"ท่านแม่... ช่วยข้าด้วย!"
เสียงสะอื้นไห้ปะปนกับเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดดังเล็ดลอดออกมาจากห้องบรรทมส่วนในของหลินเฟย หย่งเจิ้นที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าประตูบานสลักลายหงส์ถึงกับชะงักฝีเท้า หัวใจของมหาราชาผู้ยิ่งใหญ่กระตุกวูบราวกับถูกคมมีดน้ำแข็งกรีดแทงอย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างสูงใหญ่ที่เคยประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรด้วยความมั่นคง บัดนี้กลับสั่นเทาเล็กน้อยยามเมื่อเงี่ยหูฟังเสียงทุรนทุรายของอดีตสตรีที่เขาเคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีจนไม่เหลือชิ้นดี
ประตูไม้แกะสลักถูกผลักให้เปิดออกด้วยเรียวแรงอันน้อยนิดของสตรีผู้เยือกเย็นในอดีต หลินเฟยในยามนี้ไม่ได้สวมอาภรณ์หรูหราสมฐานะจักรพรรดินีผู้สูงศักดิ์ เรือนร่างระหงอยู่ในชุดคลุมผ้าไหมเนื้อบางเบาสสีขาวบริสุทธิ์ เส้นผมยาวสลวยสีดำสนิทเปียกชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อและแนบลู่ไปกับแผ่นหลังบอบบาง ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาคู่คมของบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในแผ่นดินจนแทบหยุดหายใจ กลับเป็นร่องรอยบาดแผลและรอยช้ำสีม่วงคล้ำที่ประทับอยู่บนผิวเนื้อเนียนละเอียดบริเวณหัวไหล่ลาดระფายและลำคอระหง
นั่นคือร่องรอยแห่งทัณฑ์ทรมานจากคุกใต้ดิน... ร่องรอยที่ถูกสร้างขึ้นในวันที่เขาหมางเมินและสั่งโบยนางอย่างไร้ความปรานี โดยไม่แม้แต่จะฟังคำแก้ตัวใดๆ จากริมฝีปากคู่นั้น
"เจ้า... เข้ามาทำไม"
น้ำเสียงของหลินเฟยแหบพร่าและเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง แม้ร่างบางจะทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นพรมด้วยความอ่อนแรงจากพิษไข้ ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งดั่งหินผาของนางบัดนี้สั่นสะท้าน แต่สายตาที่เงยขึ้นมองพระพักตร์ของฮ่องเต้หย่งเจิ้นกลับคมกริบดั่งคมกระบี่น้ำแข็ง ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัว มีเพียงความเหยียดหยันและสมเพชเวทนาที่ฉายชัดอยู่ในหน่วยตาคู่นั้น
หย่งเจิ้นก้าวเข้าไปหาโดยไม่รู้ตัว สองเข่าขององค์จักรพรรดิผู้ไม่เคยคุกเข่าให้ผู้ใด กลับทรุดลงแนบพื้นห้องบรรทมเบื้องหน้านางอย่างหมดฟอร์ม พระหัตถ์หนาสั่นเทายื่นออกไปหมายจะแตะต้องรอยแผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัวที่พาดผ่านแผ่นหลังเนียนนุ่ม ซึ่งนางจงใจปลดเปลื้องอาภรณ์ออกเพื่อประจานความโหดร้ายของเขา
"เฟยเอ๋อร์... ข้า..."
"อย่ามาแตะต้องตัวข้า!" นางปัดมือคู่นั้นออกอย่างไม่ใยดี แรงปะทะแม้จะเบาบางเนื่องจากพิษไข้ แต่มันกลับสร้างความเจ็บปวดร้าวลึกในอกของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าถูกอาวุธใดๆ แทงทะลุหัวใจ
"เจ้าเจ็บ... เจ้าเจ็บมากใช่ไหม เหตุใดจึงไม่เคยบอกข้าเหตุใดจึงปล่อยให้มันกลายเป็นแผลเป็นอัปลักษณ์เช่นนี้" หย่งเจิ้นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้ นัยน์ตาคมกลาบเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดที่เพิ่งทะลักล้นออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
"บอกท่านหรือ?" หลินเฟยแค่นหัวเราะออกมาอย่างน่าเวทนา หยาดน้ำตาใสไหลรินอาบแก้มนวล แต่มุมปากกลับยกยิ้มเยาะเย้ย "ในวันที่ข้ากราบทูลอ้อนวอนขอความเมตตาจากท่าน สตรีผู้นั้นกล่าวหาว่าข้าเสแสร้ง ท่านทำอย่างไรกับข้าหรือเพคะ? ท่านสั่งให้คนลากตัวข้าออกไปโบยซ้ำเติม แล้วยังบัญชาให้ข้ากราบขอขมานางบนลานหินกลางสายฝน... ความทรงจำของฝ่าบาทสั้นนักหรือ ถึงได้ลืมเลือนความโหดร้ายที่ท่านมอบให้ข้ากับมือตนเอง!"
ทุกถ้อยคำเปรียบเสมือนลิ่มเหล็กหลอมไฟที่ตอกย้ำลงกลางใจของหย่งเจิ้นจนเลือดโชก เขาจำได้แม่น... เขาจดจำแววตาดุดันแต่วิงวอนของนางในวันนั้นได้ดี แต่วันนั้นความมืดบอดและความหลงใหลในเล่ห์เหลี่ยมของสนองพระชายาทำให้เขาเลือกที่จะเมินเฉย บัดนี้ เมื่อความจริงปรากฏชัดเจนต่อหน้า เมื่อเขารู้ซึ้งแล้วว่าอัญมณีล้ำค่าที่เขาทำลายด้วยมือตนเองคือสิ่งเดียวที่เคยปกป้องหัวใจอันด้านชาของเขา ความสำนึกผิดและเกลียดชังตัวเองก็ถาโถมเข้ามาจนแทบกระอักเลือด
"ข้าโง่เขลา... ข้ามันโง่เง่าที่สุด..." หย่งเจิ้นพึมพำซ้ำๆ พลางดึงร่างอันสั่นเทาของนางเข้าสู่อ้อมกอดอย่างถือวิสาสะ หลินเฟยพยายามขัดขืน ดิ้นรน และทุบตีอกแกร่งด้วยเรียวแรงทั้งหมดที่มี แต่วิสัยของสตรีที่อ่อนแอลงเพราะพิษไข้หรือจะทานทนแรงปรารถนาอันบ้าคลั่งและความรู้สึกผิดที่ระเบิดออกมาของบุรุษผู้ทรงอำนาจได้
"ปล่อยข้า! ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้า!" นางกรีดร้องพลางหอบหายใจหนักหน่วง ร่างกายแนบชิดติดกับแผ่นอกกว้างที่ร้อนผ่าวราวกับเตาไฟ เคมีระหว่างทั้งสองคนปะทุขึ้นอย่างรุนแรงท่ามกลางความเกลียดชังและความปรารถนาที่ซ่อนเร้นมานานปี
หย่งเจิ้นไม่ยอมปล่อย พระโอษฐ์ร้อนผ่าวทาบทับลงมาปิดกั้นเสียงตัดพ้อต่อว่าของนางทันที รสจูบในครานี้ไม่ได้อ่อนโยนหรือนุ่มนวล หากแต่ดุดัน เร่าร้อน และเปี่ยมไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความทรมานที่ไหลผสมปนเปกันไปทั้งสองฝ่าย เป็นการลงทัณฑ์ตัวเองผ่านสัมผัสอันวาบหวามและลึกซึ้ง หลินเฟยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนที่ความรู้สึกวาบหวามที่นางพยายามกดเก็บไว้จะถูกปลุกเร้าขึ้นมาอย่างต้านทานไม่ไหว สัมผัสจากเรียวลิ้นร้อนที่รุกรานเข้ามาตักตวงความหวานล้ำทำให้ลมหายใจของนางขาดห้วง สติสัมปชัญญะที่เคยเยือกเย็นเริ่มพร่าเลือน
มือหนาเริ่มลูบไล้ไปตามสรีระโค้งเว้าภายใต้ชุดคลุมบางเบาอย่างทะนุถนอมราวกับกลัวว่านางจะแตกสลายคามือ ทว่าแฝงไว้ด้วยความเร่าร้อนอันดุเดือดที่แผดเผาทุกตารางนิ้วผิวเนื้อ ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดต้นคอและรอยแผลเป็นนั้นทำให้หลินเฟยสะท้านเฮือก เสียงครางแผ่วเบาเล็ดลอดออกจากริมฝีปากที่บวมเจ่อ ยามที่ปลายนิ้วแข็งแกร่งลูบไล้ผ่านจุดอ่อนไหวและสอดประสานความแนบชิดอย่างไร้ช่องว่าง
ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งราคะและหยาดน้ำตาแห่งความร้าวราน ทั้งสองหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในค่ำคืนอันมืดมิด เป็นความสัมพันธ์ของผู้ใหญ่ที่ยินยอมพร้อมใจด้วยแรงขับเคลื่อนของความเจ็บปวดในอดีตและความหลงใหลที่โง่งมจนถอนตัวไม่ขึ้น ร่างบางแอ่นรับสัมผัสอันเร่าร้อนด้วยความปั่นป่วนในช่องท้อง เสียงหอบหายใจและเสียงครางกระซิบเคล้าคลอไปกับเสียงฝนที่โปรยปรายนอกหน้าต่าง เป็นบทเพลงแห่งการไถ่บาปที่แลกมาด้วยหยาดเลือดและคราบน้ำตาของจักรพรรดิผู้ทรงอำนาจ
แต่ทว่า... ในขณะที่หย่งเจิ้นกำลังจมดิ่งอยู่กับความสุขสมและอ้อมกอดอันแนบแน่น สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่ร่วงหล่นอยู่ข้างหมอนของหลินเฟย มันเป็นจดหมายลับจากสำนักหมอหลวงที่ระบุผลการตรวจร่างกายอย่างละเอียด พร้อมกับบันทึกตารางเวลาที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง
หย่งเจิ้นชะงักกึก ลมหายใจสะดุดกะทันหัน เม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากของมหาราชาผู้เกรียงไกรไม่ใช่เพราะความเร่าร้อนบนเตียงอีกต่อไป แต่เป็นเพราะตัวอักษรบรรทัดสุดท้ายที่ปรากฏเด่นชัดอยู่บนแผ่นกระดาษนั้น—
*บันทึกอายุครรภ์: สี่เดือน... ช่วงเวลาที่พระนางถูกคุมขังในตำหนักเย็น และเป็นช่วงเวลาที่... หย่งเจิ้นไม่เคยแม้แต่จะย่างกรายเข้าไปหาแม้แต่ก้าวเดียว!*
ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านผลงานของมิคายามวิกาลนะคะ
จักรพรรดินีผู้ถูกสาปกับอดีตสวามีที่ไร้ค่า•ตอนที่ 8
น้ำตาของจักรพรรดิ
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดินีผู้ถูกสาปกับอดีตสวามีที่ไร้ค่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!