กลิ่นคาวสนิมเหล็กเจือจางในอากาศ ยิ่งตอกย้ำความจริงว่าความตายยืนอยู่ห่างจากพวกเขาแค่ปลายกระบอกปืน
"ทำได้ไม่เลวนี่เจ้าหลานรัก... รอดตายมาได้อีกครั้งสินะ"
น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเย็นเยียบราวจับวางมาจากขุมนรกของอัครพลดังแทรกความเงียบของห้องเก็บเสียงใต้ดิน ปลายกระบอกปืนเก็บเสียงสีดำสนิทเล็งตรงมายังศีรษะของคีรินอย่างเลือดเย็น รวิชญ์ไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว ร่างสูงใหญ่พุ่งเข้าชาร์จพร้อมกับปัดปืนในมือของผู้อาวุโสเบี่ยงเบนวิถีกระสุน เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่น ตามด้วยเสียงปืนเก็บเสียงที่ดัง "ฟึ่บ" ผ่าอากาศเฉียดหัวไหล่ของบอดี้การ์ดหนุ่มไปเพียงนิดเดียว
เศษกระจกและฝุ่นตลบอบ oวล รวิชญ์ใช้ทักษะการต่อสู้ระยะประชิดบิดข้อมือของอัครพลจนอาวุธหลุดร่วง แต่ลูกน้องอีกสองคนที่ซุ่มอยู่ด้านหลังกลับพุ่งเข้ามาประกบล็อคตัวรวิชญ์ไว้ทันที
"ปล่อยเขา!" คีรินตวาดลั่น ดวงตาคู่สวยฉายแววกร้าวและเดือดดาลจนน่ากลัว ปืนพกสั้นในมือของร่างบางถูกยกขึ้นเล็งไปที่กลางหน้าผากของอัครพลโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย "ถ้าแกขยับอีกนิดเดียว สมองอาคงกระจายอยู่บนพื้นนี่แหละ"
อัครพลหัวנסในลำคอ สีหน้าไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เขายกมือขึ้นระดับอก ยิ้มเยาะเย้ยด้วยสายตาที่ผ่านโลกมามากกว่า "กล้าดีนี่... เด็กน้อยปีกกล้าขาแข็ง คิดว่ามีบอดี้การ์ดปากเสียคนนี้คอยคุ้มกันแล้วจะรอดพ้นเงื้อมมือฉันไปได้ตลอดรอดฝั่งงั้นเหรอ?"
"ฉันจะรอดหรือไม่อย่างน้อยก็ไม่ได้ใช้วิธีสกปรกแบบอา!" คีรินกัดฟันกรอด นิ้วชี้แทบจะเหนี่ยวไกอยู่แล้วหากไม่ติดว่าหางตาเหลือบไปเห็นรวิชญ์กำลังส่งสัญญาณมือบางอย่าง ร่างสูงใช้จังหวะที่ลูกน้องฝั่งตรงข่ายเผลอ กระแทกศอกเข้าที่ลิ้นปี่ของคนด้านหลังอย่างแม่นยำ ก่อนจะหมุนตัวเตะกวาดขาจนอีกคนล้มคว่ำไม่เป็นท่า
ความชุลมุนจบลงในเวลาไม่ถึงสิบวินาที รวิชญ์พุ่งเข้าประชิดตัวอัครพล ล็อกตัวผู้มีศักดิ์เป็นอาไว้ใต้แขนแกร่งพร้อมกับแย่งปืนมาถือไว้เองทั้งหมด บรรยากาศในห้องกลับมาตึงเครียดถึงขีดสุดอีกครั้ง
อัครพลหอบหายใจเล็กน้อยแต่รอยยิ้มเยาะบนมุมปากยังไม่จางหาย "แกคิดว่าจัดการฉันได้แล้วเกมจะจบเหรอคีริน... แกไม่รู้หรอกว่าความลับที่พ่อแม่แกปิดบังไว้มันน่ากลัวขนาดไหน"
"หมายความว่ายังไง?" คีรินชะงัก แววตาเยือกเย็นไหววูบไปชั่วขณะ
"ปล่อยผมไป แล้วฉันจะเล่าทุกอย่าง... เรื่องคืนวันที่พวกท่านตาย" อัครพลกระซิบเสียงพร่า
รวิชญ์กดน้ำหนักที่แขนแน่นขึ้นจนอัครพลนิหน้า "อย่ามาเล่นตื้นๆ แผนจิตวิทยาเด็กๆ แบบนี้ใช้กับพวกเราไม่ได้ผลหรอกครับคุณอัครพล"
"พาตัวเขาไปขังไว้ชั้นใต้ดิน เดี๋ยวฉันตามไปจัดการต่อเอง" คีรินสั่งเสียงเรียบ แต่แผ่นหลังบางที่สั่นเทาเล็กน้อยนั้นไม่ได้รอดพ้นจากสายตาคมกริบของบอดี้การ์ดหนุ่มเลย
เมื่อลูกน้องทรยศถูกคุมตัวออกไปจนหมด ห้องทั้งห้องก็เหลือเพียงความเงียบงันและความอึดอัดที่หนาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก คีรินทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาหนังเก่าๆ มือเรียวยกขึ้นนวดขมับเพื่อระงับอาการปวดหัวตุบๆ ความเครียดสะสมตลอดหลายสัปดาห์ระเบิดออกมาในคราวเดียว
รวิชญ์มองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ความดิบเถื่อนและท่าทีแข็งกร้าวเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงร่างโปร่งที่ดูเปราะบางราวกับจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ บอดี้การ์ดหนุ่มถอนหายใจยาว เดินเข้าไปใกล้ก่อนจะคุกเข่าลงข้างโซฟา เอื้อมมือหนาไปแตะที่ลาดไหล่บางเบา
"เจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ" น้ำเสียงห้าวทุ้มที่มักจะใช้พูดจาเย้าแหย่หรือกวนประสาท เปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนอย่างหาได้ยาก
คีรินเงยหน้าขึ้นสบตา ร่างบางไม่ได้สะบัดมือออกอย่างเคย ดวงตากลมโตคู่สวยแดงก่ำเล็กน้อยแต่ไม่มีหยดน้ำตาแม้แต่หยดเดียว "นายคิดว่า... ที่อาพูดมันจริงหรือเปล่ารวิชญ์? เรื่องที่พ่อแม่ฉันปิดบังอะไรบางอย่างไว้..."
รวิชญ์เงียบไปครู่หนึ่ง นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยเบาๆ ที่หลังมือของอีกฝ่ายเพื่อถ่ายทอดความอบอุ่น "ไม่ว่าความจริงมันจะเป็นยังไง ผมก็อยู่ตรงนี้ครับ"
คำพูดสั้นๆ ง่ายๆ แต่กลับทรงพลังและหนักแน่นราวกับผาหิน คีรินแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างสมเพชตัวเอง "นายไม่เข้าใจหรอกรวิชญ์... สำหรับฉันแล้ว ครอบครัวไม่เคยหมายถึงความปลอดภัย ตั้งแต่เด็ก ฉันถูกสอนให้มองทุกคนรอบตัวว่าเป็นศัตรู แม้แต่คนในตระกูลเดียวกันเอง... ความไว้วางใจมันเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยเกินไปสำหรับคนอย่างฉัน"
บรรยากาศระหว่างทั้งคู่ลดช่องว่างลงจนแทบไม่เหลือ รวิชญ์ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นอายบุหรี่จางๆ ของบอดี้การ์ดหนุ่มโชยเข้าจมูก คีรินไม่ได้ถอยหนี ปล่อยให้สายตาคมปลาบของอีกฝ่ายสำรวจใบหน้าของตนเองอย่างลึกซึ้ง
"งั้นก็ลองลงทุนกับผมดูสักครั้งสิครับ" รวิชญ์กระซิบชิดริมหู น้ำเสียงแหบพร่าและเต็มไปด้วยความจริงจังจนหัวใจของคีรินกระตุกวูบ "ผมอาจจะปากจัด กวนประสาท และไม่น่าไว้วางใจในสายตาคนอื่น... แต่ถ้าเป็นเรื่องของคุณ ผมไม่เคยโกหกเลยสักครั้ง"
หัวใจของคีรินเต้นผิดจังหวะ ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ร่างบางเม้มริมฝีปากแน่นอย่างชั่งใจ ก่อนจะตัดสินใจเปิดปากเล่าสิ่งที่ฝังใจมาตลอดชีวิตออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย
"ตอนที่ฉันอายุสิบขวบ... คืนก่อนที่อุบัติเหตุนั้นจะเกิดขึ้น ฉันได้ยินพ่อกับแม่อุ้มฉันหนีอะไรบางอย่าง... พ่อบอกกับแม่ว่า *'ถ้าฉันรอด ลูกต้องไม่ไว้ใจใครเด็ดขาด แม้กระทั่งคนใกล้ตัวที่สุด'*... คำพูดนั้นมันก้องอยู่ในหัวฉันมาตลอดสัปดาห์ และนั่นคือเหตุผลที่ฉันกลายเป็นคนแบบนี้... คนที่คอยผลักไสทุกคนออกไปเพราะกลัวว่าวันหนึ่งพวกเขาจะหันมาแทงข้างหลังเหมือนที่อาอัครพลกำลังทำอยู่"
รวิชญ์ฟังเงียบๆ มือหนาขยับขึ้นประคองแก้วตาใสของนายเอกอย่างทะนุถนอม รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากหยัก "คุณไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้วนะคีริน..."
ทว่า ในจังหวะที่หัวใจของทั้งสองดวงกำลังจะหลอมรวมเข้าหากันด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้ง เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องเก็บเสียง ตามด้วยเสียงเคาะประตูสามครั้งที่ดังขึ้นอย่างเป็นจังหวะและเยือกเย็น
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
รวิชญ์ชักมือกลับทันที มืออีกข้างเอื้อมไปหยิบปืนที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาเตรียมพร้อมในเสี้ยววินาที คีรินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ เพราะเวลานี้ไม่ควรมีใครกล้าเข้าใกล้เขตนรกนี่ ยกเว้นแต่...
ประตูกลุ่มเหล็กค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับร่างของบุคคลที่สามก้าวเข้ามาในแสงไฟสลัว พร้อมรอยยิ้มปริศนาที่ทำให้ลมหายใจของคีรินสะดุดกึกทันทีที่เห็นหน้าชัดๆ!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามอ่านตอนนี้นะคะ
พันธะอันตรายภายใต้รอยจูบของบอดี้การ์ดปากร้าย•ตอนที่ 13
ใครกันที่อยู่ข้างหลัง
ผลงานโดย แบล็กเวลเวต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กเวลเวต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะอันตรายภายใต้รอยจูบของบอดี้การ์ดปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!