กลิ่นหอมบางเบาของกำยานจันทน์หอมลอยวนอวลอยู่เหนือโต๊ะน้ำชาสลักลายวิจิตร ทว่าบรรยากาศภายในห้องหนังสือลับกลับเย็นยะเยือกเสียยิ่งกว่าน้ำค้างยามเหมันต์
หลี่มู่เหยานั่งหลังตรงสง่างาม อาภรณ์ปักลายหงส์เหมันต์สีขาวบริสุทธิ์แนบกระชับกับเรือนร่างระหง ปิ่นหยกมันแพะปักอยู่บนมวยผมดำขลับขับเน้นให้ใบหน้ารูปไข่นั้นดูงดงามราวภาพวาด ทว่าดวงตากลับคมกราบดั่งประกายกระบี่ไร้ฝัก นางรินชาลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ด้วยกิริยาเชื่องช้า ท่วงทีสงบนิ่งดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นต่อบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในแผ่นดินที่กำลังจ้องมองนางอยู่
"ฮูหยินหลี่... ชาจอกนี้ รสชาติคงมิใช่ยาพิษที่เจ้าใช้ล้างบางตระกูลเฉินเมื่อเดือนก่อนหรอกกระมัง"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงัน เฟยหรงอ๋องฉู่เซียวเหวินในชุดคลุมผ้าแพรต่วนสีดำปักดิ้นทองลายมังกรห้ากรงเล็บ ก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าโต๊ะ ประกายตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าผู้ใดจะหยั่งถึง มีทั้งความระแวดระวัง ความชื่นชม และความคลั่งไคล้ที่ถูกสะกดกลั้นไว้อย่างแนบเนียนภายใต้หน้ากากความเย็นชา
มู่เหยาเงยหน้าขึ้นสบตาพระองค์ มุมปากหยักยิ้มบางเบา ราวกับดอกเหมันต์แย้มกลีบท่ามกลางหิมะโปรดปราย
"หม่อมฉันเพียงสตรีอ่อนแอผู้หนึ่ง จะกล้าอาจหาญวางยาพิษท่านอ๋องผู้บัญชาการทหารแสนนายได้อย่างไรกันคะ... อีกอย่าง หากเป็นยาพิษจริง เกรงว่าท่านอ๋องคงไม่กล้าก้าวเข้ามาในเรือนของหม่อมฉันตามลำพังเช่นนี้หรอกเพคะ"
คำตอบที่เปี่ยมด้วยไหวพริบและรอยยิ้มเย้าแหย่อย่างไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรี ทำให้ฉู่เซียวเหวินแค่นหัวเราะในลำคอ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้าไปประชิดจนกลิ่นอายบุรุษและกลิ่นสนเย็นประจำตัวโอบล้อมร่างนางไว้ เขาใช้ปลายนิ้วเชยคางมนขึ้นอย่างถือสิทธิ์ บังคับให้นางต้องเงยหน้ารับสัมผัสที่จงใจคุกคาม แต่นัยน์ตาคู่สวยของมู่เหยาไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางเพียงกะพริบตาช้าๆ ปล่อยให้ปลายนิ้วแข็งกระด้างของเขาแตะอยู่บนผิวเนื้ออย่างไม่สะทกสะท้าน
"เจ้าช่างกล้าหาญชาญชัยเสียจริง หลี่มู่เหยา" เสียงกระซิบต่ำพร่าดังอยู่ชิดริมฝีปาก "รู้ตัวหรือไม่ว่า หมากทุกตาที่เจ้าเดินในช่วงสามเดือนมานี้ กำลังสั่นคลอนบัลลังก์ขององค์รัชทายาท และทำให้ราชสำนักปั่นป่วนจนแทบพลิกคว่ำ"
"หม่อมฉันเพียงทวงคืนสิ่งที่ควรเป็นของหม่อมฉัน... และทำลายล้างผู้ที่สมควรตายก็เท่านั้นเพคะ" มู่เหยาตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาคู่นั้นฉายแววเยียบเย็นที่เคยเผาผลาญศัตรูมานักต่อนัก "หรือว่าท่านอ๋องทรงนึกเวทนาองค์รัชทายาทขึ้นมาแล้ว จึงทรงเสด็จมาเพื่อขัดขวางหม่อมฉันกันเล่า"
ฉู่เซียวเหวินจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง เนิ่นนานราวกับต้องการค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้ก้นบึ้งหัวใจ นางสตรีผู้นี้มีความลับมากมาย ความสามารถในการแพทย์ที่ล้ำเลิศ กลยุทธ์การเมืองที่เฉียบคม และจิตใจที่เหี้ยมเกรียมพอกันกับเขา ไม่มีบุรุษใดในแผ่นดินนี้ที่จะคู่ควรกับเขาเท่ากับนางอีกแล้ว
รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปากของท่านอ๋องผู้เยือกเย็น เขาปล่อยมือจากคางนาง ก่อนจะทรุดกายลงนั่งฝั่งตรงข้าม หยิบถ้วยชาที่นางรินไว้ขึ้นมาจิบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"เปิ่นหวางมิได้มาเพื่อขัดขวางเจ้า..." น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังและทรงพลังขึ้น "ตรงกันข้าม เปิ่นหวางมาเพื่อยื่นข้อเสนอที่เจ้าปฏิเสธไม่ลง"
มู่เหยาเลิกคิ้วเล็กน้อย รินชาให้เขาเพิ่มอีกจอกด้วยความสนใจ "โอ้? สิ่งที่ท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่เอ่ยปากย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว เชิญรับสั่งมาได้เลยเพคะ"
"ร่วมมือกับเปิ่นหวาง" ฉู่เซียวเหวินวางถ้วยชาลง เสียงกระเบื้องกระทบโต๊ะดังเบาๆ ทว่าก้องกังวานในความเงียบ "เจ้าต้องการทำลายสกุลฉู่สายหลัก ต้องการลากองค์รัชทายาทลงมาจากบัลลังก์เพื่อชำระแค้นให้ตระกูลหลี่ ส่วนเปิ่นหวาง... ต้องการกวาดล้างกาลีบ้านกาลีเมืองเพื่อปฏิรูปแผ่นดินใหม่ เป้าหมายของเราตรงกันครึ่งหนึ่ง ครึ่งหลัง... เปิ่นหวางจะมอบอำนาจสูงสุดในวังหลังให้เจ้า และครองแผ่นดินเคียงคู่กับเปิ่นหวางในฐานะ 'ฮองเฮา' ที่แท้จริง"
ข้อเสนอที่สั่นสะเทือนรากฐานอำนาจของแผ่นดินถูกโยนออกมาอย่างเรียบง่าย ทว่าหนักหน่วงดั่งขุนเขา ทว่ามู่เหยาหาได้แสดงอาการตื่นตระหนกหรือยินดีปรีดา นางเพียงหัวเราะเบาๆ ออกมา เสียงหัวเราะที่เจือความเย้ยหยันเล็กน้อย
"ฮองเฮาหรือเพคะ? ตำแหน่งที่ต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อและการหักหลัง... ท่านอ๋องทรงคิดว่าหม่อมฉันโหยหาสิ่งนั้นจริงหรือ" มู่เหยาโน้มตัวเข้าหาเล็กน้อย แววตาดุดันฉายประกายท้าทาย "อีกอย่าง การร่วมมือกับท่านอ๋อง ย่อมหมายถึงการเอาคอไปพาดไว้บนแท่นประหาร หากพลาดพลั้งแม้แต่ก้าวเดียว หัวของหม่อมฉันคงมิได้อยู่บนบ่า แล้วเหตุใดหม่อมฉันต้องฝากอนาคตไว้กับพยัคฆ์ร้ายเช่นท่านด้วยเล่า"
"เพราะเจ้าไม่มีทางเลือกอื่น" ฉู่เซียวเหวินโน้มตัวตาม ร่างสูงใหญ่กดดันด้วยรัศมีอำนาจที่แผ่ออกมาจนอากาศรอบกายแทบหยุดนิ่ง "ในเมืองหลวงแห่งนี้ นอกจากเปิ่นหวางแล้ว ไม่มีผู้ใดกล้าหนุนหลังสตรีที่ขึ้นชื่อว่า 'ฮูหยินหย่าร้างผู้มีมลทิน' อย่างเจ้า หากไม่มีกองทัพพยัคฆ์อัคคีของเปิ่นหวางคุ้มกัน เจ้าคิดว่าพิษในมือเจ้าจะสังหารองค์รัชทายาทที่มีราชองครักษ์เงาปกป้องนับพันได้หรือ"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทั้งสองสบตากันราวกับจะประลองกำลังภายในผ่านความนิ่งงัน มู่เหยาขบกรามแน่น สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว ข้อเสนอของเขาเป็นทางลัดที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการโค่นล้มศัตรู แต่มันก็อันตรายที่สุดเช่นกัน
นิ้วเรียวบางเอื้อมไปแตะขอบถ้วยชาพลางคิดทบทวน ก่อนที่นางจะเงยหน้าขึ้นแย้มยิ้มกริ่ม "ข้อเสนอน่าสนใจยิ่งเพคะท่านอ๋อง... แต่การร่วมมือกันย่อมต้องมีสัญญาใจ หม่อมฉันต้องการสิทธิ์ขาดในการจัดการสกุลฉู่ตามใจชอบ ห้ามผู้ใดแทรกแซง และหากท่านตระบัดสัตย์..."
"เปิ่นหวางไม่เคยเอ่ยวาจาสตอเบอร์..." เขายกยิ้มมุมปาก "หากเปิ่นหวางผิดคำพูด แผ่นดินนี้และหัวใจของเปิ่นหวาง ยินยอมให้เจ้าเด็ดหัวไปบูชายัญได้ตามใจชอบ"
ในวินาทีที่ทั้งสองกำลังจะบรรลุข้อตกลงและยื่นมือเข้าหากเพื่อตบสัญญา เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวก็ทำลายบรรยากาศลงอย่างกะทันหัน ตามด้วยเสียงฝีเท้าเร่งรีบของพ่อบ้านหลี่ที่หน้าห้อง
"เรียนท่านอ๋อง! ฮูหยิน! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชสำนักส่งราชโองการด่วนที่สุดมาที่จวน... พระราชทานสมรสให้ฮูหยิน... อภิเษกกับองค์รัชทายาทในอีกสามวันข้างหน้าพ่ะย่ะค่ะ!"
ฉู่เซียวเหวินชะงัก รัศมีสังหารรอบกายระเบิดออกมาจนถ้วยชากระเบื้องแตกละเอียดเป็นผุยผงด้วยลมปราณอันรุนแรง ดวงตาพญาเหยี่ยวหรี่แคบลงอย่างดุร้ายจนน่ากลัว ขณะที่หลี่มู่เหยาหุบยิ้มทันที นัยน์ตาสีดำสนิทลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งความแค้นที่ถูกจุดขึ้นอีกครั้งอย่างไม่อาจดับ
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้ด้วยกันนะคะ — เงียบแต่ฟาดเรียบ
หย่าให้จบเถิดท่านอ๋อง ข้าจะครองเมืองให้ดู•ตอนที่ 10
ข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธ
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าให้จบเถิดท่านอ๋อง ข้าจะครองเมืองให้ดู นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!