พันธะอันตรายภายใต้รอยจูบของบอดี้การ์ดปากร้าย•ตอนที่ 7

อาหารมื้อเที่ยงที่เกือบพัง

ผลงานโดย แบล็กเวลเวต
"ถ้าคุณคิดว่าสเต็กเนื้อ Medium Rare ชิ้นนี้มันเหนียวเคี้ยวยากจนเหมือนยางรถยนต์ล่ะก็... ผมแนะนำให้คุณเอาเวลากลับไปฝึกเคี้ยวหมากฝรั่งให้กรามแข็งแรงมาก่อนจะดีกว่านะคะ คุณชายคีริน" น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือความกวนประสาทแบบไม่คิดจะเกรงใจใครดังขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศห้องอาหารเพนต์เฮาส์สุดหรูที่เงียบสงบจนได้ยินเสียงมีดกระทบกับจานกระเบื้องเคลือบราคาแพง คีรินตวัดสายตาคมกริบขึ้นมองร่างสูงใหญ่ของบอดี้การ์ดหนุ่มที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูด้วยท่าทางกวนอประสาท รวิชญ์ในยามนี้ไม่ได้อยู่ในชุดสูททางการเต็มยศ หากแต่สวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนขึ้นจนเห็นกล้ามเนื้อแขนกำยำและรอยสักจางๆ ที่โผล่พ้นข้อมือ ความดิบเถื่อนและเย้ายวนในคราเดียวกันนั้นแผ่ซ่านจนทำให้อากาศรอบตัวเหมือนจะร้อนขึ้นมาดื้อๆ "ปากดีไม่เปลี่ยนเลยนะรวิชญ์" คีรินแค่นหัวเราะในลำคอ วางส้อมลงบนจานเสียงดังเคร้งเพื่อแสดงความหงุดหงิด "แล้วใครใช้ให้คุณสั่งเมนูนี้มาให้ฉันล่ะ? ฉันบอกตั้งแต่เมื่อวานแล้วไม่ใช่หรือไงว่าฉันเกลียดเนื้อวัวที่ปรุงแต่งด้วยซอสไวน์แดงรสชาติห่วยแตกแบบนี้" "ห่วยแตกเหรอครับ?" รวิชญ์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ก้าวเท้ายาวๆ เข้ามาประชิดโต๊ะอาหารราวกับเสือดาวที่กำลังคุมเชิงเหยื่อ "นั่นคือเนื้อวากิวนำเข้าเกรดพรีเมียมที่เชฟมิชลินสามดาวเป็นคนทำเองกับมือ และซอสไวน์แดงนั่นก็เคี่ยวด้วยไฟอ่อนนานกว่าหกชั่วโมง... หรือว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่อาหารหรอกครับ แต่มันอยู่ที่คนกินไม่มีรสนิยมพอที่จะเสพของดีต่างหาก" "รวิชญ์!" คีรินผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตากลมโตฉายแวววาวด้วยความโกรธกรณีย์ที่โดนยั่วโมโหจนเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ "คุณกล้าดียังไงมาว่าฉันไม่มีรสนิยม? อยากโดนไล่ออกนักใช่ไหม ถึงได้หาเรื่องฉันไม่เว้นแต่ละวันแบบนี้" บรรยากาศระหว่างทั้งคู่ระอุขึ้นในเสี้ยววินาที ร่างเพรียวบางของคีรินที่ยืนประจันหน้าทำให้เห็นส่วนต่างของความสูงได้อย่างชัดเจน รวิชญ์สูงกว่าเขาเกือบหนึ่งช่วงหัว ไหล่กว้างๆ นั่นดูเหมือนกำแพงหนาที่พร้อมจะกักขังเขาไว้ในทุกๆ ทาง แต่แทนที่บอดี้การ์ดหนุ่มจะถอยหลังหนี กลับกลายเป็นว่ารวิชญ์สาวเท้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีก กลิ่นกายผสมผสานกับน้ำหอมผู้ชายราคาแพงและกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยเข้าแตะจมูกจนคีรินต้องเผลอกลั้นหายใจ "ไล่ผมออกเหรอครับ?" รวิชญ์โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน แววตาคมกริบที่เคยนิ่งสนิทกลับพราวระยับด้วยประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก "คุณก็รู้ว่าคุณทำแบบนั้นไม่ได้... เพราะถ้าไม่มีผมคอยปกป้องจากไอ้อาจอมเจ้าเล่ห์อย่างอัครพล ป่านนี้คุณคงโดนพวกมันฮุบหุ้นบริษัทไปหมดตัวแล้วมั้งครับ คุณชายตัวแสบ" คำพูดแทงใจดำนั้นทำให้คีรินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยไหววูบไปชั่วขณะเมื่อชื่อของ 'อัครพล' อาผู้ไม่เคยหวังดีถูกยกขึ้นมาเป็นเกราะป้องกันความใจอ่อนของตนเอง แต่มีหรือที่คนอย่างคีรินจะยอมจำนนใครง่ายๆ ร่างบางเชิดหน้าขึ้น รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างท้าทาย "ต่อให้ไม่มีคุณ ฉันก็จัดการเรื่องพวกนั้นเองได้น่า... ฉันไม่ใช่เด็กอมมือนะรวิชญ์" คีรินสวนกลับเสียงแข็ง พยายามซ่อนความสั่นไหวในน้ำเสียงไว้ภายใต้หน้ากากความเยือกเย็น "อีกอย่าง อาหารมื้อนี้มันแย่จริงๆ ฉันไม่กิน และคุณก็ต้องเอามันออกไปเก็บซะ" รวิชญ์มองจานสสเต็กสลับกับใบหน้าเนียนใสที่รั้นจนน่าหมั่นไส้ แววตาที่ดุดันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน ชายหนุ่มถอนหายใจยาวออกมาก่อนจะเอื้อมมือหนาไปหยิบจานสเต็กนั้นมาถือไว้เอง "ดื้อด้านไม่เคยเปลี่ยน" รวิชญ์พึมพำเบาๆ แต่คีรินก็ได้ยินชัดเจน "รู้ไหมครับว่าทำไมผมถึงสั่งเมนูนี้นอกจากเรื่องเกรดของเนื้อ..." คีรินขมวดคิ้ว "ทำไมล่ะ? จะอวดสรรพคุณเชฟบ้านั่นอีกหรือไง" "เปล่าเลย" รวิชญ์วางจานลงบนเคาน์เตอร์ด้านหลัง ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับร่างบางอีกครั้งด้วยระยะห่างที่ใกล้เสียจนหัวใจของคีรินกระตุกวูบ "ก็เพราะว่าผมรู้ว่าคุณทำงานจนลืมกินข้าวเช้ามาสามวันติด และผลตรวจสุขภาพประจำปีล่าสุดของคุณก็บอกชัดเจนว่าคุณขาดธาตุเหล็ก... ต่อให้คุณจะเกลียดรสชาติมันแค่ไหน แต่วันนี้คุณต้องกินมันให้หมด" คำพูดที่เจือความห่วงใยแบบดิบเถื่อนและเผด็จการในคราวเดียวกันนั้น ทำให้คีรินนิ่งอึ้งไป สมองที่เคยประมวลผลคำด่าทอเตรียมไว้กลับว่างเปล่าลงเสียดื้อๆ ดวงตากลมโตมองสำรวจใบหน้าคมเข้มของบอดี้การ์ดหนุ่ม ร่องรอยความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ใต้ดวงตาคู่นั้นบอกให้รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้นอนมาทั้งคืนเช่นกันเพื่อตรวจตราความปลอดภัยรอบคฤหาสน์ เคมีที่พุ่งพล่านระหว่างความปากร้ายและความใส่ใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันแข็งกระด้าง ทำให้ห้องอาหารทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งคู่ที่เต้นโครมครามแข่งกัน คีรินเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่ตีตื้นขึ้นมาในอกทำให้เขารู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า รวิชญ์จ้องมองริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันนั้นด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... มันเป็นสายตาที่ร้อนแรงและอันตรายยิ่งกว่าอาวุธชนิดใดที่บอดี้การ์ดหนุ่มเคยพกติดตัว "ถ้าคุณยังมองผมด้วยสายตาแบบนั้น..." รวิชญ์กระซิบเสียงพร่า ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มร้ายกาจ "ผมอาจจะเปลี่ยนใจจากการบังคับให้คุณกินสเต็ก... เป็นการป้อนคุณด้วยวิธีอื่นที่รับรองว่าอร่อยกว่านี้หลายเท่าแทนนะครับ" "ทะลึ่ง..." คีรินพึมพำด่าเสียงเบาหวิว พยายามจะถอยหลังหนีแต่ทว่าแผ่นหลังกลับชนเข้ากับขอบโต๊ะอาหารเสียแล้ว รวิชญ์ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ มือหนาข้างหนึ่งเอื้อมมาวางทาบลงบนขอบโต๊ะเพื่อกักตัวร่างบางไว้ในวงแขนทันที กลิ่นอายความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของแผ่กระจายจนคีรินรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะหลอมละลาย ทว่า ในจังหวะที่ลมหายใจของทั้งคู่เริ่มผสานเป็นหนึ่งเดียวและระยะห่างเหลือเพียงแค่คืบ... *กริ๊งงงงง!* เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของคีรินดังขึ้นทำลายความเงียบและความเคมีที่กำลังสุกงอมจนเกือบจะระเบิด รวิชญ์ชะงักเล็กน้อย สบถในลำคออย่างขัดใจ ส่วนคีรินสะดุ้งสุดตัวราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์มนต์สะกด ร่างบางรีบดันแผงอกหนาออกเบาๆ แล้วหันไปคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ หวังจะกดตัดสายเจ้าปัญหา แต่ทว่า... ทันทีที่เห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ สีหน้าที่มีเลือดฝาดเมื่อครู่ซีดเผือดลงในทันที รวิชญ์สังเกตเห็นความผิดปกติจึงขมวดคิ้ว "ใครโทรมา?" คีรินเงยหน้าขึ้นสบตากับบอดี้การ์ดหนุ่ม มือเรียวที่ถือโทรศัพท์สั่นระริกเล็กน้อย เสียงกระซิบที่ลอดออกมาจากริมฝีปากบางทำให้บรรยากาศในห้องดิ่งวูบลงสู่ความหนาวยะเยือก "มัน... เบอร์ของอัครพล..." คีรินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "และเขากำลังบอกว่า... ตอนนี้เขาอยู่ที่หน้าประตูคฤหาสน์แล้ว" ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านตอนนี้นะคะ ร่วมนับถอยหลังไปสู่บทสรุปอันเข้มข้นด้วยกันในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (แบล็กเวลเวต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะอันตรายภายใต้รอยจูบของบอดี้การ์ดปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%