"เจ้ากล้าดียังไง... ถึงคิดจะใช้แผนการสกปรกนี้กับข้า หย่งเจิ้น"
น้ำเสียงของหลินเฟยเยือกเย็นและเฉียบคมราطกับใบมีดน้ำแข็งที่จ้วงแทงทะลุความเงียบสงบในตำหนักมืดสลัว ดวงตาคู่สวยของนางสะท้อนประกายวาวโรจน์ ดุดัน ทว่าซ่อนความตื่นตระหนกไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความถือดี เมื่อร่างสูงใหญ่ของฮ่องเต้หย่งเจิ้นก้าวล้ำเข้ามาประชิดตัวนางในระยะประชิด ชนิดที่ว่าลมหายใจอุ่นร้อนของพระองค์แทบจะปัดผ่านปลายจมูกรั้นของนาง
แผนการที่นางร้อยเรียงไว้อย่างรัดกุมเพื่อสะสางบัญชีแค้นในอดีต กลับมีรอยรั่วขนาดมหศالมาซ่อนอยู่... และรอยรั่วนั้นกำลังพุ่งตรงมาที่คอของนางเอง!
หย่งเจิ้นไม่ได้ถอยหนีสายตาดุดันคู่นั้น พระองค์กลับยกยมุมโอษฐ์ขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน ทั้งเจ็บปวด สำนึกผิด และโหยหา ร่างกำยำในฉลองพระองค์สีเข้มก้าวเข้ามาอีกก้าว บีบบังคับให้แผ่นหลังบางของหลินเฟยต้องแนบชิดติดกับเสาไม้แกะสลักลวดลายมังกรทองอย่างไม่มีทางหลบหนี
"แผนการของเจ้าไร้ที่ติ หลินเฟย" สุระเสียงทุ้มต่ำพร่าพร่าเล็ดลอดไรพระโอษฐ์ แฝงความสั่นเครือที่พระองค์พยายามกดขี่ไว้อย่างยากลำบาก "เจ้าใช้ความเยือกเย็นเป็นโล่ ใช้ความแค้นเป็นอาวุธ... แต่น่าเสียดาย ที่เจ้าลืมคิดไปอย่างหนึ่ง"
"เรื่องอันใดเพคะฝ่าบาท?" นางเชิดหน้าขึ้นสบตา ท้าทายทั้งที่หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองศึก ความใกล้ชิดที่แนบแน่นจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากพระวรกายแกร่ง ทำให้กำแพงความโกรธแค้นที่นางก่อไว้สั่นคลอนอย่างน่ากลัว
"เจ้าลืมคิดไปว่า... ข้ารู้จักทุกอณูความรู้สึกของเจ้าดีกว่าใคร"
สิ้นพระราชดำรัส พระaniตeก็รวบเอวคอดกิ่วของนางเข้าหาตัวด้วยแรงมหาศาล ร่างบางถูกดึงเข้าปะทะกับแผ่นพระอกกว้างอย่างไร้การตั้งตัว ความโกรธเกรี้ยวที่หลินเฟยสะสมมาแรมปีระเบิดออกมาเป็นแรงผลักไส นางใช้สองมือทุบตีลงบนอกแกร่งหมายจะให้พระองค์ถอยห่าง แต่หย่งเจิ้นกลับควσόข้อมือทั้งสองข้างของนางรวบไว้ด้วยพระaniตeเพียงข้างเดียวตรึงไว้เหนือศีรษะอย่างง่ายดาย
"ปล่อยนะเพคะ! ฝ่าบาท... พระองค์ทรงลืมสถานะของพวกเราไปแล้วหรือไร อดีตพระมเหสีที่ถูกขับไล่ผู้นี้มิใช่ของเล่นให้พระองค์มาล้อเล่นได้ตามอำเภอใจ!" นางตวาดเสียงกร้าว ดวงตารื้นด้วยหยาดน้ำใสแห่งความคับแค้นที่พยายามกลั้นไว้
"ข้าไม่ได้ล้อเล่น..." หย่งเจิ้นกระซิบชิดริมฝีปาก กลิ่นหอมประหลาดจากวรกายของนางผสมผสานกับกลิ่นอายความดุดันของบุรุษเพศ ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบที่พระองค์พยายามสะกดกลั้นมาเนิ่นนาน ดวงเนตรคมกลาบกวาดมองพวงแก้มแดงก่ำและริมฝีปากที่สั่นระริกด้วยความเคียดแค้น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าจนแทบขาดใจ "ข้ากำลังไถ่บาป... หลินเฟย... ข้ากำลังชดใช้ให้แก่ความโง่เขลาของข้าเอง"
ริมฝีปากหยักลึกทาบทับลงมาอย่างไร้ซึ่งการประนีประนอม เป็นรสจูบที่ดุดัน เร่าร้อน และเต็มไปด้วยความโหยหาที่อัดอั้นมาเนิ่นนาน หลินเฟยเบิก1ตาโพลงด้วยความตกตะลึง นางพยายามเบือนหน้าหนีและเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อปฏิเสธการรุกล้ำ แต่มีหรือที่จอมทัพผู้ผ่านศึกสงครามมาโชกโชนจะยอมพ่ายแพ้ต่อแรงขัดขืนเพียงน้อยนิด พระองค์ใช้นิ้วแกร่งเชยคางนางขึ้นบังคับให้รับสัมผัส ลิ้นร้อนชื้นแทรกซึมผ่านกลีบปากที่เผยอออกด้วยความตกใจ กวาดต้อนความหวานล้ำและกลืนกินเสียงททักท้วงของนางจนหมดสิ้น
รสจูบนั้นทั้งขมขื่นและหวานล้ำในคราเดียวกัน ความโกรธแค้นที่เคยแผดเผา ค่อยๆ ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความสั่นสะท้านที่วิ่งพล่านไปตามเส้นประสาท มือที่เคยถูกตรึงไว้ถูกปล่อยให้เป็นอิสระ ก่อนที่เรียวแขนแกร่งจะโอบกอดกระชับร่างบางแนบแน่นยิ่งขึ้น ราวกับต้องการหลอมรวมนางให้เป็นเนื้อเดียวกับพระวรกาย
หลินเฟยหลับตาลงอย่างจำนน หยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นหยดหนึ่งไหลรินลงข้างขมับ มือเรียวที่เคยทุบตี เปลี่ยนเป็นกำสาบฉลองพระองค์ของพระองค์ไว้แน่น ร่างกายของนางทรยศต่อจิตใจ ความใกล้ชิดที่แผดเผานี้กำลังทำลายกำแพงแห่งความเกลียดชังที่นางใช้เวลาสร้างมานานนับปีลงทีละน้อย ความอบอุ่นจากอดีตสวามีผู้เคยใจร้าย บัดนี้กลับกลายเป็นเปลวเพลิงที่แผดเผาสติสัมปชัญญะของนางให้มอดไหม้
"หย่งเจิ้น..." นางครางแผ่วเบาด้วยความหอบสะท้าน เมื่อพระโอษฐ์ร้อนผ่าวไล้ต่ำลงมาที่ซอกคอขาวผ่อง ขบเม้มสร้างรอยรักสีจางบนผิวเนื้อเนียนนุ่มอย่างเอาแต่ใจ ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินอยู่บนลาดไหล่เปลือยเปล่าทำให้นางสะท้านเยือกไปทั้งร่าง
บรรยากาศในตำหนักมืดสลัวเต็มไปด้วยเสียงหอบหายใจที่สอดประสานกันอย่างเร่าร้อน อาภรณ์ชั้นนอกถูกปลดเปลื้องออกทีละชิ้นด้วยความเร่งรีบและโหยหา สัมผัสจากปลายนิ้วหยาบกร้านที่ลูบไล้ไปตามสรีระโค้งเว้า ปลุกเร้าความวาบหวามจนนางต้องแอ่นกายเข้าหาโดยไม่รู้ตัว ความสัมพันธ์ของผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยแรงขับเคลื่อนแห่งความแค้น ความผิดบาป และความปรารถนาอันลึกซึ้ง ถูกถักทอขึ้นในค่ำคืนอันยาวนานนี้อย่างไม่มีใครยอมใคร
หย่งเจิ้นประคองร่างของนางลงบนแท่นบรรทมที่บุด้วยผ้าแพรเนื้อนุ่ม พระองค์ทาบทับลงมาด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้น ดวงเนตรคมกริบมองลึกลงไปในดวงตานางที่ฉายแววสับสนและรintรัน
"ข้าจะไม่ยอมปล่อยให้เจ้าจากไปไหนอีกแล้ว... หลินเฟย แม้แต่ความตายก็พรากเจ้าไปจากข้าไม่ได้"
เสียงกระซิบพร่าเลือนหายไปในลำคอ เมื่อบทเพลงรักอันเร่าร้อนและลึกซึ้งเริ่มต้นขึ้น ท่ามกลางเสียงครางแผ่วเบาและแรงอารมณ์ที่โถมเข้าใส่กันราวกับพายุฝน ร่างกายทั้งสองหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ท่ามกลางความเจ็บปวดในอดีตที่ค่อยๆ ถูกชำระล้างด้วยความสุขสมทางอารมณ์ที่แสนยาวนานและยากจะลืมเลือน
...
ล่วงเลยเข้าสู่ยามดึกสงัด แสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่างแกะสลักเข้ามาภายในห้องนอน หลินเฟยนอนหอบหายใจอยู่บนอกแกร่งของหย่งเจิ้นที่หลับสนิทไปแล้วด้วยความเหนื่อยอ่อน มือเรียวเล็กยกขึ้นลูบไล้เส้นผมของพระองค์อย่างเหม่อลอย ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีรวนอยู่ในอก นางพ่ายแพ้ให้กับความใกล้ชิดนี้อีกครั้ง... พ่ายแพ้ให้กับบุรุษผู้เคยเหยียบย่ำหัวใจนาง
ทว่า ในขณะที่นางกำลังจะดึงผ้าห่มขึ้นคลุมกาย สายตากลับเหลือบไปเห็นหีบไม้โบราณที่ตั้งอยู่มุมห้อง ซึ่งถูกแรงเหวี่ยงจากเหตุการณ์ชุลมุนเมื่อครู่ทำให้ฝาหีบแง้มเปิดออกเล็กน้อย เอกสารสำคัญหลายฉบับร่วงหล่นลงมาบนพื้นพรม
หลินเฟยขมวดคิ้วด้วยความสงสัย นางค่อยๆ พลิกตัวลงจากแท่นบรรทมอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้หย่งเจิ้นตื่นบรรทม ก้าวเดินด้วยเท้าเปล่าไปหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่คว่ำหน้าอยู่ขึ้นมาดู
ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นทันทีที่กวาดสายตาอ่านข้อความและตราประทับลับบนกระดาษแผ่นนั้น ลมหายใจของนางสะดุดกึก ร่างทั้งร่างแข็งค้างราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระดูกสันหลัง—ความจริงอันน่าตกใจที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มของหย่งเจิ้น ปรากฏเด่นชัดอยู่ตรงหน้าแล้ว!
...
*ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความดราม่าสุดเข้มข้นนี้นะคะ*
จักรพรรดินีผู้ถูกสาปกับอดีตสวามีที่ไร้ค่า•ตอนที่ 10
ค่ำคืนที่แสนยาวนาน
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดินีผู้ถูกสาปกับอดีตสวามีที่ไร้ค่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!