กลิ่นอายกำยานจันทน์หอมราคาแพงลอยวนอยู่ทั่วตำหนักบูรพา ทว่ากลับมิอาจกลบกลิ่นคาวสนิมเหล็กจางๆ ที่ลอยคลุ้งมาจากลานหินเบื้องล่างได้ หลี่มู่เหยายืนนิ่งสงบ อาภรณ์ปักลายหงส์สีชาดทับด้วยผ้าแพรโปร่งบางสีนวลขับให้ร่างระหงดูสง่างามดั่งภาพวาดพู่กันจีนโบราณ บนข้อมือขาวผ่องปราศจากเครื่องประดับใดๆ มีเพียงรอยแดงจางจากการถูกพันธนาการครู่ใหญ่ แต่นัยน์ตาหงส์คู่นั้นกลับทอประกายเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี มิได้สะทกสะท้านต่อสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมาอย่างรอคอยการลงทัณฑ์
"หลี่มู่เหยา... เจ้ากล้าอาจหาญถึงขั้นวางยาพิษคนสนิทของพระชายารองในจวนอ๋องเชียวหรือ? ทหาร! ควบคุมตัวนางฐานกระทำความผิดมหันต์ นำตัวไปรับโทษทัณฑ์ที่คุกหลวงเดี๋ยวนี้!"
เสียงคำรามก้องด้วยความโกรธเกรี้ยวของฉู่เซียวเหวินยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ร่างสูงใหญ่ในชุดฉลองพระองค์สีดำสนิทปักลายมังกรทองห้ากรงเล็บยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แววตาของเขาคมกริบดุจใบมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนนางให้แหลกคามือ ทว่า ในชาติก่อน... นางคงคุกเข่าร่ำไห้ วอนขอความเมตตาจากบุรุษผู้ไร้หัวใจผู้นี้จนหมดสิ้นศักดิ์ศรี แต่นี่คือชาติภพใหม่ หลี่มู่เหยาผู้เป็นอดีตศัลยแพทย์มือหนึ่งผู้ผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วน เหตุไฉนจะต้องก้มหัวให้สุนัขบ้าที่ถูกปั่นหัวด้วยเล่ห์กลตื้นเขินของอนุภรรยาด้วยเล่า?
มุมปากอิ่มสลักเสลาแย้มขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา งดงามทว่าเย็นเยียบเสียจนฉู่เซียวเหวินที่กำลังจะสะบัดหน้าหนีต้องชะงักกุนซือหนุ่มผู้ยืนอยู่เบื้องหลังถึงกับขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ ฮูหยินเอกผู้เคยอ่อนแอและหวาดกลัวผู้ชายคนนี้จนตัวสั่น เหตุใดวันนี้จึงยืนหยัดสง่างามราวกับพญาหงส์ที่กำลังกางปีกท้าทายพายุ
"โทษทัณฑ์จากคุกหลวง... เป็นพระราชประสงค์ของฝ่าบาท หรือเป็นพระบัญชาจากความโง่เขลาที่ถูกบังตาด้วยมารยาหญิงของท่านอ๋องกันแน่เพคะ?"
สุ้มเสียงหวานใสแต่กังวานก้องกังวานบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจของผู้ฟัง ทั่วทั้งตำหนักพลันตกอยู่ในความเงียบงันสนิท แม้แต่เสียงลมหายใจก็แทบไม่มีใครกล้าส่งเสียงออกมา บรรดาขันทีและนางกำนัลต่างพากันก้มหน้าชิดพื้นด้วยความหวาดกลัว มีใครบ้างในแคว้นต้าฉู่ที่กล้าต่อปากต่อคำกับ "เฟยหรงอ๋อง" ผู้กุมอำนาจกองทัพทัพพยัคฆ์ทมิฬ ผู้ซึ่งเคยเหยียบย่ำศัตรูจนราบคาบมาแล้วนับแสนศพ
ฉู่เซียวเหวินหรี่ตาลงอันตราย ร่างสูงก้าวเข้าไปประชิดนางทีละก้าว กลิ่นอายกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนผู้คนรอบข้างต้องถอยร่น มือหนาเอื้อมไปบีบคางมนของนางไว้แน่นด้วยแรงอารมณ์ ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการจับกระบี่กดลงบนผิวเนียนจนขึ้นรอยแดง ทว่าดวงตาคู่สวยของหลี่มู่เหยาไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย นางเพียงแต่เงยหน้าสบตาเขาตรงๆ แววตานั้นลึกซึ้ง ดุดัน และอ่านไม่ออก จนฉู่เซียวเหวินรู้สึกราวกับว่าหัวใจของตนเองกระตุกวูบไปชั่วขณะ
"บัง1อาจนัก! เจ้ากล้าท้าทายอำนาจของเปิ่นหวังหรือมู่เหยา? หรือคิดว่ามีตระกูลหลี่หนุนหลังอยู่แล้วจะทำอะไรตามอำเภอใจก็ได้?" เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันด้วยความเกรี้ยวกราด
"ตระกูลหลี่หรือเพคะ..." หลี่มู่เหยาหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและรอยร้าวในอดีตชาติ "ตระกูลหลี่ที่ท่านอ๋องทรงระแวงนักหนา บัดนี้มิใช่ถูกบีบคั้นจนแทบไม่เหลือซากแล้วหรอกหรือ? ส่วนหม่อมฉัน... เป็นเพียงฮูหยินผู้ถูกทอดทิ้งในเรือนหลัง ไฉนเลยจะมีปัญญาไปวางยาพิษสตรีผู้เป็นดวงใจของท่านอ๋องได้ หากท่านอ๋องใช้สมองไตร่ตรองสักนิด ไม่ใช่ใช้แต่อารมณ์และความลุ่มหลง ท่านคงมองเห็นว่า 'หลักฐาน' ชิ้นนั้น มันช่างน่าขันสิ้นดี"
นางปรายตาไปยังถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวที่บรรจุยาพิษตกอยู่บนพื้น ซึ่งถูกนำมากล่าวหาว่าเป็นหลักฐานมัดตัว นางค่อยๆ แกะมือหนาออกจากการกุมขังอย่างนิ่มนวลแต่มั่นคง ท่าทีที่สง่างามและไร้ความเกรงกลัวนี้ทำให้ฉู่เซียวเหวินถึงกับนิ่งง้ำไปชั่วขณะ ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างก่อตัวขึ้นในอกของแม่ทัพผู้เยือกเย็น
ตลอดเวลาสามปีที่ผ่านมา ภรรยาเอกผู้นี้เอาแต่หลบซ่อน ร้องไห้คร่ำครวญ และเรียกร้องความสนใจจากเขาด้วยวิธีน่าสมเพช แต่วันนี้... นางกลับมีประกายตาที่เฉียบคมราวกับยอดกุนซือ ท่าทางที่สง่างามเย่อหยิ่งราวกับนางพญา และกล้าต่อรองกับเขาต่อหน้าธารกำนัลโดยไม่ก้มหัวให้แม้แต่นصفนิ้ว
"เจ้าเปลี่ยนไป..." ฉู่เซียวเหวินเอ่ยเสียงพร่า ประโยคนี้ไม่ได้พูดเพื่อกล่าวหา แต่เป็นความรู้สึกตกตะลึงที่วิ่งพล่านอยู่ในอก เขาจ้องมองใบหน้างดงามที่สะท้อนอยู่ในนัยน์ตาของตนเอง นางในยามนี้ช่างน่าหลงใหลและอันตรายในเวลาเดียวกัน
"คนเราย่อมต้องเปลี่ยนไปเมื่อได้ลิ้มรสชาติของความตายเพคะ ท่านอ๋องผู้ปรีชาสามารถ..." หลี่มู่เหยาโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูเขา แผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของปีศาจจากขุมนรก "ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะเพคะ สิ่งที่ท่านคิดว่าจริง อาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายท่าน... และวันนั้น หากท่านคลานมาขอความช่วยเหลือจากหม่อมฉัน อย่าหวังว่าข้าจะชายตานظرแม้แต่ปลายหาง!"
พูดจบนางก็สะบัดกายเดินผ่านร่างสูงของเขาไปอย่างไม่ลังเล ทิ้งให้ฉู่เซียวเหวินยืนนิ่งงันอยู่กลางตำหนัก ความหน and หนาวเหน็บแปลกประหลาดแล่นริ้วขึ้นมาจากฝ่าเท้าเข้าสู่หัวใจ
ในขณะที่บุรุษผู้ทรงอำนาจกำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความสับสน ประตูตำหนักชั้นในก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยขันทีหลวงสีหน้าตื่นตระหนก วิ่งเข้ามาคุกเข่าลงแทบเท้าของฉู่เซียวเหวินพร้อมกับม้วนพระราชโองการสีทองอร่ามในมือที่สั่นเทา
"ท... ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ฝ่าบาททรงมีพระราชโองการด่วน... สั่งปลดพระชายารองหลิงซี และ... และมีรับสั่งให้ท่านอ๋องนำตัวฮูหยินหลี่มู่เหยาเข้าเฝ้าเป็นการด่วนในคืนนี้พ่ะย่ะค่ะ!"
ฉู่เซียวเหวินเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด ขณะที่หลี่มู่เหยาซึ่งกำลังก้าวเท้าพ้นธรณีประตูหยุดชะงักลง มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นช้าๆ ท่ามกลางแสงจันทร์สาดส่องที่ส่องกระทบใบหน้าอันงดงามล่มเมือง... *หมากกระดานนี้ เพิ่งจะเริ่มเดินตาราศีแรกเท่านั้น*
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจมาให้กันเสมอนะคะ
หย่าให้จบเถิดท่านอ๋อง ข้าจะครองเมืองให้ดู•ตอนที่ 5
ท่านอ๋องผู้เยือกเย็น
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าให้จบเถิดท่านอ๋อง ข้าจะครองเมืองให้ดู นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!