กลิ่นคาวสนิมเหล็กและควันปืนจางๆ ยังคงลอยอวลอยู่ในห้องนิรภัยชั้นใต้ดิน แต่สิ่งที่น่าอึดอัดยิ่งกว่าบรรยากาศรอบตัว คือความเงียบงันที่แผ่ซ่านอยู่ระหว่างคนสองคน รวิชญ์โยนปืนพก Glock 19 ลงบนโต๊ะทำงานไม้สักอย่างไม่ใส่ใจ เสียงโลหะกระทบพื้นผิวดังขึ้นกังวานในความเงียบ ก่อนที่เขาจะหันกลับมามองร่างโปร่งที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟากำมะหยี่สีเข้ม
คีรินยังคงรักษาท่าทีเยือกเย็นได้อย่างแนบเนียน แม้ว่ารอยแผลถลอกยาวบริเวณหัวไหล่ขวาและคราบเลือดสีเข้มที่ซึมผ่านเสื้อเชิ้ตสีขาวราคาแพงจะฟ้องชัดว่า กระสุนปืนของคนอัครพลเกือบจะพรากชีวิตเขาไปเมื่อสิบนาทีที่แล้ว
"นั่งนิ่งๆ เลิกทำตัวเป็นภาระสักห้าวินาทีจะได้ไหมครับ... อ้อ ลืมไป คุณชายคีรินไม่เคยฟังคำสั่งใครอยู่แล้วนี่นา"
น้ำเสียงห้วนจัดที่เจือความห่วงใยแบบบิดเบี้ยวหลุดออกมาจากริมฝีปากหยักลึกของบอดี้การ์ดหนุ่ม รวิชญ์ก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าโซฟา ในมือถือกล่องปฐมพยาบาลขนาดกะทัดรัด แววตาคมกริบภายใต้กรอบคิ้วหนาเข้มจ้องมองรอยฉีกขาดของเสื้อผ้าที่แนบติดเนื้อเนียนอย่างประเมินสถานการณ์
คีรินปรายตามองกล่องยาในมืออีกฝ่ายด้วยแววตาสสมเพชแกแกมเย้ยหยัน ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มหยันขึ้นเล็กน้อยตามนิสัยปากจัดที่ไม่เคยลดราวาศอกให้ใคร
"ถ้าการปกป้องเจ้านายแล้วปล่อยให้เสื้อผ้าแบรนด์โปรดเสียหายแถมตัวเองเกือบตายคาที่ เรียกว่าการทำหน้าที่อย่างไร้ที่ติ ฉันก็คงต้องปรบมือให้คุณรวิชญ์ล่ะนะ... อ๊ะ! เบาหน่อยสิ อยากให้ฉันตายคามือคุณหรือไง!"
เสียงหวานตวาดแหวขึ้นทันทีเมื่อปลายนิ้วหยาบกร้านของอีกฝ่ายแตะลงบนผิวเนื้อรอบบาดแผลอย่างไร้ความปรานี รวิชญ์ไม่ได้สะทกสะท้านต่อคำประชดประชันนั้นแม้แต่น้อย เขากดสำลีชุบแอลกอฮอล์ลงบนปากแผลลึกอย่างจงใจให้น้ำยาฆ่าเชื้อกัดกินผิวเนื้อจนคีรินต้องสูดปากเข้าลึกด้วยความเจ็บแปลบ ดวงตากลมโตคู่สวยตวัดมองค้อนด้วยความเคืองแค้น เคมีประหลาดบางอย่างเริ่มปะทุขึ้นในระยะประชิดนี้ ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินอยู่ใกล้ผิวแก้วทำให้บรรยากาศรอบตัวร้อนรุ่มขึ้นอย่างแปลกประหลาด
"เจ็บสادีครับ จะได้จำไว้ว่าอย่าวิ่งออกไปเป็นเป้านิ่งให้พรรคพวกของอาคุณสาดกระสุนเล่นอีก" รวิชญ์เอ่ยเสียงต่ำ ชิดใกล้จนแทบจะกลืนกินพื้นที่ระหว่างกัน
สายตาของบอดี้การ์ดหนุ่มเลื่อนต่ำลงจากดวงหน้าดื้อรั้นมาหยุดอยู่ที่ลำคอระหงที่มีเม็ดเหงื่อผุดพราย ท่าทีคุกคามแต่นุ่มนวลโดยสัญชาตญาณทำให้คีรินชะงักไป ความเยือกเย็นที่มักสวมใส่ไว้ราวกับเกราะป้องกันตัวเริ่มสั่นคลอน เมื่อปลายนิ้วอุ่นของรวิชญ์เปลี่ยนจากการเช็ดแผล มาเป็นการเกลี่ยปอยผมที่ชื้นเหงื่อออกจากกรอบหน้าให้อย่างเบามืออย่างไม่ทันตั้งตัว
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานกันในระยะห่างไม่ถึงคืบ คีรินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจดวงโตเต้นรัวเร็วจนน่าหงุดหงิด เขากล้าสบตากับศัตรูทางธุรกิจนับร้อย แต่วินาทีนี้เขากลับไม่กล้าสู้สายตาคมปลาบที่กำลังพิจารณาริมฝีปากของเขาด้วยความหมายบางอย่างที่อ่านไม่ออก
"มองอะไร... หลบไปได้แล้ว แผลแค่นี้ฉันทำเองได้" คีรินเอ่ยเสียงสั่นพร่า พยายามดันไหล่กว้างให้ออกห่าง แต่รวิชญ์กลับนิ่งเฉยราวกับภูเขาหิน ร่างสูงโน้มตัวลงมาใกล้กว่าเดิมจนหน้าผากเกือบจะชนกัน
"ปากเก่งจังนะครับ... ทั้งๆ ที่ตัวสั่นขนาดนี้" รวิชญ์กระซิบชิดริมฝีปาก กลิ่นกายผสมผสานกับกลิ่นดินปืนจางๆ แผ่ซ่านความเย้ายวนอันตรายจนคีรินเผลอกลั้นหายใจ
ก่อนที่ระยะห่างระหว่างริมฝีปากของทั้งคู่จะถูกลดทอนลงจนแทบไม่มีช่องว่าง เสียงเคาะประตูกระแทกกระทั้นอย่างรุนแรงจากภายนอกก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ราวกับฟ้าผ่ากลางห้องนิรภัย
ปัง! ปัง! ปัง!
"คุณคีรินครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!" เสียงตะโกนร้อนรนของลูกน้องคนสนิทดังทะลุบานประตูเหล็กหนาเข้ามา พร้อมกับข่าวร้ายที่ทำให้เลือดในกายของคีรินเย็นเฉียบในพริบตา "คุณอัครพลบุกเข้ามาที่คฤหาสน์ชั้นบนแล้วครับ! ตอนนี้กำลังคุมตัวคนของเราไว้หมดแล้ว!"
รวิชญ์ผละออกจากร่างโปร่งทันที แววตาที่เคยฉายแววคลั่งรักแปรเปลี่ยนเป็นความดิบเถื่อนและเย็นชาดั่งนักล่าในชั่วพริบตา เขวี้ยงสำลีเปื้อนเลือดลงในถาดอย่างไม่ใยดี ก่อนจะคว้าปืนยาวขึ้นมาปลดล็อกสลักอย่างรวดเร็ว
คีรินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้บาดแผลที่หัวไหล่จะยังแปล๊บทุกครั้งที่ขยับ แต่แววตากลับกลับมาคมกริบและเต็มไปด้วยความดุดันไม่แพ้กัน รวิชญ์หันกลับมามองสบตากับเขา ชั่ววินาทีนั้นไม่มีคำพูดใดเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของชายหนุ่มทั้งสอง มีเพียงการพยักหน้ารับรู้สัญญาณอันตรายที่แขวนชีวิตของพวกเขาทั้งคู่ไว้บนเส้นด้าย
รวิชญ์เอื้อมมือมาคว้าข้อมือเรียวของคีรินไว้แน่น บีบกระชับเพื่อส่งผ่านความมั่นคง ทว่าก่อนที่พวกเขาจะได้ก้าวเท้าออกจากห้องนิรภัยเพื่อเผชิญหน้ากับพายุลูกใหญ่ด้านบน กลอนประตูด้านนอกกลับส่งเสียง *คลิก* ดังลั่น... และบานประตูก็ถูกผลักเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างของบุคคลที่ไม่คาดฝันก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็นที่ตรึงพวกเขานิ่งค้างไว้กับที่!
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมลุ้นระทึกไปกับความสัมพันธ์อันตรายนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
พันธะอันตรายภายใต้รอยจูบของบอดี้การ์ดปากร้าย•ตอนที่ 4
สัมผัสหลังความโกลาหล
ผลงานโดย แบล็กเวลเวต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กเวลเวต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะอันตรายภายใต้รอยจูบของบอดี้การ์ดปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!