จักรพรรดินีผู้ถูกสาปกับอดีตสวามีที่ไร้ค่า•ตอนที่ 1

ฟื้นจากนรก

ผลงานโดย มิคายามวิกาล
เสียงสวบสาบของปลายชายฉลองพระองค์สีทองปักดิ้นลายมังกรห้ากรงเล็บที่ลากผ่านพื้นหินอ่อนขัดมัน ส่งเสียงกังวานบาดลึกในท้องพระโรงใหญ่ บรรยากาศรอบกายเยียบเย็นเสียจนข้าราชบริพารและขันทีต่างพากันหมอบกราบตัวสั่นเทา ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรของโอรสสวรรค์ผู้ขึ้นชื่อว่าไร้ความปรานี แต่ทว่า ในวินาทีที่บานประตูทองสัมฤทธิ์หนักอึ้งค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกด้วยแรงผลักอันเยือกเย็น แสงสว่างจ้าจากภายนอกที่สาดส่องเข้ามาไม่ได้ทำให้ผู้ที่ก้าวเข้ามาต้องหรี่ตาลงเลยแม้แต่น้อย กลับกัน ร่างระหงในอาภรณ์สีเพลิงปักลายหงส์สวรรค์สะท้อนประกายระยบระยับ กลับหยุดก้าวเดินอย่างมั่นคง รอยยิ้มเย้ยหยันแต้มอยู่ที่มุมโอษฐ์ได้รูปอย่างงดงามและหยาดเยิ้ม บาดลึกจนผู้พบเห็นต้องหายใจสะดุด "ถวายพระพรฝ่าบาท... หวังว่าหม่อมฉันผู้ต่ำต้อยคนนี้ จะไม่ทำให้แผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ต้องแปดเปื้อนนะฃะ" สุ้มเสียงหวานใสทว่าเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งขั้วโลกเอื้อnเอ่ยขึ้น ทำเอาฮ่องเต้หย่งเจิ้นที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรถึงกับพระพักตร์ถอดสี พระเนตรคมกราบที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและเด็ดขาด บัดนี้เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ร่างหนาในชุดฮ่องเต้ลุกขึ้นจากพระแท่นโดยไม่รู้ตัว หัวใจในอกกระหน่ำเต้นรัวราวกับถูกค้อนยักษ์ทุบเข้าอย่างจัง หลินเฟย... สตรีที่เขาเคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรี ส่งนางไปตกนรกทั้งเป็นในตำหนักเย็นอย่างไร้เยื่อใย สตรีที่เขาคิดว่าคงตายตกตามกาลเวลาไปนานแล้ว บัดนี้กลับยืนอยู่เบื้องหน้าเขาด้วยฐานะใหม่ ฐานะที่แม้แต่โอรสสวรรค์เช่นเขายังต้องเกรงใจและไว้หน้า นางไม่ได้กลับมาในฐานะพระมเหสีผู้ตกอับคนเดิม แต่นางกลับมาพร้อมอำนาจมืดจากดินแดนบูรพาและสัญญาลับที่ค้ำคอราชบัลลังก์ของเขาไว้จนแทบหายใจไม่ออก "หลินเฟย... เจ้า... เจ้ากล้าดียังไง..." สุ้มเสียงของฮ่องเต้หย่งเจิ้นสั่นพร่าเล็กน้อย พระองค์ก้าวพระบาทลงจากบัลลังก์หมายจะเข้าประชิดตัวนาง ทว่าสายตาคู่คมที่เต็มไปด้วยความหยเหยียดของหลินเฟยกลับหยุดพระบาทของพระองค์ไว้ได้ชะงักงัน "ฝ่าบาทโปรดระวังพระวรกายด้วยเพคะ หม่อมฉันในยามนี้มิใช่พระชายาผู้โง่งมที่คอยแต่จะร้องไห้คร่ำครวญรอความเมตตาจากพระองค์อีกต่อไปแล้ว" หลินเฟยปรายตามองบุรุษผู้เคยเป็นสวามี ร่างกายที่เคยบอบบางสั่นเทาในอดีต บัดนี้กลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความเย้ายวนอันตราย นางก้าวเข้าไปใกล้พระองค์ทีละก้าว กลิ่นหอมเย้ายวนของดอกเหมยผสมผสานกับกลิ่นกายสาวแรกรุ่นที่ล้ำลึก ชวนให้สติของมหาบุรุษผู้ครองแผ่นดินกระเจิดกระเจิงในชั่วพริบตา "หม่อมฉันกลับมาเพื่อทวงคืน... ทุกสิ่งที่พวกท่านเคยพรากไป และแน่นอนว่า... รวมถึงหนี้เลือดที่พระองค์ทรงติดค้างหม่อมฉันไว้ด้วยเพคะ" หย่งเจิ้นจ้องมองริมฝีปากอิ่มสีชาดที่ขยับเอื้อนเอ่ยถ้อยคำเชือดเฉือน หัวใจของเขาไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองดังเช่นที่ควรจะเป็น ตรงกันข้าม ความรู้สึกผิดบาปที่กัดกินวิญญาณมาตลอดหลายปีกลับปะทุขึ้นพร้อมกับความปรารถนาอันดิบเถื่อนที่พุ่งพล่านจนยากจะควบคุม ร่างกายของเขาจดจำสัมผัส ความนุ่มนวล และรสชาติของสตรีตรงหน้าได้ดีเสียยิ่งกว่าสิ่งใด พระเนตรคมเข้มทอดมองสัดส่วนเย้ายวนภายใต้อาภรณ์หรูหรานั้นด้วยความหิวกระหาย สายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิมทำให้หลินเฟยแค่นหัวเราะในลำคออย่างสมเพช "มองพอหรือยังเพคะ?" หลินเฟยเอ่ยเสียงกระซิบแผ่วเบarข้างพระ कर्ण ของบุรุษที่สูงศักดิ์ที่สุดในแผ่นดินแต่น่าสมเพชที่สุดในสายตานาง ลลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดต้นพระกรทำให้หย่งเจิ้นขนลุกชันไปทั่วร่าง "สายตาที่หิวกระหายเช่นนี้... ช่างน่าขยะแขยงเสียจริงนะฃะ เพคะ... ฝ่าบาท" "หลินเฟย... เจ้าตัดพ้อเราได้ โกรธแค้นเราได้ แต่อย่า... อย่าทำเป็นไม่รู้ว่าในส่วนลึกของหัวใจเจ้า..." หย่งเจิ้นเอื้อมพระหัตถ์สั่นเทาหมายจะแตะต้องเรียวแขนกลมกลึง แต่นางกลับปัดออกอย่างไม่ไยดี เสียงเนื้อกระทบกันเบาๆ ในความเงียบสงบทำให้ขันทีนางกำนัลรอบข้างก้มหน้ามุดต่ำลงจนคางชิดอก "หัวใจของหม่อมฉันหรือเพคะ?" หลินเฟยหัวเราะเสียงใส ทว่าแววตากลับว่างเปล่าไร้ซึ่งความรู้สึก "มันตายไปตั้งแต่วันที่พระองค์สั่งโบยหม่อมฉันอย่างไร้ความปรานีแล้วล่ะเพคะ ฝ่าบาท... สิ่งที่เหลืออยู่ในอกของหม่อมฉันตอนนี้ มีเพียงความเกลียดชังและการรอคอยที่จะได้เห็นพระองค์คุกเข่าอ้อนวอนแทบเท้าหม่อมฉันต่างหากล่ะ!" สิ้นคำพูดอันคมกริบ นางก็หมุนกายเตรียมจะเดินผละจากไป ทว่าหย่งเจิ้นผู้ทนทานต่อความทรมานไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว พุ่งเข้าคว้าข้อมือเรียวของนางไว้ด้วยพละกำลังทั้งหมด ร่างระหงถูกดึงเข้าหาอกแกร่งอย่างแรงจนแผ่นหลังแนบชิดกับแผงอกกว้างของพระองค์ ลมหายใจร้อนผ่าวของฮ่องเต้รดรินอยู่1ข้างขมับ ความใกล้ชิดที่ไม่ได้สัมผัสมานานนับปีทำให้ทั้งคู่สะท้านไปพร้อมกัน "ปล่อยนะเพคะ! พระองค์ทรงบังAจเกินไปแล้ว!" หลินเฟยขัดขืน ดิ้นรนสุดแรง แต่วิถีของบุรุษผู้เป็นแม่ทัพเก่ามีหรือที่นางจะสลัดหลุดได้โดยง่าย หย่งเจิ้นรวบเอวคอดกิ่วของนางไว้ด้วยมือข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างเชยคางมนขึ้นบังคับให้สบพระเนตรที่ลุกโชนด้วยไฟปรารถนา "เราไม่ปล่อย... ต่อให้เจ้าจะเกลียดเราแค่ไหน หลินเฟย เจ้าก็ไม่มีวันหนีเราพ้น!" ริมฝีปากหนาร้อนระอุโน้มลงประกบจูบกลีบปากอิ่มสีชาดทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้นางได้ตั้งตัว จูบที่เต็มไปด้วยความโหยหา ความสำนึกผิด และความหลงใหลอันบ้าคลั่งถูกระบายลงบนเรียวปากนุ่ม หลินเฟยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นางพยายามทุบตีอกแกร่งและกัดริมฝีปากเขาเพื่อขัดขืน รสชาติคาวเลือดจางๆ คละคลุ้งในโพรงปาก ยิ่งกระตุ้นให้หย่งเจิ้นยิ่งอารมณ์เตลิดไปกันใหญ่ พระองค์ขบเม้มริมฝีปากนางอย่างเร่าร้อน ดุดัน และวาบหวาม เรียวลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปตักตวงความหวานล้ำที่โหยหามาเนิ่นนาน สัมผัสที่คุ้นเคยแต่เต็มไปด้วยความดุดันบีบคั้นทำให้หัวใจของหลินเฟยกระตุกวูบ ร่างกายที่เคยแข็งกร้าวเริ่มอ่อนระทวยลงทีละน้อย ความรู้สึกวาบหวามแล่นพล่านไปตามกระดูกสันหลังจนนางแทบจะทรงตัวไม่อยู่ มือที่เคยทุบตีเปลี่ยนเป็นกำฉลองพระองค์ของเขาแน่นเพื่อยึดเหนี่ยว ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยเพลิงสวาทอันร้อนแรงและแรงแค้นที่คุกรุ่น หย่งเจิ้นอุ้มร่างนางขึ้นแนบอกอย่างไม่เกรงใจสายตาผู้ใดหมายจะพาไปยังห้องบรรทมส่วนพระองค์ ทว่า... ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าเล็กๆ พร้อมกับเสียงใสของเด็กชายวัยสามขวบก็ดังแทรกขึ้นจากหน้าประตูท้องพระโรง "เสด็จแม่... ท่านพ่ออยู่ที่ไหนหรือขอรับ ทำไมเราถึงต้องมาที่นี่..." ร่างของหลินเฟยแข็งทื่อในอ้อมพระกรของฮ่องเต้ทันที ดวงตาคู่งามเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อเห็นเด็กชายหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับมหาบุรุษผู้กำลังโอบกอดนางอยู่ทุกระเบียดนิ้วก้าวเข้ามา พร้อมกับจดหมายลับมรณะที่ร่วงหล่นจากมือเล็กๆ ลงสู่พื้นหินอ่อน ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "มิคายามวิกาล" เสมอมานะคะ!
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดินีผู้ถูกสาปกับอดีตสวามีที่ไร้ค่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%