น้ำหนักของตราประทับทองคำสลักพยัคฆ์ในมือหลี่มู่เหยานั้น... หนักหน่วงดุจแบกภูเขาไว้ทั้งลูกค่ะ
ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในตำหนักบูรพา กลิ่นอายของกำยานไม้กฤษณาที่ลอยอวนอยู่กลับมิอาจกลบกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่โชยมาจากสนามรบเบื้องหน้าได้ นางปรายตามองพานรองไม้จันทน์สีเข้มที่มีม้วนราชโองการสีทองอร่ามวางอยู่ รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างบางเบา ดุจกลีบเหมยหยาดน้ำค้างยามรุ่งสรางที่พร้อมจะร่วงหล่นแต่ก็ยังคงความเย่อหยิ่งในคณา
"เจ้าแน่ใจแล้วหรือ... มู่เหยา?"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความกังวลระคนทึ่งดังขึ้นจากบุรุษผู้ยืนอยู่เบื้องแสงเงา เฟยหรงอ๋อง หรือฉู่เซียวเหวิน ในอาภรณ์คลุมกายสีนิลสนิทปักดิ้นลายมังกรทะยานเมฆา ดวงเนตรคมกลาบกวาดมองสตรีในชุดฮั่นฝูสีเพลิงปักลายหงส์ทองด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งหวงแหน ทั้งหวาดหวั่น และเต็มไปด้วยความเร่าร้อนลุ่มลึกที่ยากจะควบคุม
นางหันกลับมาสบตากับเขา แววตาของอดีตศัลยแพทย์ผู้ผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วนฉายประกายความเยือกเย็นเฉียบคมดุจใบมีดผ่าตัด
"หากหม่อมฉันไม่กุมอำนาจกองทัพไว้ในมือตนเอง ท่านอ๋องคิดว่า... หัวของพวกเราทั้งสองคนจะยังอยู่บนบ่าได้อีกนานเท่าใดเพคะ?" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนทำให้บรรยากาศรอบกายพลريسเยือกเย็นลงทันตา
ฉู่เซียวเหวินแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มของแม่ทัพผู้เหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้น ช่างเป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความคลั่งไคล้จนน่าขนพองสยองเกล้า เขาก้าวเข้าไปใกล้ ชายผ้าคลุมกวาดพื้นเสียงดังสวาท ทว่าแผ่วเบาราวกับพยัคฆ์ย่องเข้าหาเหยื่อ ร่างสูงใหญ่โน้มลงมาจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียนนุ่มของนาง
"เจ้าช่าง... ดุดันและงดงามยิ่งนัก มู่เหยาของข้า" นิ้วเรียวยาวดั่งหยกอุ่นเอื้อมไปเกลี่ยปอยผมที่คลอเคลียอยู่ข้างกรอบหน้าของนางอย่างทะนุถนอม ทว่าน้ำเสียงกลับเหี้ยมเกรียมขึ้นเมื่อกล่าวต่อ "ในเมื่อรัชทายาทฉู่จื่อจวินบังอาจเล่นตอดเล็กตอดน้อยในราชสำนัก... เกรงว่ามันคงลืมไปแล้วกระมัง ว่าอำนาจที่แท้จริงหาได้อยู่ที่บัลลังก์ไม้ผุพังนั้น... แต่อยู่ที่ปลายกระบี่ในมือใครต่างหาก"
หลี่มู่เหยาไม่หลบสายตา นางปล่อยให้เขาสัมผัส ก่อนจะยื่นมือเรียวขาวดุจหยกของตนไปคว้าตราประทับพยัคฆ์หยกขาวขึ้นมาพลิกดูด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับมันเป็นเพียงของเล่นชิ้นหนึ่ง
"รัชทายาททรงคิดว่าการตัดเสบียงกองทัพชายแดนจะทำให้ท่านอ๋องสยบยอมได้ พระองค์คงลืมคำนวณไปว่า... ข้า หลี่มู่เหยา หาใช่สตรีในห้องหอที่จะนั่งรอความตายอย่างสงบเสงี่ยม"
นางหันไปมองแผนที่ยุทธศาสตร์แผ่นใหญ่ที่กางอยู่บนโต๊ะไม้สลักลวดลายวิจิตร รายละเอียดของค่ายกลกองทัพพยัคฆ์ทมิฬถูกทำเครื่องหมายด้วยหมึกสีชาด ฝีมือการวางแผนของนางในยามนี้เฉียบคมและไร้ที่ติ ยิ่งกว่าแม่ทัพเฒ่าผู้ผ่านศึกมาครึ่งชีวิตเสียอีก
ฉู่เซียวเหวินมองภรรยาในนาม (และในหัวใจ) ด้วยความรู้สึกที่รักจนแทบจะกลืนกิน หากไม่ใช่เพราะนางฉลาดล้ำลึกถึงเพียงนี้ แผนการตลบหลังฮ่องเต้และองค์รัชทายาทคงไม่ดำเนินมาถึงขั้นตอนนี้ได้
"หากเจ้าต้องการกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ ข้าจะมอบตราพยัคฆ์อีกครึ่งหนึ่งให้แก่เจ้า" เขาเอ่ยขึ้นอย่างไม่ลังเล พร้อมกับปลดป้ายหยกประจำตัวส่งให้
หลี่มู่เหยาชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตฉายแววระแวดระวังขึ้นมาวูบหนึ่ง นางเงยหน้าสบตากับเขา "ท่านอ๋อง... ทรงรู้หรือไม่ว่าการมอบอำนาจทหารครึ่งหนึ่งให้สตรีเช่นข้า มันเท่ากับการเดิมพันด้วยบัลลังก์ทั้งแคว้น?"
"บัลลังก์หรือ?" ฉู่เซียวเหวินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่ออำนาจสูงสุดที่ผู้คนแย่งชิงกัน "ข้าไม่เคยใส่ใจบัลลังก์บ้าบอคอแตกนั่นเลยแม้แต่น้อย มู่เหยา... สิ่งเดียวที่ข้าต้องการ คือการได้เห็นผู้คนที่เคยเหยียบย่ำเจ้า คลานเข้ามาหมอบกราบแทบเท้า แล้วปล่อยให้เจ้าเป็นคนลงทัณฑ์พวกมันด้วยมือของตนเอง"
คำพูดนั้นหนักแน่นดั่งหินผา ท่ามกลางพายุแห่งการแย่งชิงอำนาจที่กำลังโหมกระหน่ำภายนอกตำหนัก เคมีระหว่างยอดบุรุษผู้กุมกองทัพกับสตรีผู้มีสติปัญญาเป็นเลิศหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งสองยืนเคียงคู่กันราวกับพญามังกรและพญาหงส์ที่พร้อมจะแผดเผาแคว้นนี้ให้เป็นจุลเพื่อสร้างระเบียบใหม่ขึ้นมา
หลี่มู่เหยายกยิ้มมุมปาก นางรับป้ายหยกนั้นมาถือไว้มั่น เสียงก้องกังวานของโลหะกระทบกันเบาๆ ช่างไพเราะดุจเสียงดนตรีแห่งชัยชนะ
"ในเมื่อท่านอ๋องทรงไว้ใจถึงเพียงนี้... ข้าก็จะไม่ทำให้ท่านผิดหวังเช่นกันเพคะ"
นางหันกลับไปสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด "จื่อเอ๋อร์! แจ้งหน่วยเงาพยัคฆ์... คืนนี้ เริ่มต้น 'ล้างบาง' สกุลฉู่สายรองให้สิ้นซาก ผู้ใดขัดขวาง... สังหารอย่างไร้ความปรานี!"
"รับด้วยเกล้าเพคะ ฮูหยิน!" เสียงรับคำดังขึ้นจากนางกำนัลเงาที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืด
ทว่า... ในวินาทีที่หลี่มู่เหยากำลังจะหมุนตัวเพื่อไปตรวจดูการเคลื่อนพล ขันทีเฒ่าคนสนิทของฮ่องเต้ก็พุ่งพรวดเข้ามาในตำหนักด้วยใบหน้าซีดเผือด เนื้อตัวสั่นเทาราวกับลูกนกตกน้ำ ในมือถือราชโองการสีขาวโพลน—ราชโองการไว้ทุกข์!
"ทะ... ท่านอ๋อง! ฮูหยิน! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ... ฮ่องเต้... ฮ่องเต้เสด็จสวรรคตแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
หลี่มู่เหยาชะงักกึก รอยยิ้มบนริมฝีปากหายวับไปในพริบตา ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อตระหนักได้ถึงบางสิ่ง ขณะที่ฉู่เซียวเหวินหรี่ตาลงอย่างอันตราย
บนโต๊ะน้ำชาข้างกาย... ถ้วยชาเซรามิกเคลือบหยกที่ขันทีเฒ่านำติดมือเข้ามาด้วย ถูกวางลงอย่างแผ่วเบา กลิ่นหอมหวานของชาอวี้หลานกลับเจือด้วยกลิ่นฉุนประหลาดของ 'พิษหกอัคคี' ที่คุ้นเคย... ช่างเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะจนน่ากลัว ราวกับมีใครบางคนกำลังนั่งรอจิบชารอดูความพินาศของพวกเขาทั้งคู่อยู่ในความมืดมิด
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเล่ห์กลอันเชือดเฉือนนี้ด้วยกันนะคะ
- เงียบแต่ฟาดเรียบค่ะ
หย่าให้จบเถิดท่านอ๋อง ข้าจะครองเมืองให้ดู•ตอนที่ 29
อำนาจที่แท้จริง
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าให้จบเถิดท่านอ๋อง ข้าจะครองเมืองให้ดู นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!