"คำว่า 'หวนคืน' ในปากของเจ้า... มีความหมายเช่นไรกันแน่ มู่เหยา"
น้ำเสียงของบุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพพยัคฆ์ประจิมมิได้ดังนัก ทว่ากลับหนักอึ้งราวกับหุนผาที่กดทับลงกลางอก กลิ่นอายคุกคามอันเยือกเย็นและดุร้ายแผ่ซ่านออกจากร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมผ้าไหมสีนิลปักดิ้นลายเมฆาคลุ้มคลั่ง ทรงประทับนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์แดงสลักลายหงส์เหิน เบื้องหน้าคือโต๊ะเขียนหนังสือที่เกลื่อนกลาดไปด้วยรายนามขุนนางและแผนที่แคว้น
หลี่มู่เหยาชะงักฝ่ามือที่กำลังคีบพู่กันจุ่มหมึกจันทน์ แววตาที่เคยนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึกไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาที นางไม่ได้หันกลับไปในทันที นางยังคงรักษากิริยาสำรวม ปล่อยให้ความเงียบงันอันน่าอึดอัดทำหน้าที่กรีดเฉือนบรรยากาศภายในห้องหนังสือลับนี้จนแทบขาดวิ่น
เสื้อคลุมตัวนอกปักลายดอกเหมยสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับกระโปรงผ้าไหมแพรต่วนสีม่วงเข้ม ขับเน้นทรวดทรงระหงและท่าทีสง่างามราวกับเทพเซียน นางวางพู่กันลงบนแท่นหินหยกอย่างเชื่องช้า ก่อนจะหมุนกายกลับมาเผชิญหน้ากับบุรุษผู้เป็นสามีในนาม—ผู้ซึ่งในยามนี้ ดวงเนตรคมกลาบปานเหยี่ยวคู่นั้นกำลังจ้องเขม็งมาที่นาง ราวกับต้องการทะลุทะลวงเข้าไปถึงวิญญาณเบื้องหลังม่านตาคู่นั้น
"หม่อมฉันไม่เข้าใจที่ท่านอ๋องตรัสค่ะ" นางทูลตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งรอยสั่นพร่า ดวงหน้าหวานล้ำแต่เย็นชาราวกับแกะสลักจากหยกขาวเชิดขึ้นเล็กน้อยตามธรรมเนสัย
"ไม่เข้าใจอย่างนั้นหรือ?" เฟยหรงอ๋อง—ฉู่เซียวเหวิน แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยอันตราย ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ร่างบางทีละก้าว ย่างก้าวของเขาเงียบเชียบดั่งพยัคฆ์ซุ่มล่าเหยื่อ แต่ละย่างก้าวบีบคั้นอากาศรอบตัวให้เบาบางลงจนแทบหายใจไม่ออก
เขายื่นมือหนาออกไป คว้าข้อมือเรียวของนางไว้ด้วยแรงที่พอเหมาะไม่ให้บอบช้ำ แต่หนักหน่วงพอที่จะไม่ยอมให้หลบหนี ดวงตาสีเข้มคมกริบกวาดมองแผ่นกระดาษยับยู่ยี่ที่นางเพิ่งซ่อนไว้ใต้กองตำรา—มันคือรายชื่อสายลับของรัชทายาทฉู่จื่อจวินในกองทัพพยัคฆ์ประจิม... รายชื่อที่ต่อให้เป็นยอดกุนซือผู้ปราดเปรื่องที่สุด ก็ไม่มีทางล่วงรู้ได้หากปราศจากการล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า!
"แผนการกวาดล้างตระกูลหลิวที่ท่าเรือเจียงหนาน... แผนการซ้อนกลที่ค่ายทหารรกร้างเมื่อเดือนก่อน... รวมไปถึงพิษหนอนกู่เจ็ดราตรีที่ฝังอยู่ในร่างขององค์รัชทายาท ซึ่งแม้แต่หมอหลวงมือหนึ่งยังไร้หนทางรักษา แต่เจ้า... สตรีที่เอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในเรือนหลัง กลับปรุงโอสถแก้พิษนั้นออกมาได้ตั้งแต่ก่อนที่พิษจะกำเริบเสียด้วยซ้ำ!"
ฉู่เซียวเหวินโน้มใบหน้าคมคายลงมาใกล้ ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความสงสัยระคนคลั่งไคล้ สลับกับความหวาดกลัวลึกล้ำที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิตการรบพุ่ง
"เจ้าเป็นใครกันแน่... มู่เหยา? หรือว่า... เจ้าไม่ใช่ 'หลี่มู่เหยา' คนเดิม"
กลิ่นอายบุรุษเข้มข้นเจือกลิ่นอายสงครามและจันทร์หอมลอยเข้าแตะนาสิก ทว่าหลี่มู่เหยาหาได้ถอยหนี นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แววตาคู่นั้นไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มีเพียงความเจ็บปวดร้าวลึกที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้เกราะกำบังอันหนาทึบ
นางแค่นยิ้มหยันให้กับโชคชะตา รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มแต่กลับเศร้าสร้อยจนน่าใจหาย
"ถ้าหม่อมฉันบอกว่า... หม่อมฉันคือผีร้ายที่คลานขึ้นมาจากขุมนรกเพื่อมาทวงหนี้เลือดเล่าเพคะ? ท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ จะทรงหวาดกลัวหม่อมฉันไหม?"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจฉู่เซียวเหวิน ร่างกายของแม่ทัพผู้เกรียงไกรชะงักงัน หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะมั่นคงกลับกระตุกวูบอย่างรุนแรง ภาพความทรงจำยามที่นางสิ้นลมในชาติภพก่อน—ภาพที่ร่างบางของนางนอนจมกองเลือดบนพื้นตำหนักเย็นที่หนาวเหน็บ ไร้ซึ่งลมหายใจ ไร้ซึ่งผู้เหลียวแล—ผุดวาบขึ้นมาในหัวของเขา ราวกับเสียงกระซิบจากความมืดที่ตามหลอกหลอน
แต่ทว่า... เขายังไม่ทันได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดเพื่อทำลายความเงียบงันอันบาดลึกนั้น
*ตึง!*
เสียงประตูกระดาษด้านนอกถูกถีบกระเด็นด้วยแรงมหาศาล พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบสายที่กรูเข้ามาล้อมรอบเรือนพักอย่างรวดเร็ว ปลายกระบี่นับสิบเล่มสะท้อนแสงจันทร์วาววับผ่านหน้าต่างกระดาษ กลิ่นอายสังหารพวยพุ่งเข้ามาแทนที่กลิ่นอายความรักและความหวาดระแวงในทันที
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงองครักษ์เงาแคว้นตะโกนรายงานด้วยความร้อนรนจนเสียงหลง หน้าตาตื่นตระหนก "กองกำลังทหารรักษาพระองค์ของรัชทายาท... นำโดยแม่ทัพหลี่ว์เหวิน นำกำลังล้อมจวนอ๋องไว้หมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ! อ้างว่าทรงพบหลักฐานว่าจวนอ๋องซ่อนตัวกบฏ และ... และมีพระราชโองการลับให้ควบคุมตัวฮูหยินไปสอบสวนทันที!"
ฉู่เซียวเหวินผละออกจากร่างของนาง ดวงตาดุร้ายวาวโรจน์ขึ้นด้วยจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัว รัศมีแห่งความเกรี้ยวกราดแผ่ขยายออกมาราวกับพายุคลั่งที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งให้เป็นจุล เขาหันกลับมามองสตรีตรงหน้า ทว่าหลี่มู่เหยามิได้มีทีท่าตกใจแม้แต่น้อย นางกลับยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเยือกเย็น ราวกับล่วงรู้อยู่แล้วว่าเหตุการณ์นี้จะต้องมาถึง
นางยื่นมือเรียวออกไป แตะลงบนปลายกระบี่ที่เหน็บอยู่ข้างเอวของเขาเบาๆ น้ำเสียงหวานใสเอ่ยกระซิบข้างหูเขาด้วยถ้อยคำที่ทำให้เลือดในกายของแม่ทัพหนุ่มเดือดพล่าน
"ดูเหมือนว่า... หมากตานี้ขององค์รัชทายาท จะเดินเร็วกว่าที่คาดไว้เพคะท่านอ๋อง..." นางช้อนตาขึ้นมองเขา ประกายตาคมกริบดั่งคมกระบี่ "แต่ในเมื่อพวกมันกล้าเดินเข้าสู่ค่ายกลที่หม่อมฉันวางไว้... คืนนี้ เรามาดูกกันว่า ระหว่างหัวขององค์รัชทายาท กับแผ่นดินแคว้นนี้... สิ่งใดจะร่วงหล่นลงสู่พื้นก่อนกัน!"
ฉู่เซียวเหวินแค่นยิ้มเหี้ยมเกรียม มือหนาคว้ากระบี่ประจำกายออกจากการฝัก เสียงโลหะเสียดสีกันดังกังวานบาดแก้วหู เขาตวัดแขนโอบเอวบางเข้าหาตัวแน่น ประทับจุมพิตหนักหน่วงลงบนหน้าผากเนียนมนอย่างถือสิทธิ์ ท่ามกลางเสียงฝีเท้าศัตรูที่กำลังบุกเข้ามาประชิดประตูห้อง
"ไม่ว่านรกหรือสวรรค์ หากเจ้าคิดจะล้างแค้น... เปิ่นหวางก็จะนำกองทัพนับแสนไปราบคาบมันให้สิ้นซาก!"
เขาตวัดสายตาดุดันมองไปที่บานประตูที่กำลังถูกกระแทกเปิดออก พร้อมกับเงาดำร่างหนึ่งที่ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มหยัน... ร่างของบุรุษผู้กุมความลับทั้งหมดไว้ในมือ และเป็นเหยื่อชิ้นโตที่พวกเขารอคอยมานานแสนนาน!
— ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเล่ห์กลอันเชือดเฉือนนี้ด้วยกันนะคะ — เงียบแต่ฟาดเรียบ
หย่าให้จบเถิดท่านอ๋อง ข้าจะครองเมืองให้ดู•ตอนที่ 23
เมื่อความลับถูกเปิดเผย
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าให้จบเถิดท่านอ๋อง ข้าจะครองเมืองให้ดู นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!