กลิ่นอายกำยานจันทน์หอมกรุ่นระคนกลิ่นชาผู่เอ่อร์เก่าแก่ลอยอวลอยู่เบื้องพระพักตร์และเบื้องหน้าเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในท้องพระโรงกว้าง ทว่ากลับมิอาจกลบเกลื่อนความเยียบเย็นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของบุรุษผู้ประทับอยู่ ณ เบื้องบนได้เลย ฉู่เซียวเหวิน—เฟยหรงอ๋องผู้กุมอำนาจทหารครึ่งแผ่นดิน ประทับนิ่งสนิทอยู่บนเก้าอี้มังกรจำหลัก สรรพangยพดุจพยัคฆ์หนุ่มหลับตาพักผ่อน รอคอยเวลาขย้ำเหยื่อ สายตาคมกริบดั่งใบมีดน้ำพี้กวาดมองผ่านม่านไหมโปร่งแสงไปยังร่างระหงของสตรีที่ยืนตระหง่านอยู่กลางท้องพระโรง
หลี่มู่เหยาในยอาภรณ์ปักลายหงส์บินวารีสีจันทร์ทอประกายระยิบระยับตามจังหวะก้าวเดิน นางไม่ได้ก้มหน้าหลบสายตาผู้ใด เส้นผมสีดำสนิทถูกเกล้าขึ้นเป็นมวยทรงสูงประดับด้วยปิ่นหยกขาวสลักลายดอกเหมยหนาวเหน็บ ท่าทีของนางสงบนิ่งราวกับผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึง แม้รอบกายจะรายล้อมไปด้วยสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมาด้วยความเคลือบแคลงและสมเพช
"ฮูหยินหลี่... เจ้ากล้ากล่าวหาอนุของตนเองต่อหน้าเบื้องพระพักตร์เช่นนี้ เกรงว่าจะลืมเลือนกฎเกณฑ์ของสตรีตระกูลสูงไปเสียแล้วกระมั้ง"
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจของขุนนางอาวุโสผู้หนึ่งดังขึ้น ทำลายความเงียบงันอันน่าอึดอัด ฉู่จื่อจวิน รัชทายาทผู้ซ่อนรอยยิ้มเยาะหยันไว้ภายใต้ใบหน้าเปี่ยมเมตตาแสร้งทำเป็นถอนหายใจยาวนาน เพื่อส่งสัญญาณให้หมากในมือเคลื่อนไหว
หลี่มู่เหยามุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่งดงามทว่ากลับเย็นยะเยือกถึงกระดูกดำ นางหันไปสบตากับอนุสาวรีย์แห่งความเสแสร้งอย่าง "เหมยซูฮวา" ที่กำลังบีบน้ำตาซบลงกับพื้น สะอื้นไห้ตัวโยนราวกับถูกรังแกจนไร้ที่ and
"กฎเกณฑ์ของสตรีตระกูลสูงหรือเจ้าคะ?" มู่เหยาเอ่ยทวนคำ น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่มันกลับกังวานใสเสียจนสะท้อนก้องไปทั่วท้องพระโรงกว้าง "หรือท่านเสนาบดีเฒ่าคิดว่ากฎเกณฑ์เหล่านั้น มีไว้เพื่อให้สตรีผู้บริสุทธิ์ก้มหน้ารับความผิดที่ตนไม่ได้ก่อ เพื่อปกปิดความชั่วช้าสามานย์ของสุนัขรับใช้บางตัวกันแน่"
"บังอาจ!" เสนาบดีผู้เดิมตบโต๊ะลุกขึ้นชี้หน้า "เจ้าเป็นเพียงฮูหยินถูกทอดทิ้ง ไยกล้าสามหาวในท้องพระโรง!"
"ข้าจะบังอาจหรือไม่ ให้ท่านอ๋องผู้ทรงปรีชาเป็นผู้ตัดสินเถอะค่ะ" มู่เหยาหาได้สะท้านสะเทือน นางสะบัดแขนเสื้อกว้าง หมุนตัวหันไปประสานมือคำนับร่างสูงใหญ่ที่ประทับอยู่เบื้องบน ฉู่เซียวเหวินยังคงนิ่งเงียบ ดวงตาคมปลาบดูลึกล้ำราวมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมอำมหิตผู้นี้กำลังคิดสิ่งใดอยู่
"ท่านอ๋องโปรดทอดพระเนตร" มู่เหยาผายมือออก เผยให้เห็นสาวใช้คนสนิทที่ก้าวออกมาพร้อมกับหีบไม้จันทน์หอมใบเล็ก นางเปิดฝาออกอย่างระมัดระวัง กลิ่นฉุนแปลกประหลาดโชยออกมาแตะจมูกผู้คนรอบด้าน "นี่คือถุงเครื่องหอมและเศษสมุนไพรที่ถูกพบในเรือนพักของข้าเมื่อคืนก่อน และนี่คือทะเบียนซื้อขายยาจากร้านขายยาเหมียนฮวาในย่านตลาดะวันตก... สิ่งเหล่านี้ถูกยัดเยียดเข้ามาโดยฝีมือของใครบางคน เพื่อใส่ร้ายว่าข้าเป็นผู้ลอบวางยาพิษอนุเหมย เพื่อทำลายชื่อเสียงของตระกูลเฟย"
เหมยซูฮวาหน้าถอดสี ร่างที่กำลังสะอื้นไห้สะดุ้งเฮือก ดวงตาคู่หวานที่เคยฉาบด้วยหยาดน้ำตาบัดนี้เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก นางรีบเงยหน้าขึ้นเถียงทันควันด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ฮ... ฮูหยิน ท่านกล่าวหาข้าเกินไปแล้วเจ้าค่ะ! ข้าเป็นเพียงอนุผู้น้อย จะกล้าอาจหาญวางแผนการใหญ่เช่นนี้ได้อย่างไร ท่านเกลียดชังข้า เหตุใดจึงต้องใส่ร้ายป้ายสีกันถึงเพียงนี้ด้วย!"
"เกลียดชังเจ้า?" มู่เหยาหัวسแผ่วเบาในลำคอ เสียงหัวingที่ไพเราะดั่งเสียงกระดิ่งเงิน แต่กลับทำให้ผู้ฟังรู้สึกหนสันหลังวาบ นางก้าวเข้าไปใกล้เหมยซูฮวาช้าๆ ทีละก้าว ทีละก้าว ราวกับพญาหงส์ที่กำลังย่างสามขุมเข้าหาเหยื่อ "ซูฮวาเอ๋ยซูฮวา... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าแผนการเปลี่ยนใบสั่งยาและลอบนำยาขับเลือดมาซ่อนไว้ใต้เตียงนอนของข้า จะแนบเนียนไร้ร่องรอย? เจ้าลืมไปแล้วหรือว่า ก่อนที่ข้าจะแต่งเข้ามาในจวนอ๋อง ข้าเคยศึกษาตำรายาโบราณและสมุนไพรหายากจากสำนักแพทย์หลวงมาก่อน กลิ่นอายจางๆ ของ 'หญ้าจันทร์เพ็ญ' ที่ติดอยู่บนปลายนิ้วของเจ้าเมื่อครู่... มันบ่งบอกชัดเจนยิ่งกว่าคำแก้ตัวใดๆ บนโลกใบนี้เสียอีก"
สีหน้าของเหมยซูฮวาซีดเผือดลงจนแทบไร้สีเลือด ริมฝีปากสั่นระริกจนพูดไม่ออก นางหันไปขอความช่วยเหลือจากฉู่จื่อจวินที่นั่งอยู่ด้านข้าง ทว่าองค์รัชทายาทกลับเบือนหน้าหนีช้าๆ อย่างไร้เยื่อใย หมากที่เดินพลาดและไร้ประโยชน์แล้ว ย่อมไม่หลงเหลือคุณค่าใดให้เก็บรักษา
"ซูฮวา เจ้ายังมีสิ่งใดจะแก้ตัวอีกหรือไม่" เสียงทุ้มต่ำของฉู่เซียวเหวินดังขึ้นเป็นครั้งแรก น้ำเสียงนั้นว่างเปล่า เย็นชา ไร้ซึ่งความปรานีใดๆ ดุจเสียงพิพากษาจากยมทูต
"ท่านอ๋อง! หม่อมฉันถูกใส่ร้ายเพคะ! องค์รัชทายาท... ช่วยหม่อมฉันด้วยเพคะองค์รัชทายาท!" เหมยซูฮวารีบคลานเข้าไปโอบกอดชายฉลองพระองค์ของฉู่จื่อจวินอย่างสิ้นหวัง
ฉู่จื่อจวินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรังเกียจ เขาตวัดขาเตะร่างของนางออกห่างอย่างไร้ความปรานี ก่อนจะลุกขึ้นประสานมือคำนับฉู่เซียวเหวินด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ ที่ปั้นแต่งขึ้น
"เฟยหรงอ๋อง... ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันภายในจวนของท่านเอง กระหม่อมเห็นว่าควรให้ฮายจัดการกันเองตามกฎเรือนหลังเถอะพะยะค่ะ ไม่ควรให้เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ต้องรบกวนเบื้องพระพักตร์เลย"
"เรื่องเล็กน้อยงั้นหรือ?" หลี่มู่เหวายิ้มเยาะ นางหันกลับมาเผชิญหน้ากับองค์รัชทายาทโดยตรง ดวงตาสุกสกาวทอประกายความฉลาดเฉลียวและท้าทายอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจใด "การใส่ร้ายภรรยาเอกของแม่ทัพผู้ปกป้องแผ่นดิน เพื่อหวังสร้างความร้าวฉานและเบี่ยงเบนอำนาจภายในจวนอ๋อง... สำหรับองค์รัชทายาทแล้ว เรื่องเช่นนี้ถือเป็นเรื่องเล็กน้อยกระนั้นหรือเพคะ?"
บรรยากาศในท้องพระโรงพลันตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ ขุนนางนับร้อยต่างกลั้นหายใจ ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงขยับตัว ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่บุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในที่นี้—ฉู่เซียวเหวิน
เฟยหรงอ๋องค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้ชุดคลุมมังกรสีเข้มแผ่รังสีคุกคามน่าสะพรึงกลัวจนอากาศรอบตัวคล้ายจะแข็งตัว เขาไม่ได้มองเหมยซูฮวา หรือแม้แต่ฉู่จื่อจวิน สายตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องอยู่ที่หลี่มู่เหยาเพียงผู้เดียว เนิ่นนาน... ก่อนที่มุมปากหยักลึกจะได้รูปจะยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มที่แทบมองไม่เห็น แต่กลับทรงพลังและอันตรายยิ่งกว่าสิ่งใด
"ฮูหยินกล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก"
ฉู่เซียวเหวินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานก้อง สะท้อนไปทั่วทุกมุมของท้องพระโรง ก่อนที่เขาจะโบกพระहัตถ์เพียงครั้งเดียว องครักษ์เงาในชุดดำสนิทนับสิบนายก็พุ่งพรวดเข้ามาล้อมรอบท้องพระโรงไว้ในพริบตา ดาบคมกริบถูกชักออกจากฝักเปล่งประกายวาววับรับกับแสงคบเพลิง
"ใครก็ตามที่บังอาจเข้ามาสร้างความวุ่นวายในจวนของข้า หรือคิดใช้เล่ห์กลสกปรกชักใยอยู่เบื้องหลัง..." ฉู่เซียวเหวินก้าวพระบาทลงจากแท่นประทับทีละก้าว เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินดังกังวานราวกับเสียงกลองศึกที่กำลังเร่งจังหวะ "ผู้นั้น... สมควรต้องชดใช้ด้วยชีวิต"
สิ้นคำพูด ทหารองครักษ์ก็พุ่งเข้าตรึงร่างของเหมยซูฮวาและขุนนางผู้สมรู้ร่วมคิดบางส่วนไว้ทันที เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมไปทั่ว ทว่าฉู่เซียวเหวินกลับมิได้ใส่ใจแม้แต่น้อย สายตาคมดุจเหยี่ยวคู่นั้นหยุดลงตรงหน้าหลี่มู่เหยาพอดี ระยะห่างระหว่างเขากับนางเหลือเพียงคืบเดียว จนได้กลิ่นจันทน์หอมจางๆ จากกายแกร่ง
มู่เหยาชะงักไปเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา หัวใจที่เคยแข็งกระด้างและเย็นชาดั่งน้ำแข็งมาตลอดชาติภพนี้ กลับเต้นรัวผิดจังหวะขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด ภายใต้แววตาดุร้ายเยือกเย็นของบุรุษผู้นี้... กลับมีประกายความคลั่งรักและคำประกาศิตบางอย่างซ่อนอยู่ ที่ทำให้นางรู้ทันทีว่า... หมากกระดานนี้ นางไม่ได้เดินอยู่เพียงลำพังอีกต่อไปแล้ว
ทว่า ท่ามกลางความตึงเครียดที่กำลังถึงขีดสุด ขันธ์ทีหลวงคนสนิทก็วิ่งหน้าตาตื่นถือราชโองการสีทองอร่ามพุ่งเข้ามาในท้องพระโรงด้วยเนื้อตัวสั่นเทา
"พะ... พระราชโองการด่วนจากฮ่องเต้! เฟยหรงอ๋องโปรดรับราชโองการ!"
ฉู่เซียวเหวินขมวดคิ้วเข้มชั่วพริบตา เขายื่นมือออกไปรับม้วนพระราชโองการสีทองมาคลี่ออกอ่านด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าเพียงกวาดสายตาผ่านตัวอักษรไม่กี่บรรทัด ดวงตาคมปลาบคู่นั้นก็หรี่แคบลง รังสีอำมหิตพวยพุ่งทะลักออกมาจากร่างจนขุนนางรอบข้างทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัว
มู่เหยาเหล่มองไปที่ขอบม้วนกระดาษสีทองนั้น หัวใจกระตุกวูบเมื่อเห็นตราประทับเลือดของสำนักพระราชวัง—และชื่อที่ปรากฏอยู่บนบรรทัดสุดท้ายของราชโองการฉบับนั้น... คือชื่อของนางเอง
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลามาสู่วงเวียนแห่งการแก้แค้นนี้นะคะ
หย่าให้จบเถิดท่านอ๋อง ข้าจะครองเมืองให้ดู•ตอนที่ 3
หน้ากากที่แตกสลาย
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าให้จบเถิดท่านอ๋อง ข้าจะครองเมืองให้ดู นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!