กลิ่นธูปไม้กฤษณาคุกรุ่นผสมผสานกับกลิ่นชาอู่หลงชั้นเลิศลอยวนอยู่ทั่วตำหนักบูรพา ยามนี้รัตติกาลลึกสงัด ทว่าภายในห้องหนังสือกลับระอุไปด้วยไอร้อนจากความตึงเครียดที่แทบจะเชือดเฉือนผิวเนื้อได้ ฉู่จื่อจวิน ในอาภรณ์คลุมสีทองปักลายห้าเล็บขยับพัดหยกในมือช้าๆ สายตาคมปลาทูมองร่างระหงที่นั่งอยู่เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างความชื่นชมและความริษยา
"หลี่มู่เหยา... เจ้าช่างกล้านัก" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอื้อiเอ่นขึ้นทำลายความเงียบ "ถือหางเสือถูกฝั่งถึงเพียงนี้ เช้าวันพรุ่งนี้ เมื่อท้องฟ้าเบื้องนอกปรากฏแสงสีเงิน โลหิตของตระกูลฉู่สายรองคงนองเต็มท้องพระโรงเป็นแน่"
หลี่มู่เหยาแย้มสร้อยยิ้มบางเบา นางสวมอาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายดิ้นเงินรูปเมฆมงคล เรือนผมเกล้าเป็นมวยสูงประดับด้วยปิ่นหยกขาวสลักลายหงส์คู่ ปลายปิ่นไกว
ไหวตามจังหวะการเคลื่อนไหว ทุกกิริยาท่าทางล้วนเปี่ยมด้วยความสง่างามเยือกเย็นดั่งสตรีผู้กุมชะตาฟ้าดิน
"องค์รัชทายาททรงตรัสหนักเกินไปแล้วเพคะ" น้ำเสียงของนางราบเรียบ กังวานใสราวกับเสียงหยกกระทบกัน "หม่อมฉันมิได้ถือหางผู้ใด หม่อมฉันเพียงแต่... เลือกหนทางที่ถูกต้องที่สุดเพื่อความอยู่รอดของแผ่นดิน และเพื่อสะสางบัญชีแค้นที่ค้างคามาตั้งแต่ชาติภพก่อนก็เท่านั้น"
คำว่า 'ชาติภพก่อน' ทำให้ฉู่จื่อจวินชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบหรี่แคบลง นัยน์ตาฉายแววระแวงสงสัยระคนประหลาดใจ ทุกครั้งที่นางผู้นี้เอ่ยถึงเรื่องราวในอดีต ราวกับว่านางมองทะลุปรุโปร่งถึงแผนการชั่วร้ายทั้งหมดที่เขาวางไว้ แม้แต่เรื่องที่เขาแอบซ่อนกองกำลังไว้ที่นอกเมืองหลวง นางก็ยังล่วงรู้ได้อย่างไร้ร่องรอย
"เจ้าแน่ใจหรือว่า เสด็จอาของข้า... เฟยหรงอ๋อง จะยอมหยุดมือเพียงเพราะราชโองการฉบับเดียว?" ฉู่จื่อจวินโน้มตัวไปข้างหน้า รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปาก "เขามันก็แค่สุนัขป่าบ้าเลือดที่กระหายสงคราม เมื่อได้กลิ่นเลือด ย่อมไม่มีวันหันหลังกลับ เจ้าคิดว่าความลุ่มหลงที่เขามีต่อเจ้า จะมีค่ามากกว่าบัลลังก์มังกรอย่างนั้นหรือ?"
มู่เหยาดื่มช้าๆ ดื่มด่ำรสชาติฝาดขมที่ปลายลิ้น นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้จันทน์อย่างนุ่มนวล เสียงกระทบเบาๆ กังวานก้องในความเงียบ นางเงยหน้าขึ้นสบตาองค์รัชทายาทตรงๆ แววตาคู่คมดุจกระบี่ซ่อนคมกริบไร้ความหวาดกลัวใดๆ ทั้งสิ้น
"พระองค์ทรงรู้จักฉู่เซียวเหวินน้อยเกินไปเพคะ" มู่เหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาทว่าหนักแน่นทุกคำ "สำหรับเขาแล้ว บัลลังก์มังกรที่ท่านไขว่คว้า... เป็นเพียงเศษดินที่ไร้ค่า หากแลกมาด้วยการสูญเสียสิ่งที่เขารัก พระองค์คิดว่าสุนัขป่าตัวนี้จะกัดกินแม้กระทั่งเงาของตัวเองหรือไม่เล่า?"
บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงทันตาเห็น ฉู่จื่อจวินกัดกรามแน่น เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ความจริงที่ว่าบุรุษผู้กุมกองทัพแดนเหนือครึ่งแผ่นดินยอมสยบแทบเท้าสตรีผู้นี้ คือสิ่งที่เขาไม่อาจทำใจยอมรับได้
ในขณะเดียวกัน ที่ตำหนักใหญ่ปลายค่ายทหารหลวงอันไกลออกไป ท่ามกลางความมืดมิดของราตรี เฟยหรงอ๋อง (ฉู่เซียวเหวิน) ในชุดเกราะเหล็กดำสนิทกำลังยืนประจันหน้ากับกองกำลังองครักษ์เงา ร่างสูงใหญ่สง่างามดั่งเทพสงคราม บรรยากาศรอบตัวแผ่ไอสังหารเข้มข้นจนแม้แต่ลมหายใจยังต้องผ่อนเบา
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ กองกำลังขององค์รัชทายาทเริ่มเคลื่อนไหวปิดล้อมประตูเมืองด้านทิศตะวันออกแล้ว" แม่ทัพรองรายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "เราจะให้สัญญาณบุกเข้าจู่โจมเลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?"
เซียวเหวินเงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรีที่ไร้หมู่ดาว มีเพียงเมฆฝนสีดำทะมึนเคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุม ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีฉายประกายเยียบเย็นดุจน้ำแข็ง
"ยังก่อน..." เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น "มู่เหยายังอยู่ในวังหลวง นางบอกให้รอสัญญาณจากนาง ข้าจะรอจนกว่าจะถึงยามสาม"
"แต่ว่า... พระชายาตกอยู่ในอันตรายนะพ่ะย่ะค่ะ!"
"นางไม่มีวันพลาด" เซียวเหวินตัดบทด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ไร้ความลังเลใดๆ "ข้าเชื่อใจนาง ยิ่งกว่าเชื่อใจคมดาบในมือของข้าเอง"
เขายื่นมือออกไปรับละอองฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา ความเย็นเยียบของสายฝนไม่ระคายผิวหนังสักนิด หากแต่หัวใจของยอดแม่ทัพผู้เกรียงไกรกลับร้อนรุ่มดั่งไฟแผดเผา ทุกวินาทีที่ผ่านไปช่างยาวนานราวกับชั่วกัลปสาน เขารู้ดีว่าคืนนี้คือเส้นแบ่งระหว่างความเป็นและความตาย ชัยชนะหรือความพินาศจะถูกตัดสินก่อนที่แสงแรกแห่งวันใหม่จะมาถึง
ตัดกลับมาที่ตำหนักบูรพา ประตูไม้แกะสลักถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยไม่ได้รับอนุญาต ขันทีเฒ่าผู้หนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าตัวสั่นเทา มือถือราชโองการม้วนยาวสีเหลืองทองอร่ามที่ประทับตราหยกด้วยความลนลาน
"ทะ... องค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!" ขันทีเฒ่าละล่ำละลักละลานจนแทบพูดไม่เป็นภาษา "มะ... มีพระราชโองการลับ... จากฮ่องเต้..."
ฉู่จื่อจวินขมวดคิ้วมุ่น "ราชโองการอันใด? เสด็จพ่อทรงประชวรหนักใกล้สวรรคตมิใช่หรือ เหตุใดจึงมีพระราชโองการในยามวิกาลเช่นนี้!"
"ม... มิใช่พ่ะย่ะค่ะ..." ขันทีเฒ่าก้มหน้าจนหน้าผากแนบพื้น น้ำตาไหลพรากด้วยความหวาดกลัว "เป็นพระราชโองการ... สละราชสมบัติ... และ... และแต่งตั้งให้..." ขันทีกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยชื่อออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ "แต่งตั้งให้... เฟยหรงอ๋อง... ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่พ่ะย่ะค่ะ!"
ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจตำหนัก ฉู่จื่อจวินผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พัดหยกในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้นแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด
"เป็นไปไม่ได้! เสด็จพ่อทรงอยู่ในการควบคุมของข้า จะมีพระราชโองการเช่นนี้ได้อย่างไร!" ฉู่จื่อจวินคำรามลั่นด้วยความคลุ้มคลั่ง พลางพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อขันทีเฒ่า
หลี่มู่เหยายังคงนั่งนิ่งสงบอยู่ที่เดิม นางยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ รอยยิ้มเยືยกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างงดงามและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน นางปรายตามององค์รัชทายาทผู้กำลังสูญเสียสติ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้อุณหภูมิในห้องลดฮวบลงถึงจุดเยือกแข็ง
"ไม่มีสิ่งใดเป็นไปไม่ได้เพคะ... ในเมื่อตราหยกแผ่นนั้น หม่อมฉันเป็นผู้หยิบมันยื่นให้ฝ่าบาทด้วยพระองค์เอง ตั้งแต่เมื่อสามวันก่อนแล้ว..."
ฉู่จื่อจวินชะงักค้าง ปล่อยมือจากขันทีเฒ่าราวกับคนไร้เรี่ยวแรง เขากวาดสายตามองสตรีผู้มีความงามล่มเมืองแต่มีสติปัญญาและเล่ห์เหลี่ยมล้ำลึกเกินกว่ามนุษย์ผู้นี้ ทันใดนั้น ประตูตำหนักด้านนอกก็ถูกพังทลายลงด้วยแรงกระแทกอันมหาศาล เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของกองทัพนับพันนายดังกึกก้องผืนแผ่นดิน พร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะโลหิตของเฟยหรงอ๋องที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับปลายดาบอาบโลหิตที่หยดติ๋งลงบนพื้นหินอ่อน
เงียบแต่ฟาดเรียบ หวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นไปกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญนี้จนวางนิยายไม่ลงนะคะ!
หย่าให้จบเถิดท่านอ๋อง ข้าจะครองเมืองให้ดู•ตอนที่ 33
ก่อนพายุจะเข้า
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าให้จบเถิดท่านอ๋อง ข้าจะครองเมืองให้ดู นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!