซิบเสียงพร่า น้ำเนตรหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบพื้นหินอ่อนอย่างน่าเวทนา หลินเฟยแค่นหัวเราะออกมาอย่างสมเพชเวทนา น้ำเสียงของนางเยียบเย็นเสียจนหย่งเจิ้นรู้สึกหนะยะเยือกไปถึงไขสันหลัง “บัลลังก์ของพระองค์หรือ? หม่อมฉันไม่เคยต้องการมัน... สิ่งที่หม่อมฉันต้องการ คือการได้เห็นพระองค์ดิ้นรนอยู่ในนรกโลกันตร์ที่พระองค์เป็นผู้สร้างขึ้นมาเองต่างหาก!” นางก้มลงอุ้มร่างเล็กของบุตรสาวขึ้นแนบอก ก่อนจะหันหลังให้กับอดีตสวามีผู้ไร้ค่าผู้นั้นอย่างไม่แยแส “เนี่ยอิง ลูกแม่... เราไปกันเถอะ ที่นี่อากาศเป็นพิษ หายใจแล้วระคายเคืองปอดนัก” “เพคะเสด็จแม่... ท่านลุงคนนี้น่ากลัวจังเลยเพคะ” เสียงเด็กน้อยเอื้อMเอียนซบลงที่ลาดพระอังสาของหลินเฟย หย่งเจิ้นทรุดฮวบลงนั่งคุกเข่ากับพื้น ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความสิ้นหวัง พระองค์มองตามแผ่นหลังระหงที่เดินหายลับเข้าไปในห้องบรรยากาศส่วนตัว โดยไม่หันกลับมามองพระองค์อีกเลย แม้แต่น้อย พระองค์ทรงพ่ายแพ้... พ่ายแพ้อย่างราบคาบให้กับความเย็นชาที่พระองค์เป็นคนหล่อหลอมมันขึ้นมาเองกับมือ ทว่า ในขณะที่ความมืดมิดกำลังกลืนกินสติสัมปชัญญะของฮ่องเต้ผู้โดดเดี่ยว เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก พร้อมกับร่างของขันทีคนสนิทที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาคุกเข่ารายงานด้วยความหวาดกลัว “ทูล... ทูลฝ่าบาท! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นซีเป่ย นำกองกำลังห้าหมื่นนายประชิดชายแดนทิศเหนือแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และ... และพวกเขามีราชสาส์นประกาศศึก โดยอ้างสิทธิ์ในการปกป้อง ‘อดีตพระมเหสีหลินเฟย’ พระขนิษฐาแท้ๆ ของแม่ทัพใหญ่ ที่ถูกฮ่องเต้แห่งแคว้นตงหยางกักขังไว้อย่างไม่เป็นธรรม!” หย่งเจิ้นเบิกพระเนตรกว้างจนแทบถล่น พระองค์หันขวับกลับไปมองประตูห้องนอนที่หลินเฟยเพิ่งเดินหายเข้าไป... พล然ตระหนักได้ทันทีว่า สตรีที่พระองค์เคยคิดว่าเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง นางไม่ได้ไร้ที่พึ่ง... และเกมการแก้แค้นของนาง เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น! ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมอินไปกับความสะใจนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดินีผู้ถูกสาปกับอดีตสวามีที่ไร้ค่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%