"อ้าว หลานรัก... อามาเยี่ยม ทำไมต้อนรับกันแล้งน้ำใจอย่างนี้ล่ะ"
เสียงทุ้มแหบที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้มเยียบเย็นดังขึ้นพร้อมกับการพังทลายของบานประตูไม้สักทองหน้าเซฟเฮาส์ แรงระเบิดเบา ๆ จากสะเก็ดระเบิดแรงดันต่ำกวาดเอาวงกบกระจกแตกกระจายกลายเป็นเศษเสี้ยวสะท้อนแสงไฟนีออน คีรินสะดุ้งสุดตัว สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกรีดร้องลั่นในโสตประสาท แต่ก่อนที่เขาจะได้ขยับตัว รวิชญ์ก็พุ่งเข้าประชิดตัวด้วยความเร็วราวกระสุนปืน มือหนากระชากเอวบางของนายจ้างให้หลบพ้นรัศมีคมกระสุนที่ถูกสาดกราดเข้ามาอย่างไร้ความปรานีทันที
"หมอบลง!"
รวิชญ์คำรามต่ำในลำคอ ใบหน้าคมเข้มบึ้งตึงดุดัน แววตาของอดีตหน่วยรบพิเศษฉายประกายอำมหิตอย่างที่คีรินไม่เคยเห็นมาก่อน ร่างสูงใหญ่ทาบทับลงมาปกป้องร่างโปร่งของเขาไว้ใต้ร่าง ขณะที่เสียงปืนกลดังสนั่นหวั่นไหว กลิ่นดินปืนและควันสีเทาคลุ้งกระจายไปทั่วห้องโถงหรูหรา
คีรินเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ไม่ใช่เพราะความกลัวตาย แต่เป็นเพราะแรงกดดันจากสถานการณ์ และ...สัมผัสแนบชิดจากคนปากร้ายที่กำลังกอดกุมเขาไว้แน่นจนแทบหายใจไม่ออก
"ปล่อย... ฉันหายใจไม่ออก รวิชญ์" คีรินกระซิบเสียงลอดไรฟัน มือเรียวผลักไหล่กว้างของอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมจำนน แม้ในสถานการณ์คับขันศักดิ์ศรีก็ยังต้องมาก่อน
"ถ้าไม่อยากตายเป็นรังผึ้ง ก็หุบปากแล้วหมอบนิ่ง ๆ ซะ คุณคีริน" รวิชญ์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความหงุดหงิดปนเป็นห่วงอย่างปิดไม่มิด ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องผ่านกระจกเงาเพื่อประเมินสถานการณ์ "อาของคุณไม่ได้มาคนเดียว ลูกน้องมันไม่ต่ำกว่าสิบคน"
อัครพลก้าวเท้าเหยียบล่องรอยเศษกระจกเข้ามาด้านใน ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสั่งตัดพิเศษดูโดดเด่นท่ามกลางกลุ่มชายชุดดำสวมหน้ากากอนามัยและถือปืนไรเฟิลติดลำกล้องเก็บเสียง สายตาคู่คมกวาดมองความเสียหายรอบตัวก่อนจะหยุดนิ่งที่มุมห้องซึ่งซ่อนร่างของหลานชายตัวดีไว้
"ออกมาเถอะคีริน หลบไปก็เท่านั้น เซฟเฮาส์หลังนี้ฉันเป็นคนสร้างมากับมือ ทุกซอกทุกมุมฉันรู้ดีกว่านายเสียอีก" เสียงทุ้มแหบเอ่ยเยาะเย้ย พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ค่อย ๆ ก้าวเข้ามาใกล้ทีละนิด
คีรินกัดฟันกรวด ดวงตาคู่สวยฉายแววเกรี้ยวกราด เขาลุกขึ้นยืนอย่างถือดีโดยไม่สนใจคำสั่งห้ามของบอดี้การ์ด มือเรียวคว้าปืนพกสั้นที่เหน็บไว้ด้านหลังขึ้นมาปลดเซฟอย่างคล่องแคล่ว รวิชญ์สบถออกมาเบา ๆ อย่างหัวเสียก่อนจะรีบขยับตามไปประกบข้างทันที พร้อมใช้มือข้างหนึ่งดึงข้อมือของคีรินให้ลดปืนลงเล็กน้อยเพื่อป้องกันความสะดุด
"อย่าโง่ คุณสู้พวกมันสิบคนมือเปล่าไม่ได้หรอก" รวิชญ์กระซิบข้างหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอขาวจนคีรินรู้สึกวูบวาบแปลก ๆ ท่ามกลางบรรยากาศความตายที่รายล้อม
"แล้วจะให้ฉันยืนรอความตายหรือไง คุณก็เห็นว่ามันตั้งใจมาเก็บเรา!" คีรินหันไปตวาดกลับ ใบหน้าหวานงอนง้ำอยู่ห่างจากปลายคางของบอดี้การ์ดเพียงไม่กี่เซนติเมตร เคมีบางอย่างปะทุขึ้นท่ามกลางกลิ่นควันปืน
"ใครบอกว่าจะปล่อยให้ตาย" รวิชญ์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาดุดันเปลี่ยนเป็นประกายเจ้าเล่ห์ชั่วขณะ "อยากรอดไปตบหน้าอัตรพลด้วยกันไหมล่ะครับ?"
คีรินชะงักไปนิด ชั่ววินาทีนั้นความหวาดกลัวถูกแทนที่ด้วยความท้าทาย รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวยเฉี่ยว "หึ ถ้าคุณพาฉันออกไปได้... ฉันจะยอมให้คุณบ่นฉันไปทั้งปีเลยเอ้า"
"deal" รวิชญ์รับคำสั้น ๆ
ในจังหวะที่ลูกน้องคนสนิทของอัครพลกำลังจะก้าวพ้นมุมผนังเข้ามา รวิชญ์ก็ไม่รอช้า เขาคว้ากระป๋องควันพรางตาที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อยุทธวิธีออก 1 ลูก ดึงสลักแล้วโยนออกไปกลางห้องโถงทันที ควันสีขาวหนาทึบท่วมทะลักพรั่งพรูออกมาราวกับม่านหมอกหนาบังทัศนียภาพจนมองไม่เห็นแม้แต่เงา
"ยิงคุ้มกันผม!" รวิชญ์สั่งเสียงเฉียบขาด ก่อนจะคว้ามือของคีรินให้วิ่งลัดเลาะไปตามทางเดินลับหลังชั้นหนังสือบิวต์อิน
เสียงปืนรัวนัดแรกดังขึ้นตัดผ่านความเงียบ ควันสีขาวฟุ้งกระจายทำให้ฝ่ายศัตรูยิงสวนมาอย่างสะเปะสะปะ รวิชญ์ใช้ความคุ้นเคยกับโครงสร้างอาคารพาคีรินพุ่งตัวทะยานผ่านประตูฉุกเฉินออกไปยังระเบียงด้านหลัง ซึ่งเชื่อมต่อกับบันไดหนีไฟลงสู่ลานจอดรถชั้นใต้ดิน ลมหนาวยามวิกาลปะทะเข้ากับผิวหน้า แต่ไม่มีใครมีเวลามาใส่ใจความหนาวเหน็บเมื่อเสียงฝีเท้าของพวกมันกำลังไล่ตามมาติด ๆ
"ทางนี้!" รวิชญ์ดึงแขนคีรินให้มุดตัวเข้าไปในซอกเสาปูนเปลือยของลานจอดรถ ร่างทั้งสองแนบชิดติดกับผนังเย็นเฉียบ ความอับชื้นและกลิ่นน้ำมันเครื่องผสมผสานกับกลิ่นกายเฉพาะตัวของชายหนุ่มทั้งคู่ ทำให้ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง
คีรินหอบหายใจถี่ระรัว หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะความเหนื่อยอ่อน ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองบอดี้การ์ดหนุ่มที่ยืนค้ำร่างบังเขาไว้จากสายตาภายนอก ใบหน้าของรวิชญ์อยู่ใกล้จนเขาสามารถนับเส้นขนตาและสัมผัสได้ถึงไอร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกายอีกฝ่าย
"กลัวหรือเปล่าครับ คุณหนู?" รวิชญ์เอ่ยถาม เสียงกระซิบพร่าต่ำแฝงความเย้าแหย่เล็กน้อย แม้สถานการณ์ข้างนอกจะยังคงระอุ
"คนอย่างคีรินไม่รู้จักคำว่ากลัวหรอกค่ะ..." คีรินเชิดหน้าขึ้นตอบเสียงแข็ง แม้เรียวปากสีพีชจะสั่นน้อย ๆ จากความเหนื่อย "แต่ถ้าวันนี้เราไม่รอด... คนที่จะโดนฉันตามไปผีหลอกเป็นคนแรกก็คือคุณนั่นแหละ รวิชญ์"
รวิชญ์หลุดหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ มือหนายื่นออกไปปัดเศษฝุ่นที่เปื้อนข้างแก้มเนียนของนายจ้างอย่างเบามือโดยไม่รู้ตัว สัมผัสอ่อนโยนที่ขัดกับลุคดิบเถื่อนทำเอาคีรินชะงักค้างไปชั่วขณะ หัวใจที่สงบลงแล้วกลับเต้นรัวขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่มีเหตุผล
"งั้นผมสัญญาว่า... จะพาคุณรอดไปทวงสมบัติคืนจากอาของคุณให้ได้" รวิชญ์กระซิบแผ่วเบา แววตาคมกريบที่มองมาเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าคำว่าเจ้านายกับลูกน้อง
ทว่า... ก่อนที่บรรยากาศหวานอมเปรี้ยวชวนใจเต้นจะลึกซึ้งไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนัก ๆ หลายคู่ก็ดังใกล้เข้ามาหยุดอยู่ตรงเสาต้นถัดไป พร้อมกับเสียงกระชับไกปืนที่ดังชัดเจนในความเงียบ
รวิชญ์หุบยิ้มฉับพลัน แววตาดุดันกลับมาอีกครั้งในเสี้ยววินาที มือหนาขยับดึงตัวคีรินให้หลบเข้าไปลึกกว่าเดิม พร้อมกับเล็งปืนในมือเตรียมลั่นไกสวนกลับทันทีที่เป้าหมายโผล่พ้นมุมเสา
เงาดำทึบของชายชุดดำคนแรกก้าวพ้นมุมเสาเข้ามา... แต่ทว่า สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาของทั้งคู่กลับไม่ใช่ลูกน้องของอัครพลอย่างที่คิด
ปลายกระบอกปืนสีดำสนิทถูกจ่อตรงมาที่หน้าผากของรวิชญ์จากด้านหลัง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังขึ้นเหนือหัวของพวกเขา
"เกมพลิกแล้วล่ะ บอดี้การ์ดมือหนึ่ง..."
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางระทึกขวัญและฟินจิกหมอนไปกับเคมีอันร้อนแรงของคู่นี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
พันธะอันตรายภายใต้รอยจูบของบอดี้การ์ดปากร้าย•ตอนที่ 3
กระสุนนัดแรก
ผลงานโดย แบล็กเวลเวต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กเวลเวต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะอันตรายภายใต้รอยจูบของบอดี้การ์ดปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!