กระดาษแผ่นบางที่ร่วงหล่นลงกระทบพื้นหินอ่อน ส่งเสียงเบาหวิวแต่กลับดังก้องเสียดแท้วิญญาณของคนทั้งตำหนัก
หลินเฟยรู้สึกราวกับลมหายใจของนางถูกกระชากหายไปในเสี้ยววินาที ดวงตาคู่คมที่เคยราบเรียบดั่งผิวน้ำในฤดูหนาวบัดนี้ไหวระริก ร่างกายที่เคยแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยเกราะป้องกัน ยามนี้กลับชาหนึบตั้งแต่ปลายนิ้วจรดขั้วหัวใจ เมื่อเด็กชายตัวน้อยผู้มีดวงพักตร์ถอดแบบมาจากมหาบุรุษผู้กำลังโอบกอดนางไว้อย่างแนบแน่น กำลังเงยหน้าขึ้นมองพวกเขาทั้งสองด้วยแววตาใสซื่อไร้เดียงสา
"ท่านแม่... เหตุใดกระดาษใบนั้นจึงตกลงไปเล่าขอรับ"
เสียงเล็กๆ ใสแจ๋วที่ดังขึ้น ทำลายความเงียบงันอันน่าอึดอัดลงอย่างสิ้นเชิง
ฮ่องเต้หย่งเจิ้นชะงักกุนซือในอ้อมพระกร พระองค์ไม่ได้สนใจจดหมายบนพื้นในทันที ทว่าพระเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีคู่นั้นกลับกวาดมองเด็กชายเบื้องหน้าอย่างพิจารณา ไล่ตั้งแต่โครงหน้า คิ้วหนาที่รับกับสันจมูกโด่งเป็นคม ไปจนถึงนัยน์ตาคู่โตที่ฉายแววดื้อรั้นแต่น่าเอ็นดู—ดวงตาคู่เดียวกับที่พระองค์ทรงส่องกระจกเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ราวกับสายฟ้าฟาดผ่ากลางพระราชวังอันเงียบสงบ ความตระหนักรู้บางอย่างพุ่งทะยานเข้าสู่ Aorta ของผู้เป็นฮ่องเต้จนพระองค์แทบหยุดหายใจ
อ้อมพระกรที่เคยโอบกอดหลินเฟยไว้อย่างแนบแน่นพลันคลายลงโดยอัตโนมัติ หย่งเจิ้นก้มพระพักตร์ลงมองสตรีในอ้อมกอด สลับกับเด็กชายตัวน้อยที่ยืนกะพริบตาปริบๆ อยู่เบื้องล่าง ความสงสัยที่เคยเป็นเพียงละอองหมอกบางๆ บัดนี้ถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงแห่งความจริงอันน่าตกตะลึง
"หลิน... เฟย" พระสุระเสียงของโอรสสวรรค์แหบพร่า สั่นระริกจนแทบไม่เหลือเค้าโครงของกษัตริย์ผู้เกรียงไกร พระหัตถ์หนาที่เคยสั่นเทาด้วยความอาลัยอาวรณ์ เปลี่ยนเป็นบีบหัวไหล่มนของนางแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว "นี่มัน... หมายความว่าอย่างไรกัน"
หลินเฟยมิได้หลบสายตา ความหวาดตื่นในคราแรกถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาที่เคลือบไว้ด้วยความหยิ่งทะนง นางแค่นยิ้มหยันออกมาน้อยๆ รอยยิ้มที่กรีดแทงหัวใจของหย่งเจิ้นให้เจ็บปวดเจียนตายยิ่งกว่าถูกคมดาบซัดเข้าใส่
"ฝ่าบาททรงตรัสเรื่องอันใดหรือเพคะ หม่อมฉันโง่เขลา เกรงว่าจะไม่เข้าใจความหมายของพระองค์"
"เจ้าโกหกข้า!" หย่งเจิ้นคำรามลั่น พระเนตรแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวและตื่นตระหนกผสมปนเป พระองค์ก้าวถอยหลังออกครึ่งก้าวราวกับถูกผลักด้วยแรงมหาศาล ดวงตาคมกวาดมองเด็กชายอีกครั้ง ก่อนจะทรุดพระองค์ลงคุกเข่าข้างหนึ่งเพื่อคว้าแผ่นกระดาษที่ร่วงหล่นขึ้นมา
จดหมายลับมรณะ... บันทึกการแพทย์หลวงที่ระบุถึงการตั้งครรภ์ของพระสนมเอกผู้ถูกเนรเทศเมื่อห้าปีก่อน ลายมือของหมอหลวงชราผู้ล่วงลับ และตราประทับลับประจำพระองค์ที่หย่งเจิ้นจำได้แม่นยำ
พระหัตถ์ที่ถือกระดาษสั่นเทารุนแรง ราวกับมันหนักอึ้งนับพันชั่ง ความทรงจำอันโหดร้ายในอดีตย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจ ในวันที่พระองค์ทรงขับไล่นางออกจากวังหลวงด้วยความเย่อหยิ่งและหูเบา ในวันที่พระองค์ทรงคิดว่านางคือสตรีไร้ค่าที่จ้องจะทำลายล้างบัลลังก์ พระองค์ไม่เคยล่วงรู้เลยว่า... นางไม่ได้ไปตัวเปล่า
นางแบกรับสายเลือดของพระองค์ หลบหนีออกไปเผชิญโลกอันโหดร้ายเพียงลำพัง ท่ามกลางความเกลียดชังที่พระองค์มอบให้เป็นเครื่องบรรณาการ
"เจ้า... เจ้าปิดบังข้าเรื่องนี้ได้อย่างไร" หย่งเจิ้นเงพระพักตร์ขึ้นมองนาง หยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดและเจ็บปวดรื้นขึ้นที่ขอบพระเนตรอย่างไม่อาจควบคุม "ลูก... เด็กคนนี้คือเลือดเนื้อเชื้อไขของข้าอย่างนั้นหรือ"
"เลือดเนื้อเชื้อไข?" หลินเฟยทวนคำ น้ำเสียงของนางเยียบเย็นราวน้ำแข็งขั้วโลก นางสะบัดร่างออกจากพันธนาการของพระองค์อย่างไม่ไยดี ก่อนจะก้าวเข้าไปดึงร่างเล็กของบุตรชายเข้าสู่อ้อมกอด ปกป้องเขาไว้เบื้องหลังราวกับแม่เสือหวงลูก "ฝ่าบาททรงตรัสอันใดน่าขันนัก เพคะ? วันที่พระองค์ทรงประทานยาขับเลือดให้หม่อมฉันดื่ม พระองค์ทรงลืมไปแล้วหรือว่าพระองค์ตรัสว่าอย่างไร?"
ถ้อยคำเชือดเฉือนดั่งมีดกรีดลงบนแผลเก่า หย่งเจิ้นสะอื้นไห้ในลำคอ ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วสรรพang พระองค์จำได้ดี... คำพูดที่โหดร้ายไร้หัวใจที่พระองค์เคยพ่นใส่หน้าสตรีที่รักพระองค์สุดหัวใจในวันนั้น
"หลินเฟย... ข้าขอโทษ ข้า..."
"คำขอโทษของฝ่าบาทมีค่าเท่ากับเศษธุลีดินเพคะ" นางตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม บาดลึกจนหย่งเจิ้นแทบสำลักความเสียใจ "พระองค์เคยทรงเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของหม่อมฉันจนไม่เหลือชิ้นดี ขับไล่หม่อมฉันราวกับสตรีไร้ค่า หยิบยื่นความตายให้ทั้งแม่และลูก บัดนี้... เมื่อหม่อมฉันดิ้นรนจนมีชีวิตรอด และเด็กคนนี้เติบโตขึ้นมาโดยไม่มีแม้แต่เงาของพระองค์ เหตุใดฝ่าบาทจึงทำหน้าตาตื่นตระหนกเช่นนั้นเล่าเพคะ? หรือว่าบัลลังก์ทองคำทำให้พระองค์หลงลืมไปแล้วว่า 'ความรัก' และ 'ความเมตตา' หน้าตาเป็นอย่างไร"
บรรยากาศภายในตำหนักตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก ทหารยองและขันทีต่างพากันคุกเข่าหมอบกราบกับพื้น ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ขณะที่ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดิน บัดนี้กลับดูน่าสมเพชยิ่งกว่าขอทานข้างถนน พระองค์คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าอดีตชายาที่ทรงเคยเหยียดหยาม ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเวทนาและอ้อนวอนที่นางไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นจากบุรุษผู้เย่อหยิ่งคนนี้
"ข้าไถ่บาป... ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อไถ่บาปให้เจ้าและลูก ขอเพียงแค่เจ้า..."
"ไม่ต้องเพคะ" หลินเฟยเอ่ยแทรกขึ้นมาทันที แววตาของนางไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความอาฆาตมาดร้ายและเย้ยหยันที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มงดงาม "หม่อมฉันไม่ได้ต้องการการไถ่บาปจากฝ่าบาท สิ่งที่หม่อมฉันต้องการในวันนี้... คือการพรากทุกสิ่งที่พระองค์รักไปทีละน้อย เหมือนที่พระองค์เคยทำกับหม่อมฉันในอดีตต่างหาก"
สิ้นคำพูดอันเหี้ยมเกรียมของนาง หย่งเจิ้นนิ่งงัดราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน หัวใจของพระองค์บีบรัดเข้าหากันจนเจ็บแปลบ พระองค์รับรู้ได้ทันทีว่า... เกมนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ความแค้น แต่มันคือเกมเดิมพันที่พระองค์ไม่มีวันชนะ หากแต่พระองค์ก็ไม่อาจตัดใจหันหลังกลับได้อีกแล้ว
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังดิ่งลงสู่จุดวิกฤต บรรยากาศรอบตัวก็พลันเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
เสียงฝีเท้าหนักแน่นและรวดเร็วดังขึ้นจากนอกตำหนัก พร้อมกับเสียงประกาศก้องของขันทีหลวงที่ตื่นตระหนกจนเสียงหลง "ท่านแม่ทัพใหญ่... ฝ่าบาททรงมีรับสั่งห้าม... โอ้ย!"
ร่างของขันทีผู้โชคร้ายถูกผลกระเด็นล้มลงกับพื้น ก่อนที่ร่างสูงสง่าในชุดเกราะทหารเต็มยศของบุรุษผู้หนึ่งจะก้าวล่วงเข้ามาภายในตำหนักอย่างถือดี
หลินเฟยเบิกกว้างด้วยความตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าของผู้ที่มาเยือน ขณะที่หย่งเจิ้นหันขวับไปมองด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกขัดจังหวะ
และก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยคำใด บุรุษผู้มาใหม่ก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าหลินเฟย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำเอาเลือดในกายของฮ่องเต้เดือดพล่าน
"ดูท่าทางข้าจะมาขัดจังหวะเวลาครอบครัวของฝ่าบาทกับ... ชายาเก่าและบุตรชายลับๆ ของพระองค์เข้าสินะพ่ะย่ะค่ะ?"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในเส้นทางแห่งความแค้นและการไถ่บาปนี้นะคะ
จักรพรรดินีผู้ถูกสาปกับอดีตสวามีที่ไร้ค่า•ตอนที่ 2
สายตาที่เปลี่ยนไป
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดินีผู้ถูกสาปกับอดีตสวามีที่ไร้ค่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!