กลิ่นอายกำยานบุษบกผสมมัสก์ราคาแพงอบอวลคละคลุ้งจนน่าเวียนหัวภายในตำหนักเฟย Fēi (1) ของพระสนมเอกเต๋อเฟย
เบื้องหน้าคือฉากกั้นผ้าโปร่งปักลายหงส์ทองคู่โบยบินเหนือเมฆา ทว่าบรรยากาศกลับเย็นเยียบดุจลานประหาร
"เจ้ากล้าดียังไงถึงก้าวเข้ามาเหยียบตำหนักของเปิ่นกงโดยไม่ได้รับเชิญ หลี่มู่เหยา... หรือคิดว่ามีเสด็จพี่ฉู่เซียวเหวินคอยหนุนหลังอยู่ เจ้าจึงคิดว่าตัวเองเป็นใหญ่ในวังหลวงแห่งนี้ได้แล้ว?"
น้ำเสียงหวานหยดย้อยที่แฝงไว้ด้วยพิษสงบาดลึกดังขึ้นจากสตรีผู้ครองอำนาจสูงสุดแห่งวังหลัง
พระสนมเอกเต๋อเฟยในชุดคลุมผ้าไหมซาตินปักดิ้นทองลายพญานาคห้าเล็บย่างกรายออกมาอย่างช้าๆ
ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและศักดิ์ศรีของสตรีผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ
บนศีรษะประดับด้วยปิ่นหยกมันแพะสลักรูปดอกโบตั๋นล้อมเพชรเม็ดงาม
ทว่าดวงตาเรียวรีคู่นั้นกลับมองตรงมายังผู้มาเยือนด้วยประกายตาดุจงูพิษที่เตรียมฉกกัด
หลี่มู่เหยา ในชุดฮั่น복 (2) สีครามเข้มปักลายกิ่งเหมยสีเงินตัดกับผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบ
นางไม่ได้ก้มหน้าหลบสายตาคุกคามนั้นแม้แต่น้อย
ริมฝีปากบางเฉียบแย้มยิ้มบางเบาอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า
ดวงตากลมโตคู่คมกริบกวาดมองเครื่องเรือนหรูหราภายในตำหนักราพناยหนึ่ง
ก่อนจะประสานสายตากับสนมเอกตรงๆ อย่างไม่เกรงกลัว
"หม่อมฉันมิกล้าอาจหาญถึงเพียงนั้นเพคะ พระสนมเอก"
มู่เหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่ากังวานใสและเยือกเย็น
"เพียงแต่... เรื่องบางเรื่อง หากปล่อยให้เนิ่นนานไป เกรงว่าความจริงอาจเน่าเฟะเสียก่อนที่หม่อมฉันจะได้นำมาทูลถวายฝ่าบาทนะ/คะ"
คำว่า 'ความจริง' ทำให้มุมปากของพระสนมเอกกระตุกวูบ
เต๋อเฟยหรี่ตาลงเล็กน้อย พัดหยกในมือถูกหุบเข้าหากันเสียงดัง 'เพี๊ยะ'
สตรีเบื้องหน้าผู้นี้ช่างบังอาจนัก...
จากฮูหยินตกอับที่นางเคยเหยียบย่ำตามอำเภอใจ เหตุใดบัดนี้จึงกลายเป็นหมากตัวสำคัญที่แม้แต่องค์รัชทายาทผู้เป็นพี่ชายยังต้องทรงปวดเศียรเวียนเกล้า!
"ปากกล้าดีนี่... คิดว่าถือหางเสด็จพี่ของเปิ่นกงแล้วจะไม่มีใครกล้าแตะต้องเจ้ากระนั้นหรือ?"
เต๋อเฟยแค่นหัวเราะในลำคอ ก้าวเข้าไปใกล้จนกลิ่นกำยานฉุนเฉยเข้าจมูก
"จำไว้ หลี่มู่เหยา... ในวังหลังแห่งนี้ กฎของเปิ่นกงคือฟ้าดิน
ต่อให้เจ้าฉลาดล้ำเลิศมาจากไหน หรือต่อให้เสด็จพี่เฟยหรงอ๋องจะทรงคลั่งรักเจ้าปานใด
แต่ถ้าเปิ่นกงต้องการให้เจ้าหายไปอย่างไร้ร่องรอย เจ้าคิดว่า... จะมีใครกล้าขุดศพขึ้นมาถามหาความยุติธรรมจากข้าหรือ?"
บรรยากาศรอบกายพลันกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
นางกำนัลและขันทีที่ยืนอยู่รอบตำหนักต่างหมอบราบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว
ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ทว่า หลี่มู่เหยา กลับหัวسราวลออกมาเบาๆ ราวกับได้ยินเรื่องน่าขันที่สุดในรอบปี
"พระสนมตรัสได้ถูกต้องแล้วเพคะ... กฎในวังหลังช่างน่ากลัวยิ่งนัก"
มู่เหยาขยับตัวเข้าใกล้สตรีผู้มีอำนาจขึ้นอีกก้าวหนึ่ง
ดวงตาคู่คมจ้องลึกลงไปในนัยน์ตาของอีกฝ่ายอย่างท้าทาย
"แต่พระสนมทรงลืมคิดไปอย่างหนึ่งกระมัง... ว่าหมากบนกระดานนี้ หาได้มีแค่ฝ่าบาท พระสนม และองค์รัชทายาทเท่านั้น
หากแต่ยังมี 'กองทัพพิทักษ์ชายแดน' ของเฟยหรงอ๋อง ที่ประทับอยู่หน้าประตูเมืองหลวงพร้อมทหารเจ็ดหมื่นนาย...
พระสนมคิดว่า... หากหม่อมฉันไม่ได้เดินกลับออกไปจากตำหนักนี้ภายในหนึ่งชั่วยาม
ศีรษะบนบ่าของใครจะหลุดออกจากตัวก่อนกันเพคะ?"
คำขู่ที่แฝงด้วยคมมีดบาดลึก ทำเอาสีหน้าของเต๋อเฟยเปลี่ยนสีทันที
ความมั่นใจและรอยยิ้มหยันเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น
นางรู้ดีว่าฉู่เซียวเหวิน—สวามีผู้โหดเหี้ยมและเยือกเย็นดุจภูเขาน้ำแข็งของมู่เหยา—
เป็นบุรุษประเภทที่ยอมทำลายทั้งแผ่นดินได้หากสตรีในดวงใจของเขาหลั่งแม้แต่หยดเดียว
ข่าวลือเรื่องที่เขาเคยสังหารขุนนางกลางท้องพระโรงเพียงเพราะบังaרพูดจาไม่เข้าหูฮูหยินของตน ยังคงเป็นฝันร้ายของทุกคนในราชสำนัก
"เจ้า... เจ้ากล้าเอาชีวิตคนทั้งเมืองมาขู่เปิ่นกงหรือ!" เต๋อเฟยกัดฟันกรวด มือที่ถือพัดหยกสั่นเทาด้วยความโกรธแค้น
"หม่อมฉันมิกล้าเอาชีวิตผู้ใดมาล้อเล่นเพคะ... แต่หม่อมฉันมารubสั่งสอน 'กฎ' บางอย่างที่พระสนมอาจจะหลงลืมไปต่างหาก"
มู่เหยายกมือขึ้นจัดปิ่นปักผมของตนเองอย่างใจเย็น
ก่อนจะกวาดสายตาไปยังโต๊ะน้ำชาไม้จันทน์หอมที่ตั้งอยู่มุมห้อง
ซึ่งมีถ้วยชาเคลือบสีฟ้าครามลวดลายประณีตวางอยู่สองถ้วย
ไอร้อนที่ลอยกรุ่นออกมานั้นส่งกลิ่นหอมหวานแปลกประหลาด—กลิ่นของ 'ดอกอู๋โยว' ที่ผสมพิษสลายเส้นเอ็นอย่างแนบเนียน
"ดูท่าทาง... ชาถ้วยนั้นคงจะเตรียมไว้ต้อนรับแขกคนสำคัญสินะคะ"
มู่เหยาเอ่ยเสียงเบา ทว่าทุกถ้อยคำกลับคมกริบดุจปลายกระบี่ที่จ่ออยู่ตรงลำคอของเต๋อเฟย
"น่าเสียดายนัก... ที่หม่อมฉันไม่ใช่สตรีโง่เขลาคนเดิมที่ยอมดื่มยาพิษเพื่อแลกกับความรักจอมปลอมอีกต่อไปแล้ว"
เต๋อเฟยถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินจิตใจเมื่อตระหนักได้ว่า... แผนการที่นางวางไว้เพื่อกำจัดเสี้ยนหนามในวันนี้
กลับถูกอีกฝ่ายมองทะลุปรุโปร่งตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มเล่นด้วยซ้ำ!
ทันใดนั้นเอง... เสียงฝีเท้าหนักแน่นและทรงพลังก็ดังขึ้นจากเบื้องนอกตำหนัก
ตามมาด้วยเสียงประกาศก้องของขันทีหน้าตำหนักที่ทำให้เลือดในกายของทุกคนแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง
"เฟยหรงอ๋องเสด็จ—!"
ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมผ้าไหมสีดำปักลายมังกรเงินทะยานเข้ามาในตำหนักด้วยบรรยากาศที่น่าสะพรึงกลัวดุจพายุหมุน
ดวงเนตรคมกปราวเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างของหลี่มู่เหยา
ความเย็นชาและดุร้ายที่แผ่ออกมาจากตัวของฉู่เซียวเหวินทำให้เหล่าข้าราชบริพารทรุดฮวบลงกับพื้นทันทีด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
เขาก้าวเข้าไปหาร่างระหงของภรรยาอย่างรวดเร็ว
มือหนาเอื้อมมาโอบเอวบางไว้แนบกายด้วยความหวงแหนและร้อนรน
ก่อนจะปรายตามองพระสนมเอกเต๋อเฟยด้วยสายตาราวกับกำลังมองมดปลวกตัวหนึ่ง
"ชายาข้า... มาเยือนตำหนักของสนมเอกผู้ใดกัน ถึงได้มีกลิ่นอายอัปมงคลลอยฟุ้งเช่นนี้?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็น
ทำให้เต๋อเฟยถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงนั่งกับพื้นตำหนัก
มู่เหยาเงยหน้าขึ้นมองสวามีผู้มาใหม่ แววตาที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่กลับอ่อนแสงลงเล็กน้อย
นางกำลังจะอ้าปากเอ่ยบางอย่าง...
ทว่า ในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าอีกกลุ่มหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นจากด้านนอก
พร้อมกับราชยองการสีเหลืองทองอร่ามที่ถูกชูขึ้นสูง
"ราชש오งการด่วนจากฮ่องเต้...!"
ขันทีเฒ่าผู้ติดตามข้างพระวรกายของโอรสสวรรค์ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด
พร้อมกับยื่นราชโองการลับฉบับใหม่ที่เพิ่งถูกส่งตรงมาจากตำหนักมังกรทองยามวิกาล
ยื่นส่งตรงมาเบื้องหน้าของเฟยหรงอ๋องและหลี่มู่เหยาโดยทันที...
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้ด้วยกันนะคะ — เงียบแต่ฟาดเรียบ
หย่าให้จบเถิดท่านอ๋อง ข้าจะครองเมืองให้ดู•ตอนที่ 14
แผนซ้อนแผนที่วังหลวง
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าให้จบเถิดท่านอ๋อง ข้าจะครองเมืองให้ดู นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!