"ตัวเลขเจ็ดหมื่นแปดพันตำลึงทองนี้... หากแบ่งไปจ่ายค่ายาและเบี้ยเลี้ยงพลทหารค่ายพยัคฆ์ทมิฬ ย่อมไม่เหลือพอสำหรับจัดซื้อเสบียงกรังตุนรับหน้าหนาว เกรงว่าท่านกุนซือคงต้องอธิบายให้ชัดเจนแล้วกระมังเจ้าคะ ว่าเหตุใดงบประมาณที่ควรจะหนาแน่นดุจกำแพงเมือง จึงรั่วไหลหายไปดั่งสายน้ำในฤดูแล้งเช่นนี้"
เสียงหวานใสที่เจือกระแสเยียบเย็นดั่งน้ำค้างยามเหมันต์ กล่าวขึ้นท่ามกลางความเงียบงัดของห้องบัญชาการค่ายทหาร หลี่มู่เหยา ในอาภรณ์ปักลายเบญจมาศสีครามเข้ม ท่วงท่าของนางสง่างามเย่อหยิ่งดั่งพญาหงส์ที่ก้าวเข้ามาเหยียบอาณาจักรของพยัคฆ์ร้าย ปลายเล็บเรียวยาวจดลงบนสมุดบัญชีเล่มหนาที่ถูกผลักกลับไปเบื้องหน้าขุนนางฝ่ายคลังประจำกองทัพด้วยแรงกดดันที่ทำเอาชายวัยกลางคนถึงกับเหงื่อกาฬแตกพลั่ก
ภายในห้องโถงกว้าง แสงตะเกียงน้ำมันหอมกฤษณาไหววูบตามแรงลม กลิ่นอายของอำนาจและคราบเลือดจากสนามรบยังคงลอยอบอวล แต่วันนี้... ใจกลางของอำนาจนั้นกลับถูกครอบงำด้วยสตรีผู้ซึ่งควรจะถูกทอดทิ้งไว้ในตำหนักร้าง
เฟยหรงอ๋อง ฉู่เซียวเหวิน ประทับนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงสลักลายหัวเสือ ธำรงไว้ซึ่งความเยือกเย็นดุร้าย สายพระเนตรคมกลาบกริบดั่งใบมีดที่ซ่อนในฝัก ทอดมองร่างระหงของฮูหยินในนามที่เวลานี้กำลังแปรเปลี่ยนเป็นผู้ถือด้ามมีดไล่ล่าความจริง ความเงียบงันที่แผ่ออกมาจากพระองค์มิใช่ความโกรธขึง ทว่ามันคือความพึงพอใจอย่างลึกซึ้งที่ยากจะหาผู้ใดล่วงรู้
"ฮูหยิน... บัญชีเล่มนั้น ข้าเป็นคนตรวจทานด้วยตนเองมาตลอดสามปี เจ้าเพิ่งเข้ามาแตะต้องได้เพียงสามวัน เหตุใดจึงมั่นใจนักว่ามีความผิดปกติ?" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยถาม รอยยิ้มหยันบางเบาปรากฏที่มุมพระ o ษฐ์รูปงาม
"สามวันหรือสามปีไม่สำคัญหรอกเพคะท่านอ๋อง..." มู่เหยาปรายหางตามองบุรุษผู้เป็นสามีในนาม รอยยิ้มเยาะหยันแตะแต่งบนเรียวปากสีชาด "สำคัญที่ว่า ตัวเลขสามพันตำลึงที่อ้างว่านำไปซ่อมแซมคอกม้าศึกนั้น... ม้าศึกหรือเจ้าค่ะที่กินหญ้าทองคำ เหตุใดราคาจึงสูงลิ่วจนน่าตกใจเช่นนี้ หรือเกรงว่าม้าในค่ายของท่านอ๋องจะดื่มแต่น้ำค้างยามเช้าที่กลั่นจากยอดเขาเทียนซาน"
คำพูดเชือดเฉือนแต่ไร้ซึ่งเสียงตบะแตกทำเอาเหล่าแม่ทัพนายกองที่ยืนรายล้อมต่างพากันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ไม่มีใครกล้าสบตานาง แม้แต่กุนซือเฒ่าผู้เรืองอำนาจยังต้องก้มหน้าหลบรัศมีแห่งความเฉียบคมนั้น นางไม่ได้มาเพื่อต่อรอง แต่นางมาเพื่อ "ล้างบาง" โครงสร้างการคลังที่เน่าเฟะซึ่งถูกกัดกินโดยสายสืบของฝ่ายรัชทายาทมาเนิ่นนาน
มู่เหยาไม่รอให้ผู้ใดแก้ตัว นางกวาดสายตามองรายชื่อผู้รับเบี้ยหวัดในหน้ากระดาษ ก่อนจะใช้นิ้วเรียวเคาะเบาๆ ลงบนชื่อหนึ่ง "ใต้เท้าหลี่... ท่านคงต้องอธิบายแล้วกระมังว่า เหตุใดทหารกองร้อยที่สามจึงมีรายชื่อพลทหารผีถึงสองร้อยนาย เบี้ยหวัดของพวกเขาตกอยู่ในกระเป๋าของใคร หรือว่าวิญญาณของทหารกล้าที่ตายในสนามรบยังคงกลับมารับข้าวสารจากคลังหลวงทุกเดือน"
ความกดดันในห้องโถงพุ่งสูงจนแทบหยุดหายใจ ใต้เท้าหลี่ทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้น ศีรษะโขกกระแทกพื้นศิลาจนเกิดเสียงดังทึบ "ท่านอ๋องโปรดเมตตา! กระหม่อมถูก... ถูกบีบ..."
"ลากตัวไป โบกสามสิบไม้ แล้วเค้นความจริงให้หมดสิ้น ผู้ใดอยู่เบื้องหลังการทุจริตนี้ ข้าต้องการรายชื่อทั้งหมดก่อนฟ้าสาง" สุ้มเสียงเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลกของฉู่เซียวเหวินเอ่ยขึ้นเพียงประโยคเดียว ทว่าเด็ดขาดดั่งประกาศิตสวรรค์ องครักษ์เงาพุ่งพรวดเข้ามาลากตัวขุนนางผู้ทุจริตออกไปอย่างไร้ความปรานี ทิ้งไว้เพียงคราบน้ำตาและกลิ่นอายความหวาดกลัวที่คละคลุ้ง
มู่เหยายังคงยืนนิ่ง สง่างามดั่งภาพวาดโบราณที่ไม่มีผู้ใดอาจเอื้อมแตะต้อง นางเก็บสมุดบัญชีเข้าอ้อมแขน ชายตามองบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในชายแดนเหนือด้วยแววตานิ่งสนิท "งานของหม่อมฉันในวันนี้เสร็จสิ้นแล้วเพคะท่านอ๋อง หวังว่าพรุ่งนี้เช้า งบประมาณทั้งหมดจะถูกโอนย้ายมาอยู่ภายใต้การควบคุมของหม่อมฉันแต่เพียงผู้เดียว ตามสัญญาที่เราตกลงกันไว้"
ฉู่เซียวเหวินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พระองค์ก้าวเข้ามาใกล้ร่างบางทีละก้าว กลิ่นอายบุรุษเพศอันตรายและกลิ่นอายสงครามเข้าโอบล้อมนางจนพื้นที่รอบตัวแคบลง พระองค์โน้มพระพักตร์ลงกระซิบชิดริมใบหูเล็ก น้ำเสียงทุ้มนุ่มทว่าเปี่ยมด้วยความหมายลึกซึ้ง "เจ้าช่างกล้าหาญนัก... มู่เหยา กล้าแม้กระทั่งถือสิทธิ์ขาดเหนือคลังแสงและเสบียงของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ เจ้าไม่กลัวหรือว่าวันหนึ่งหากข้าพลิกลิ้น เจ้าจะไม่มีแม้แต่แผ่นดินให้ซุกหัวนอน"
มู่เหยาเอียงคอเล็กน้อย ดวงตากลมโตฉายแววท้าทายไร้ความเกรงกลัว นางยื่นมือเรียวออกไปแตะปะทะกับแผ่นอกกว้างภายใต้อาภรณ์ปักลายมังกรอย่างอาจหาญ "หากท่านอ๋องกล้าพลิกลิ้น หม่อมฉันนี่แหละเพคะที่จะใช้เงินในคลังเหล่านี้... ซื้อหัวของท่านแล้วยกกองทัพไปเป็นปึกแผ่นให้แคว้นอื่นแทน"
คำประกาศกร้าวที่ไร้ความเกรงกลัวต่ออำนาจใดในใต้หล้าทำเอาฉู่เซียวเหวินถึงกับหลุดพระSaran 0 ษฐ์แย้มสรวลออกมาอย่างกว้างขวาง เป็นรอยแย้มสรวลที่เต็มไปด้วยความคลั่งไคล้และหลงใหลในตัวสตรีผู้นี้จนถอนตัวไม่ขึ้น พระองค์รวบเอวคอดกิ่วของนางเข้ามาแนบชิดในเสี้ยววินาที กลิ่นกายหอมกรุ่นของดอกเหมุนผสมผสานกับกลิ่นชาชั้นดีทำให้พระองค์แทบคลั่ง
ทว่า... ก่อนที่มู่เหยาจะทันได้สะบัดตัวหลุดพ้นจากอ้อมกอดอันแข็งแกร่ง เสียงฝีเท้าเร่งรีบของมหาเล็กคนสนิทก็ดังขึ้นหน้าห้องบัญชาการ พร้อมกับเสียงหอบหายใจด้วยความตื่นตระหนก
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! ด่วน... ด่วนที่สุด! มีม้าเร็วจากเมืองหลวงนำราชโองการลับสลักตราหยกทองคำมาส่ง พระราชโองการฉบับนี้... ระบุชื่อพระชายาหลี่มู่เหยาโดยตรงพ่ะย่ะค่ะ!"
มู่เหยาชะงัก ร่างระหงที่กำลังจะผลักไสสามีแข็งค้างไปในทันที นัยน์ตาคู่สวยหรี่ลงอย่างใช้ความคิด ส่วนฉู่เซียวเหวินหุบยิ้มฉับพลัน แววตาดุร้ายวาวโรจน์ขึ้นด้วยโทสะที่ถูกจุดประกายขึ้นมาใหม่ พระองค์ผละจากร่างบางช้าๆ ก่อนจะแบพระHate รับราชโองการสีทองอร่ามที่ถูกยื่นเข้ามาด้วยมืออันสั่นเทาของมหาเล็ก
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้ด้วยกันนะคะ — เงียบแต่ฟาดเรียบ
หย่าให้จบเถิดท่านอ๋อง ข้าจะครองเมืองให้ดู•ตอนที่ 13
สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าให้จบเถิดท่านอ๋อง ข้าจะครองเมืองให้ดู นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!