หย่าให้จบเถิดท่านอ๋อง ข้าจะครองเมืองให้ดู•ตอนที่ 20

หัวใจภายใต้ชุดเกราะ

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
กลิ่นอายจางๆ ของสนิมเหล็กและคราบเลือดเก่าที่ฝังแน่นอยู่ในเนื้อไม้ของตำหนักบูรพา ช่างอบอวลไปด้วยความอัปยศที่ถูกชำระล้างไม่หมดสิ้น หลี่มู่เหยาไม่เคยใส่ใจกับกลิ่นคาวโลกีย์เหล่านั้น นางเพียงแต่ตวัดพู่กันขนกระต่ายป่าลงบนแผ่นกระดาษเจวียนซานอย่างเชื่องช้า น้ำหมึกสีดำสนิทตัดกับกระดาษสีงาช้างดั่งคมกระบี่ที่กรีดผ่านหัวใจของราชสำนัก ทุกตัวอักษรที่นางจรดลงไปคือรายชื่อขุนนางกังฉินที่รับสินบนจากฉู่จื่อจวิน—รัชทายาทผู้ซ่อนคมเขี้ยวไว้ใต้รอยยิ้มจอมปลอม นางกำลังถักทอตาข่ายดักกวางตัวใหญ่ โดยมีบัลลังก์มังกรเป็นเดิมพัน "ท่านวางแผนจะให้พวกมันกัดกันเองในกองเพลิงที่ยังไม่ทันมอดดีเช่นนี้... ไม่ใจร้ายไปหน่อยหรือ, ฮูหยินของเปิ่นหวาง" เสียงทุ้มต่ำที่ลอยมาจากความมืดเบื้องหลังไร้ซึ่งซุ่มเสียงฝีเท้า ฉู่เซียวเหวินก้าวเข้ามาในห้องหนังสือส่วนตัวของนางอย่างเงียบเชเชียบ ร่างสูงใหญ่ในชุดฉลองพระองค์สีนิลปักลายมังกรห้ากรงเล็บด้วยด้ายทองคำทึบ ขับเน้นให้บรรยากาศรอบตัวเขากลายเป็นเขตแดนอันตรายที่ผู้ใดก็ไม่อาจล่วงเกิน ชายหนุ่มหยุดยืนอยู่เบื้องหลังนาง ระยะห่างเพียงคืบทำให้กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายสงครามจางๆ โอบล้อมร่างอรชรไว้ในอาณัติ หลี่มู่เหยาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง นางยังคงหมุนพู่กันในมืออย่างราบเรียบ "ความใจร้ายของหม่อมฉันเทียบไม่ได้กับสิ่งที่พระองค์ทรงเผชิญในอดีตหรอกเพคะ... อีกอย่าง หากไม่ใช้ไฟชำระล้าง แผ่นดินนี้ก็คงเน่าเฟะจนเกินเยียวยา" ปลายนิ้วหยาบกร้านแต่ทรงพลังเอื้อมมาแตะที่ข้อมือเรียวของนางเบาๆ ทว่ามั่นคง บังคับให้ปลายพู่กันหยุดชะงักลงกลางอากาศ แรงบีบนั้นไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ แต่มันหนักหน่วงพอที่จะส่งผ่านความรู้สึกบางอย่างที่ซ่อนเร้นมาเนิ่นนาน "เจ้ามักจะมองทะลุปรโปร่งไปเสียทุกเรื่อง... แต่มองไม่เห็นหัวใจของเปิ่นหวางเลยหรือ" คำพูดนั้นสะท้อนก้องในความเงียบ หลี่มู่เหยาชะงักไปเล็กน้อย นางค่อยๆ วางพู่กันลงบนแท่นหินฝนหมึก ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นพญายมแห่งแดนเหนือ ดวงตาคู่คมกริบของฉู่เซียวเหวินในยามนี้ไร้ซึ่งความเย็นชาดุร้ายดังเช่นยามออกศึก ภายในดวงตาคู่นั้นลึกล้ำราวกับห้วงสมุทรยามราตรีที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นนับพัน "ท่านอ๋องทรงมีพระพักตร์ที่เยือกเย็นและเกราะเหล็กหุ้มห่อพระ2หทัยมาเนิ่นนาน... การพูดถึงหัวใจ ดูจะไม่ใช่กิจวัตรของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่กระมังคะ" นางเอ่ยย้อนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงประกายความท้าทายในแบบที่ทำให้มุมปากหนาของอีกฝ่ายกระตุกขึ้นเล็กน้อย ฉู่เซียวเหวินแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความสมเพชตัวเอง "เกราะเหล็กงั้นหรือ... เจ้าคิดว่าเปิ่นหวางสวมมันด้วยความสมัครใจหรืออย่างไร" เขาก้าวเข้าไปอีกก้าว บีบให้หลี่มู่เหยาต้องถอยหลังจนแผ่นหลังบางแนบชิดกับชั้นตำราไม้จันทน์หอม ฉู่เซียวเหวินใช้มือข้างหนึ่งค้ำยันชั้นหนังสือไว้ กักขังร่างของนางไว้ในวงแขนอย่างสมบูรณ์ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตานางราวกับจะควักเอาวิญญาณออกมาสบตา "ในวังหลวงแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดมองเห็นเปิ่นหวางในฐานะมนุษย์ ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เสด็จแม่สิ้นพระชนม์ด้วยถ้วยยาพิษที่วางไว้บนโต๊ะเสวยต่อหน้าต่อตาเปิ่นหวางในวัยแปดขวบ พี่น้องร่วมสายเลือดต่างจ้องจะแทงข้างหลังในทุกย่างก้าว ความไว้วางใจคือสิ่งฟุ่มเฟือยที่เปิ่นหวางไม่อาจครอบครอง... ทุกค่ำคืนในค่ายทหารชายแดน ลมหนาวกรีดเนื้อจนชาชิน แต่ความหนาวเหน็บที่แท้จริงหาใช่หิมะนอกกระโจม... หากแต่คือความโดดเดี่ยวที่ไม่มีแม้แต่ผู้ใดกล้าเข้าใกล้" น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท แต่ทุกคำที่เอ่ยออกมากลับหนักหน่วงราภูเขาหลวง หลี่มู่เหยาเห็นภาพสะท้อนของเด็กชายผู้โดดเดี่ยวในดวงตาคู่นั้น ภาพที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้บารมีอันน่าเกรงขามและคราบเลือดบนสนามรบ "ท่านอ๋อง..." นางพยายามจะเอ่ยปลอบประโลม แต่กลับถูกนิ้วเรียวของเขาแตะเบาๆ ที่ริมฝีปากเพื่อห้ามคำพูดเหล่านั้น "เปิ่นหวางชินชากับการอยู่คนเดียว ชินกับการถือกระบี่อาบเลือดเพื่อปกป้องบัลลังก์ที่จอมปลอม... จนกระทั่งเจ้าก้าวเข้ามาในชีวิตของเปิ่นหวาง" สายตาของฉู่เซียวเหวินอ่อนแสงลงอย่างหาได้ยากยิ่ง ปลายนิ้วที่แตะริมฝีปากเคลื่อนมาสัมผัสแก้มเนียนนุ่มแผ่วเบา "เจ้าไม่เคยเกรงกลัวอำนาจของเปิ่นหวาง เจ้ามองทะลุเกราะเหล็กนี้ และเห็นตัวตนที่แท้จริง... มู่เหยา เจ้าทำให้เปิ่นหวางรู้ว่า การมีชีวิตอยู่เพื่อปกป้องใครสักคนด้วยหัวใจทั้งหมดที่มี มันมีความหมายมากกว่าการมีชีวิตอยู่เพื่อรอดตายไปวันๆ มากเพียงใด" ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างคนทั้งสอง หัวใจของหลี่มู่เหยาที่เคยปิดตายและด้านชาจากการทรยศหักหลังในชาติก่อน คล้ายถูกค้อนเหล็กหลอมละลายด้วยความจริงใจอันดิบเถื่อนและลึกซึ้งของบุรุษเบื้องหน้า นางรู้ดีว่าฉู่เซียวเหวินไม่ใช่คนอ่อนหวาน เขาสามารถสังหารคนนับหมื่นได้โดยไม่กะพริบตา แต่บุรุษผู้เหี้ยมโหดผู้นี้กลับยอมเปิดเผยแผลเป็นในใจใหนางเห็นเพียงผู้เดียว "ท่านกำลังทำให้หม่อมฉันรู้สึกว่า... ตนเองชักจะใจอ่อนเกินไปเสียแล้วเพคะ" นางกระซิบแผ่วเบา รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่จริงใจที่สุดตั้งแต่ทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ "ถ้าเช่นนั้น ก็จงใจอ่อนกับเปิ่นหวางผู้เดียวเถอะ..." ฉู่เซียวเหวินโน้มใบหน้าลงมา ช้าๆ ราวกับจะให้เวลานางปฏิเสธ ลลมหายใจอุ่นร้อนที่ปัดป่าuอยู่ข้างแก้มทำให้อุณหภูมิในห้องหนังสืออันหนาวเหน็บกลับอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด ทว่า ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งสองกำลังจะแนบชิดกัน เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูรัวเร็วจากด้านนอกก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศอันน่าลุ่มหลงนั้นลงอย่างไม่ไว้หน้า "ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงขององครักษ์เอกดังลอดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก "สายรายงานด่วนจากคุกหลวง... อดีตราชครูผู้กุมหลักฐานลับถูกลอบปลิดชีพในห้องขังแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และ... และในที่เกิดเหตุพบป้ายหยกประจำตัวของ... ขององค์รัชทายาทฉู่จื่อจวิน ที่จงใจทิ้งไว้ท้าทายอำนาจ!" ฉู่เซียวเหวินชะงักกึก ดวงตาดุร้ายกลับมาเยือกเย็นและคมกริบดั่งคมกระบี่ในเสี้ยววินาที รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาจนน่าสะพรึงกลัว หลี่มู่เหยาหุบยิ้มทันAที แววตาของนางเปลี่ยนเป็นความสุขุมเย็นชา นางผละออกจากอ้อมแขนของเขาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับก้าวไปหยิบกระบี่ประจำตัวขึ้นมาถือไว้มั่น "ดูเหมือนว่า... หมากกระดานนี้ รัชทายาทจะทนรอให้เราเริ่มก่อนไม่ไหวเสียแล้วเพคะ" หลี่มู่เหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่าแฝงรังสีอำมหิตที่พร้อมจะบดขยี้ศัตรูให้แหลکคามือ ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับเกมการเมืองอันเชือดเฉือนนี้ด้วยกันนะคะ — เงียบแต่ฟาดเรียบ
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าให้จบเถิดท่านอ๋อง ข้าจะครองเมืองให้ดู นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%