พันธะอันตรายภายใต้รอยจูบของบอดี้การ์ดปากร้าย•ตอนที่ 16

ความสับสนที่น่ารำคาญ

ผลงานโดย แบล็กเวลเวต
เสียงแฟ้มเอกสารหนาปึกที่ถูกโยนกระแทกกับพื้นผิวกระจกโต๊ะทำงานดังขึ้นจนสะเทือนไปถึงความรู้สึก คีรินไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองร่างสูงใหญ่ที่ยืนค้ำหัวเขาอยู่ด้วยซ้ำ ปลายนิ้วเรียวยังคงเลื่อนหน้าจอแท็บเล็ตในมืออย่างเยือกเย็น ราวกับว่าตัวตนของบอดี้การ์ดหนุ่มอดีตหน่วยรบพิเศษเป็นเพียงฝุ่นละอองที่น่ารำคาญใจ มากกว่ามนุษย์เนื้อหนังมังสาที่เพิ่งสร้างรอยแผลเป็นทางความรู้สึกไว้ให้เขาเมื่อคืนก่อน "คุณทำแบบนี้หมายความว่ายังไง คีริน" เสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่าเอ่ยลอดไรฟัน รวิชญ์พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังปะทุอยู่ใต้ผิวหนัง ร่างสูงในชุดสูทสีเข้มยืนตระหง่าน บรรยากาศรอบตัวแผ่ซ่านความดิบเถื่อนและคุกคาม แต่มันกลับไร้ความหมายเมื่อเผชิญหน้ากับความเย็นชาไร้รอยต่อของคนตรงหน้า "ฉันต่างหากที่เป็นคนต้องถามคุณ รวิชญ์" คีรินวางแท็บเล็ตลงอย่างเชื่องช้า ดวงตาคู่คมกริบราวกับเพชรน้ำงามเงยขึ้นสบตาอีกฝ่าย นิ่งสนิทและว่างเปล่าจนน่ากลัว "หน้าที่บอดี้การ์ดส่วนตัวของคุณ คือการยืนอารักขาเงียบๆ ไม่ใช่การก้าวก่ายพื้นที่ส่วนตัว... และยิ่งไม่ใช่การทำตัวรุ่มร่ามอย่างไร้ขอบเขตเหมือนอย่างเมื่อคืน" คำพูดนั้นคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนความเงียบ รวิชญ์ชะงักไปเล็กน้อย กรามแกร่งขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูน ดวงตาคมกริบฉายแวววับโรจน์ขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเยдяชาที่พยายามสร้างขึ้นมากลบเกลื่อนความสับสน เหอะ... รุ่มร่ามอย่างนั้นเหรอ? เมื่อคืนนี้ ใครกันแน่ที่เป็นคนดึงรั้งเขาไว้ด้วยปลายนิ้วสั่นเทา ใครกันแน่ที่เป็นคนส่งเสียงครางประท้วงเบาๆ ริมฝีปากนั่นเอาแต่ปฏิเสธแต่ร่างกายกลับซื่อตรงยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด แต่พอตื่นเช้ามา คีรินกลับกลายร่างเป็นตุ๊กตากระเบื้องเคลือบแสนเย็นชาที่พร้อมจะผลักไสเขาให้พ้นรัศมีสายตาตลอดเวลา "ผมทำหน้าที่ของผม" รวิชญ์เค้นเสียงลอดไรฟัน ก้าวเท้าเข้าประชิดโต๊ะทำงานตัวใหญ่จนแทบไม่มีช่องว่าง "และถ้าคุณคิดว่าสิ่งที่ผมทำมันล้ำเส้น... ทำไมตอนนั้นคุณถึงไม่ผลักผมออกล่ะครับ คุณคีริน?" คำถามย้อนที่จี้ใจดำทำให้หัวใจของคีรินกระตุกวูบ แต่วินาทีต่อมาใบหน้าหวานกลับเหยียดยิ้มเยาะอย่างไร้ความปรานี เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ส่วนสูงจะน้อยกว่าอีกฝ่ายอยู่ช่วงตัว ทว่าออร่าความกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวประมุขหนุ่มตระกูลดังกลับไม่เป็นรองใครเลยแม้แต่น้อย "เพราะฉันเมา และคุณมันฉวยโอกาสไง รวิชญ์" คีรินเชิดคางขึ้น ท้าทายและถือดี "จำใส่สมองอันน้อยนิดของคุณไว้ซะ ว่าสถานะระหว่างเรามันคือเจ้านายกับลูกจ้าง ไม่มีทางเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น ต่อให้คุณจะพยายามใช้วิธีสกปรกแค่ไหนมาปั่นหัวฉันก็ตามที" สิ้นคำพูดนั้น รวิชญ์ก็เคลื่อนไหวเร็วยิ่งกว่าเสือชีตาร์ ร่างสูงพุ่งเข้าประชิดตัวจนแผ่นหลังของคีรินชนเข้ากับผนังห้องกระจกด้านหลังอย่างจัง มือแกร่งข้างหนึ่งคว้าข้อมือเรียวตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยแรงมหาศาล ขณะที่มืออีกข้างยกขึ้นประคองกรอบหน้าคมคาย บังคับให้อีกฝ่ายต้องแหงนเงยขึ้นมารับสายตาดุดันที่กำลังลุกโชนไปด้วยไฟโทสะและ... ความปรารถนาที่ซ่อนเร้น "ปล่อยนะ!" คีรินตวัดเสียงกร้าว ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธเคืองที่ถูกคุกคาม แต่หัวใจกลับเต้นรัวผิดจังหวะเมื่อใบหน้าคมเข้มของบอดี้การ์ดหนุ่มโน้มต่ำลงมาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนที่ปัดป่าวกระจัดกระจายอยู่ริมฝีปากทำให้สติที่พยายามประคับประคองมาทั้งวันเริ่มสั่นคลอน "ปากเก่งนักนะ" รวิชญ์กระซิบชิดริมฝีปาก เสียงทุ้มพร่าต่ำสั่นระริกด้วยแรงอารมณ์ "เก่งให้ได้ตลอดก็แล้วกัน... เวลาที่ผมหมดความอดทนขึ้นมาจริงๆ อย่ามานั่งร้องขอชีวิตก็แล้วกันครับคุณชาย" "คุณไม่มีสิทธิ์..." "ผมมีสิทธิ์ทุกอย่างที่จะทำลายความเย่อหยิ่งของคุณ... คีริน" บรรยากาศในห้องทำงานกว้างขวางราวกับถูกสูบออกจนหมดสิ้น เคมีที่ปะทะกันรุนแรงระหว่างความดุดันคลั่งรักของบอดี้การ์ดปากแข็งกับความถือดีเยือกเย็นของเจ้านายหนุ่มพุ่งทะยานถึงขีดสุด รวิชญ์ไล่สายตาลงมองเรียวปากสีพีชที่เอาแต่ต่อว่าเขาไม่หยุดด้วยความรู้สึกที่ยากจะควบคุม ความโกรธขึงเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยแรงดึงดูดมหาศาลที่ฉุดกระชากให้เขาอยากจะบดขยี้ริมฝีปากอวดดีนั้นให้หายพยศ คีรินรับรู้ได้ถึงอันตรายที่คืบคลานเข้ามา ร่างกายร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ยามที่ปลายนิ้วหยาบกร้านของอีกฝ่ายลูบไล้กรอบแก้มแผ่วเบา ความใกล้ชิดที่มากเกินไปทำให้สมองขาวโพลน เขาเกลียดตัวเองที่หัวใจเจ้ากรรมดันทรยศด้วยการเต้นแรงจนแทบทะลุอก เกลียดสัมผัสของรวิชญ์ที่มักจะมีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของเขาเสมอไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร มือเรียวพยายามออกแรงขัดขืน แต่ทว่า... ยิ่งดิ้นรน ร่างกายก็ยิ่งเบียดชิดเข้าหากันมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นบุหรี่จางๆ ของบอดี้การ์ดหนุ่มโลมไล้ผตสัมผัสจนสติสัมปชัญญะเริ่มพร่าเลือน รวิชญ์ก้มหน้าลงต่ำอีกนิด ริมฝีปากหยักลึกเกือบจะแนบชิดกับกลีบปากนุ่มอยู่รอมร่อในเสี้ยววินาทีที่บรรยากาศกำลังจะขาดผึ่งลง— *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ราวกับสายฟ้าฟาดผ่ากลางบรรยากาศที่กำลังระอุ รวิชญ์ชะงักกึก คีรินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบใช้แรงเฮือกสุดท้ายผลักอกแกร่งให้ออกห่างอย่างแรงจนบอดี้การ์ดหนุ่มต้องยอมถอยหลังไปสองก้าวด้วยความเสียดาย คีรินจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่อย่างรวดเร็ว พยายามปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยเย็นชาดังเดิมแม้ลมหายใจจะยังหอบสะั่นไม่เป็นจังหวะ "เข้ามา" คีรินเอ่ยอนุญาตด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับไม่ให้สั่น ลูกน้องคนสนิทเปิดประตูห้องทำงานเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ถือแท็บเล็ตรายงานข่าวร้อนระอุไว้ในมือแน่น ดวงตาเลิกลั่กมองสลับระหว่างเจ้านายกับบอดี้การ์ดหนุ่มที่ยืนอยู่ใกล้กันเกินความจำเป็นด้วยความประหม่า "คุณคีรินครับ... เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!" ลูกน้องละล่ำละลักพูด "ท่านอัครพล... ตอนนี้ท่านถือหุ้นใหญ่เกินครึ่งและกำลังเรียกประชุมบอร์ดบริหารฉุกเฉินเพื่อถอดถอนคุณจากการเป็นประธานบริษัท... ภายในสิบนาทีนี้ครับ!" คีรินหน้าถอดสีทันที ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง รวิชญ์หันขวับกลับมามองหน้าเจ้านายหนุ่มทันที ความโกรธและสับสนเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยประกตาสีเข้มข้นดุดันที่พร้อมจะพุ่งชนทุกอุปสรรคที่กล้าเข้ามาทำร้ายคนตรงหน้า ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (แบล็กเวลเวต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะอันตรายภายใต้รอยจูบของบอดี้การ์ดปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%