“เวรเอ๊ย...”
รวิชญ์สบถเบาๆ ในลำคอ ขณะที่เสียงกระจกด้านหลังรถยนต์หุ้มเกราะแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ จากแรงกระสุนปืนกลออโตเมติกที่ระดมยิงเข้ามาอย่างไร้ความปราณี กลิ่นดินปืนและควันจางๆ ลอยคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นฝนที่กำลังโปรยปรายลงมาอย่างหนักหน่วงภายนอก
ในรถยนต์คันหรูที่ควรจะเป็นเซฟโซน กลับกลายเป็นกรงขังมรณะ เมื่อสมุนมือปืนของอัครพลขับรถปาดหน้าและปิดล้อมทุกเส้นทางหนี รวิชญ์หักพวงมาลัยหลบหลุมอุกกาบาตบนถนนลูกรังอย่างชำนาญ มือหนาข้างหนึ่งควบคุมเกียร์อย่างดุดัน ส่วนอีกข้างคว้าปืนพกสั้นขึ้นมาปลดล็อกเซฟด้วยความเร็วสูงราวกับปฏิกิริยาอัตโนมัติของอดีตหน่วยรบพิเศษ
“เกาะเบาะไว้ให้แน่น คีริน!”
เสียงทุ้มต่ำตวาดสั่ง ลมหายใจของเขาหอบกระชั้นเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความโกรธเกรี้ยวที่พุ่งพล่านจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน เมื่อเป้าหมายในกระสุนพวกมันไม่ใช่แค่รถ แต่คือคนข้างกายเขา
คีรินไม่ได้กรีดร้องอย่างตื่นตระหนก ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาที่ตอนนี้เอียงกระفสัดสะท้อนประกายความเยือกเย็นและความดื้อรั้น ร่างโปร่งในชุดสูทสั่งตัดพิเศษขยับตัวเข้ามาใกล้บอดี้การ์ดหนุ่มตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด แม้ปากจะยังหาเรื่องได้ไม่หยุด
“ถ้าฉันตายเพราะฝีมือขับรถห่วยๆ ของนาย ฉันจะตามไปหลอกหลอนไม่ให้ได้นอนเลย รวิชญ์!” คีรินกัดฟันกรอด พลางเอื้อมมือไปคว้าด้ามปืนสำรองในเก๊ะหน้ารถขึ้นมาเตรียมพร้อมเช่นกัน สมเป็นทายาทตระกูลใหญ่ที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครแม้ในนาทีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย
“ปากดีแบบนี้ ค่อยน่าเอาชนะหน่อย” รวิชญ์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมดุเหลือบมองกระจกมองหลังที่เห็นรถกระบะของศัตรูพุ่งตามมาติดๆ พร้อมกระบอกปืนที่ยื่นออกมาจากหน้าต่าง
*ปัง! ปัง! ปัง!*
กระสุนเจาะทะลุกระโปรงหลังรถเสียงดังสนั่นหวั่นไหว รวิชญ์ไม่รอช้า เขาตัดสินใจหักเลี้ยวรถพุ่งเข้าสู่เขตก่อสร้างร้างข้างทางทันที ท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำเทลงมาอย่างบ้าคลั่งจนวิสัยทัศน์พร่ามัว ล้อรถบด
“ลงจากรถ!” สั่งจบ รวิชญ์ก็ผลักประตูฝั่งตัวเองออกไปพร้อมกับดึงข้อมือเรียวของคีรินให้พุ่งตัวตามออกมาทันทีที่รถหยุดนิ่งสนิท
ความเย็นยะเยือกของสายฝนสาดซัดเข้าใส่ร่างทันทีที่สัมผัสบรรยากาศภายนอก น้ำฝนไหลลู่ตามกรอบหน้าคมคายและเส้นผมสีเข้มที่เปียกลู่ของรวิชญ์ ยิ่งขับเน้นให้ใบหน้าดิบเถื่อนนั้นดูดึงดูดใจอย่างอันตราย ในขณะที่คีรินย่นหัวคิ้วด้วยความไม่สบอารมณ์เมื่อหยดน้ำฝนไหลเข้าตา แต่ก็ยอมวิ่งตามแรงฉุดกระชากของบอดี้การ์ดหนุ่มเข้าไปหลบหลังเสาปูนขนาดใหญ่ในซากตึกร้างอย่างรวดเร็ว
เสียงฝีเท้าและเสียงตะโกนสั่งการของศัตรูไล่หลังมาติดๆ พวกมันกระจายกำลังล้อมตึกร้างแห่งนี้ไว้หมดแล้ว
รวิชญ์ดันร่างของคีรินให้แนบชิดติดผนังปูนเพื่อบังวิถีกระสุน ร่างสูงใหญ่ก้มตัวลงคร่อมทับเพื่อปกป้องอีกฝ่ายไว้ทั้งตัว กลิ่นอายเฉพาะตัวของผู้ชายตรงหน้าผสมผสานกับกลิ่นฝนและกลิ่นเลือดจางๆ จากแผลเฉี่ยวที่ต้นแขนของรวิชญ์ ลอยเข้ามาชวนให้หัวใจของคีรินกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่
“นาย... เลือดออก” คีรินชะงักไปเล็กน้อย เมื่อปลายนิ้วเรียวเผลอไปแตะโดนรอยขาดที่เสื้อเชิ้ตสีขาวของอีกฝ่าย ซึ่งตอนนี้ชุ่มไปด้วยเลือดสีสดที่ไหลปะปนกับน้ำฝน
“เรื่องแค่นี้ ยังไม่ตายห่าหรอกน่า” รวิชญ์ตอบเสียงห้วน ใบหน้าคมคายบึ้งตึงยิ่งกว่าเดิม สายตาดุดันกวาดมองไปรอบตัวเพื่อประเมินสถานการณ์ “แต่อยู่ตรงนี้นานไม่ได้ พวกมันรู้ตำแหน่งเราแล้ว”
“แล้วจะทำยังไง? ทางออกด้านหลังถูกปิดตายไปหมดแล้ว” คีรินถามเสียงเรียบ แม้สถานการณ์จะคับขันเพียงใด แต่สมองของเขายังคงแล่นเร็ว
รวิชญ์มองหน้าคนตรงนิ่ง เนตรคมกริบสะท้อนภาพใบหน้าหวานที่เปียกปอนและความดื้อรั้นในแววตานั้น มันทำให้หัวใจที่ด้านชาของอดีตบอดี้การ์ดหน่วยรบพิเศษเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง เขาไม่อาจทนเห็นแววตาคู่นี้มีความหวาดกลัวได้เลย... ไม่ว่ายังไง คนคนนี้ต้องรอดออกไปจากที่นี่
“เชื่อใจฉันไหม?” คำถามหลุดออกมาจากริมฝีปากหยักลึก น้ำเสียงที่มักจะกวนประสาทและปากร้าย เปลี่ยนเป็นจริงจังและทุ้มลึกจนน่าใจหาย
คีรินชะงักไปชั่ววินาที ดวงตากลมโตมองประสานกับสายตาคมกราบของคนตรงหน้า ในสถานการณ์ที่ไว้วางใจใครไม่ได้เลยแม้แต่เงาของตัวเอง กลับมีผู้ชายปากร้ายคนนี้ยืนหยัดกางปีกปกป้องเขาด้วยชีวิต
“ถ้าฉันไม่รอด นายก็เตรียมตัวรับผิดชอบวิญญาณฉันไปจนวันตายก็แล้วกัน รวิชญ์” คีรินตอบเสียงเบາ แต่แฝงด้วยความหมายลึกซึ้งที่ทำให้อีกฝ่ายระบายยิ้มมุมปากออกมาได้ท่ามกลางพายุฝน
รวิชญ์ไม่รอช้า มือหนาคว้าข้อมือบางมากุมไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือที่ส่งผ่านท่ามกลางความหนาวเหน็บทำให้คีรินเผลอกลั้นหายใจ บอดี้การ์ดหนุ่มตัดสินใจระเบิดกระสุนใส่เพดานปูนด้านบนเพื่อสร้างเบี่ยงเบนความสนใจ ก่อนจะกระชากร่างโปร่งให้วิ่งลัดเลาะไปตามซอกตึกมืดทึบเพื่อหาทางหนีทีไล่
เสียงฝีเท้าของศัตรูใกล้เข้ามาทุกที เสียงปืนนัดแรกดังขึ้นตัดผ่านสายฝนเฉียดหัวพวกเขาไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร รวิชญ์ดึงคีรินเข้ามาหลบหลังกำแพงปูนทรุดโทรม ร่างทั้งสองแนบชิดกันสนิทจนแทบไม่เหลือช่องว่าง ลมหายใจร้อนผ่าวปะปนกันท่ามกลางความหนาวเหน็บ
ดวงตาคมของรวิชญ์ก้มมองริมฝีปากบางที่เม้มเข้าหากันแน่นด้วยความเครียด ก่อนจะเลื่อนขึ้นสบตากับคนในอ้อมแขน ในวินาทีที่ความตายอยู่ห่างแค่เอื้อม ความรู้สึกดิบเถื่อนและโหยหากลับพุ่งพล่านขึ้นมาในอกจนยากจะควบคุม
“ถ้าเราออกไปจากที่นี่ได้...” รวิชญ์กระซิบชิดริมหู เสียงทุ้มต่ำพร่าพร่ามท่ามกลางเสียงสายฝนกระหน่ำ “ฉันจะจูบจนกว่านายจะปากดีไม่ออกเลย คีริน”
คีรินใจกระตุกวาบ เลือดในกายสูบฉีดร้อนผ่าวขึ้นมาทันที แม้ในสถานการณ์เป็นตายร้ายดี เขายังไม่วายส่งค้อนวงใหญ่ให้คนปากร้าย “เก็บแรงไว้รอดไปพูดทีหลังเถอะน่า...”
ทว่า ยังไม่ทันที่รวิชญ์จะได้ตอบโต้อะไรกลับไป เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นกะทันหันจากด้านหลังเสาปูนทึบ พร้อมกับเสียงปืนที่ขึ้นลำกล้องดัง *คลิก!* ชัดเจนท่ามกลางสายฝน
ทั้งสองคนชะงักกึก รวิชญ์ดึงคีรินมาหลบไว้ด้านหลังทันทีพร้อมยกปืนเล็งตรงไปยังเงาดำที่ก้าวออกมาจากความมืด
เงาร่างนั้นค่อยๆ เคลื่อนตัวออกมาจากมุมตึก พร้อมกับแสงไฟฉายที่สาดส่องเข้ามาตรงหน้าพวกเขาเต็มๆ และเมื่อบุคคลปริศนาเอ่ยปากพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นที่คุ้นเคย รวิชญ์ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
“คิดว่าจะหนีพ้นเหรอ... หลานรัก”
**[CLIFFHANGER HOOK]**
ร่างสูงของอัครพลก้าวออกมาพร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมในมือถือรีโมทคอนโทรลบางอย่าง เสียงสัญญาณติ๊ดๆ ดังขึ้นถี่ๆ จากผนังตึกเบื้องล่าง และก่อนที่รวิชญ์จะทันได้เหนี่ยวไก อัครพลก็กดปุ่มพร้อมเอ่ยเสียงเย้ยหยัน “เกมจบแล้ว... ไปลงนรกด้วยกันเถอะ” ระเบิดเวลาเริ่มนับถอยหลังเหลือเพียงสามวินาทีสุดท้ายที่แขวนชีวิตทุกคนไว้บนเส้นด้าย!
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางฝ่ากระสุนและสายฝนมาด้วยกันนะคะ หวังว่าจะฟินและลุ้นจนใจหายคว่ำกันเลยทีเดียว แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
พันธะอันตรายภายใต้รอยจูบของบอดี้การ์ดปากร้าย•ตอนที่ 19
หลบหนีท่ามกลางสายฝน
ผลงานโดย แบล็กเวลเวต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กเวลเวต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะอันตรายภายใต้รอยจูบของบอดี้การ์ดปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!