"หากฝ่าบาททรงมีพระราชโองการให้หย่าร้าง เหตุใดรอยประทับบนกระดาษแผ่นนี้จึงยังขาดซึ่งตราลัญจกรประจำองค์รัชทายาทเล่าเพคะ... หรือว่าฝ่าบาทเองก็ทรงหวั่นเกรงว่า หากสิ้นเงาของสตรีสกุลหลี่ผู้นี้ไปแล้ว หมากกระดานใหญ่ในเมืองหลวงจะไม่มีผู้ใดเดินให้จนจบกระบวนความ"
น้ำเสียงของหลี่มู่เหยาCเยือกเย็นและราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึกยามค่ำคืน นางนั่งอยู่เบื้องโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลวดลายหงส์เคียงมังกร อาภรณ์ไหมต่วนสีจันทร์ทอประกายเรืองรองยามต้องแสงเทียน ปิ่นหยกมันแพะบนมวยผมสั่นไหวเล็กน้อยตามจังหวะการหายใจ ทว่าดวงตากลับคมกริบดั่งใบมีดที่ซ่อนไว้ในฝักแพรไหม นางมิได้แยแสต่อราชตระกูลหรืออำนาจมืดของฉู่จื่อจวินแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่นางสนใจคือความจริงเบื้องหลังรอยเลือดบนผ้าแพรในอดีตชาติที่ยังชำระไม่หมด
ฉู่จื่อจวินหรี่ตาลง รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเย่อหยิ่ง เขาขยับกายเข้าหา รัศมีแห่งความกดดันแผ่ซ่านออกมาจากองค์รัชทายาทผู้กุมอำนาจเบื้องหลังราชสำนัก ทว่ามู่เหยาหาได้สะทกสะท้าน นางรินน้ำชาลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ กลิ่นหอมของชาเหมยฮวาคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นอายความตึงเครียดในห้องหนังสือลับ
"เจ้าช่างกล้าหาญนัก มู่เหยา... รู้หรือไม่ว่าความตายอยู่ใกล้เจ้าเพียงแค่ปลายกระบี่ของราชองครักษ์" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นพร้อมกับแววตาที่เต็มไปด้วยความริษยาและต้องการครอบครอง
"ความตายหรือเพคะ... หม่อมฉันเผชิญหน้ากับมันมาตั้งแต่คืนที่ท่านและสมคบคิดกันวางยาพิษสังหารบิดาของหม่อมฉันแล้วกระมัง" หลี่มู่เหยาเงยหน้าขึ้นสบตา ท่าทีสง่างามและไร้ซึ่งความหวาดกลัวทำให้อีกฝ่ายถึงกับชะงัก
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังระอุถึงขีดสุด ประตูไม้แกะสลักด้านนอกก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ซุ่มเสียง สายลมยามราตรีพัดพาเอาไอเย็นเยือกของสนามรบเข้ามาปะทะผิวกาย กลิ่นอายอันคุ้นเคยและทรงพลังจนทำให้ลมหายใจของทุกคนในห้องสะดุดหยุดลง
ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมผ้าไหมสีดำสนิทปักลายพยัคฆ์เงินด้วยดิ้นทองก้าวเข้ามาอย่างมั่นคง เฟยหรงอ๋อง—ฉู่เซียวเหวิน ผู้กุมกองทัพประจิมสามแสนนาย ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายกวาดมองผู้มาเยือนทั้งสองด้วยแววตาดุร้าย เยือกเย็น และเหี้ยมเกรียมจนน่ากลัว บรรยากาศรอบตัวเขาเต็มไปด้วยกลิ่นอายคาวเลือดและอำนาจที่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก
"น้องชาย... ดูท่าเจ้าจะว่างงานมากสินะ ถึงได้มาเยือนเรือนหลังของชายอื่นในยามวิกาลเช่นนี้" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ร้ายที่กำลังปกป้องอาณาเขตของตน
ฉู่จื่อจวินหันขวับกลับมา สีหน้าเปลี่ยนสีไปชั่วขณะเมื่อเผชิญหน้ากับอนุชาผู้เหี้ยมโหดและกุมกำลังทหารในมือ "เฟยหรงอ๋อง... เจ้ากล้าล่วงล้ำเข้ามาในเขตพระราชฐานชั้นในยามวิกาลเชียวหรือ"
"เขตพระราชฐานหรือ?" ฉู่เซียวเหวินแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเยียบเย็นจนน่าขนลุก เขาก้าวเท้าเข้ามาทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกย่างก้าวกลับหนักแน่นราวกับเหยียบลงบนอกของศัตรู ร่างสูงใหญ่หยุดยืนเคียงข้างหลี่มู่เหยา มือหนาเอื้อมไปแตะปอยผมที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มเนียนของนางอย่างทะนุถนอม ทว่าสายตากลับจ้องมองฉู่จื่อจวินราวกับจะฉีกร่างอีกฝ่ายเป็นชิ้นๆ "สถานที่แห่งนี้คือจวนของชายาข้า ผู้ใดกล้าเหยียบย่างเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้นั้นย่อมต้องจ่ายด้วยโลหิต"
หลี่มู่เหยาช้อนตาขึ้นมองบุรุษผู้ยืนอยู่เคียงข้าง แผ่นหลังกว้างที่แผ่ไออุ่นอันมั่นคงทำให้นางรับรู้ได้ถึงความปลอดภัยที่แม้แต่ในชาติก่อนนางก็ไม่เคยได้รับ ความรู้สึกบางเบาแต่ลึกล้ำเริ่มก่อตัวขึ้นท่ามกลางพายุแห่งการแย่งชิงราชบัลลังก์นี้ เคมีระหว่างแม่ทัพผู้ดุร้ายและสตรีผู้มีสติปัญญาเป็นเลิศหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างแยกไม่ออก
ฉู่จื่อจวินกำหมัดแน่นด้วยความโกรธเกรี้ยว เขารู้ดีว่ายามนี้ตนยังไม่ใช่คู่มือของฉู่เซียวเหวินในเชิงประจักษ์ ร่างสูงจึงจำต้องถอยร่นด้วยความคับแค้นใจ "ดี... พวกเจ้าช่างกำแหงนัก คอยดูเถอะว่าบัลลังก์มังกรนี้สุดท้ายจะตกเป็นของใคร!"
สิ้นเสียง ร่างของรัชทายาทก็หายลับไปในความมืดของราตรี เหลือเพียงความเงียบงันที่ปกคลุมไปทั่วห้องหนังสือลับ
ฉู่เซียวเหวินหันกลับมามองสตรีในดวงใจ แววตาดุร้ายเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนล้ำลึกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็น เขาโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหูของนาง น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความคลั่งรักที่ยอมทำลายได้แม้กระทั่งแผ่นดิน "เจ้าเก่งกาจเกินไปแล้ว มู่เหยา... จนบางครั้งข้าอยากจะซ่อนเจ้าไว้ในที่ที่ไม่มีผู้ใดมองเห็น"
หลี่มู่เหยายิ้มบาง นางวางมือเรียวลงบนฝ่ามือหนาที่หยาบกร้านจากการจับกระบี่ "ท่านอ๋องทรงตรัสสิ่งใดกัน เพลิงแค้นยังไม่มอดดับ ข้าจะยอมหลบอยู่ด้านหลังท่านได้อย่างไร"
ความสัมพันธ์ที่ขยับขึ้นไปอีกขั้นในจวนที่เงียบสงัดนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ความผูกพันของคนสองคน แต่คือพันธสัญญาแห่งเลือดและวิญญาณที่จะร่วมกันพลิกแผ่นดิน
ทว่า ในขณะที่ความอบอุ่นกำลังโอบล้อมหัวใจทั้งสองดวง ขันทีเฒ่าคนสนิทของฮ่องเต้ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด ถาดไม้ในมือสั่นเทาจนจอกชาสะเทือน
"ท่านอ๋อง พระชายา... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! มีพระราชโองการด่วนจากท้องพระโรง... แคว้นเป่ยเหลียนส่งสาส์นประกาศสงคราม และชื่อแม่ทัพที่ถูกส่งมานำทัพหน้า... คือองค์ชายรัชทายาทแห่งเป่ยเหลียนผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับสตรีผู้ล่วงลับในอดีตของท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ!"
—ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเล่ห์กลอันเชือดเฉือนนี้ด้วยกันนะคะ — เงียบแต่ฟาดเรียบ
หย่าให้จบเถิดท่านอ๋อง ข้าจะครองเมืองให้ดู•ตอนที่ 27
ความรักท่ามกลางการแย่งชิง
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าให้จบเถิดท่านอ๋อง ข้าจะครองเมืองให้ดู นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!