กลิ่นสนิมเหล็กและควันดินปืนยังลอยอวลอยู่บนปลายจมูก ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของคีรินกระตุกวูบไม่ใช่กลิ่นอายแห่งความตายรอบตัว หากเป็นชื่อบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งดับมืดลงต่างหาก—ชื่อของคนที่เขายอมเปิดประตูบ้านต้อนรับในฐานะครอบครัว
แสงไฟนีออนกะพริบไหวจากห้องโถงสลัวสาดกระทบใบหน้าคมคายที่ซีดเผือดลงเล็กน้อย คีรินแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แห้งผากและเต็มไปด้วยหยาดหยดแห่งความผิดหวัง ดวงตาสีเข้มไหวระริกเพียงชั่วเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกกลบฝังด้วยเกราะป้องกันความรู้สึกที่หนาเตอะ
"ยังมัวมาทำหน้าโง่เป็นเป้านิ่งอยู่ได้ อยากตายหรือไงครับ คุณชาย"
เสียงทุ้มต่ำตึงเครียดดังขึ้นพร้อมกับแรงกระชากที่หัวไหล่ รวิชญ์พุ่งเข้ามาประชิดตัวในจังหวะเดียวกับที่ความมืดมิดภายนอกเซฟเฮาส์ถูกฉีกกระชากด้วยแสงวาบสีส้มและเสียงระเบิดสนั่นหู แรงอัดอากาศมหาศาลซัดกระแทกกระจกหน้าต่างแตกกระจายละเอียด เศษแก้วคมกริบปลิวว่อนราวกับหิมะมรณะ
ร่างสูงใหญ่ของบอดี้การ์ดหนุ่มไม่รอช้า เขาทิ้งตัวลงโอบกอดรัดร่างของคีรินให้แนบชิดกับแผ่นอกแกร่ง แล้วพุ่งหลบหลังเสาปูนเสริมเหล็กหนาเตอะในเสี้ยววินาทีที่สะเก็ดไฟห่าใหญ่พุ่งผ่านศีรษะพวกเขาไปอย่างเฉียดฉิว
ตู้มมม!
แรงระเบิดลูกที่สองตามมาติดๆ แรงสั่นสะเทือนทำเอาฝุ่นละอองและเศษปูนร่วงกราวลงมาจากเพดาน รวิชญ์ใช้ร่างกายของตัวเองเป็นโล่กำบังปกป้องคุณชายจอมพยศไว้มิดชิด แขนแข็งแรงโอบกระชับเอวสอบแน่นจนแทบหลอมรวมเป็นร่างเดียวกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับต้นคอขาวผ่อง ท่ามกลางความโกลาหลและกลิ่นไหม้ฉุนกานต์ หัวใจของทั้งคู่เต้นระรัวด้วยจังหวะที่แตกต่าง—ฝ่ายหนึ่งเต้นด้วยความเดือดดาลจากสัญชาตญาณเอาตัวรอด แต่อีกฝ่าย... กลับเต้นแรงเพราะสัมผัสแนบชิดที่แสนอันตราย
"ปล่อย... ฉันหายใจไม่ออก" คีรินพึมพากดเสียงต่ำ มือเรียวออกแรงทุบเข้าที่ลาดไหล่กว้างของอีกฝ่ายเบาๆ แม้ปากจะต่อ
"ถ้าปล่อยตอนนี้ คุณคงได้ไปคุยกับราชาฮาเดสในสภาพพรุนเป็นรังผึ้งแน่ๆ ครับ" รวิชญ์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความหงุดหงิดปนความร้อนรนอย่างปิดไม่มิด ดวงตาคมกริบกวาดมองสำรวจร่างกายของคนในอ้อมแขนอย่างรวดเร็วเพื่อเช็กความปลอดภัย "เจ็บตรงไหนไหม"
"ห่วงตัวเองเถอะน่า..." คีรินเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อปลายนิ้วหยาบกร้านของบอดี้การ์ดเผลอไล้ผ่านขอบโครงหน้าของเขาโดยไม่รู้ตัว ความใกล้ชิดนี้มันมากเกินไป มากจนทำให้สมองที่เคยประมวลผลได้อย่างเฉียบคมเริ่มรวนเร
ทว่า บรรยากาศชวนใจเต้นระทึกก็อยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อเสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ดังขึ้นที่ด้านนอกประตูหน้า คีรินหรี่ตาลง สัญชาตญาณนักธุรกิจผู้เจนจัดในเกมการเมืองกลับมาทำงานอีกครั้ง เขาผลักอกกว้างของรวิชญ์ออกเบาๆ แม้ร่างกายจะยังคงแนบชิดกันอยู่
"คนที่ส่งคนมาเก็บเรา ไม่ใช่แค่อัครพล" คีรินกระซิบเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคู่สวยฉายแวววาวโรจน์ด้วยความเจ็บปวดที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความเยือกเย็น "มันลึกซึ้งกว่านั้น... คนที่เราไว้ใจที่สุด ต่างหากที่ขายข้อมูลพวกนี้"
รวิชญ์ขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาคมดุจเหยี่ยวหันไปมองบานประตูที่พังเสียหายครึ่งหนึ่ง "คุณหมายความว่า..."
ยังไม่ทันที่บอดี้การ์ดหนุ่มจะได้เอ่ยถามจบประโยค เสียงปรบมือเบาๆ ก็ดังขึ้นจากความมืดตรงทางเดินด้านใน—ทางเดินที่เชื่อมต่อไปยังห้องนอนส่วนตัวของคีริน
แปะ... แปะ... แปะ...
รวิชญ์ชักปืนพกสั้นออกจากซองพกข้างลำตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับดึงคีรินให้มาหลบอยู่ด้านหลังด้วยสัญชาตญาณการปกป้องขั้นสูงสุด สายตาดุดันจ้องเขม็งไปยังเงาร่างที่ค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากความมืดช้าๆ
แสงไฟฉุกเฉินสีแดงกะพริบสลับกับความมืด สาดส่องให้เห็นใบหน้าของผู้มาเยือนชัดเจน รอยยิ้มเย็นเยียบที่ประดับอยู่บนมุมปากนั้น... ทำให้คีรินถึงกับลมหายใจสะดุดกูบ
ไม่ใช่ใครอื่น... แต่เป็นคนที่เพิ่งปรากฏชื่อบนหน้าจอมือถือเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้
"ทำได้ไม่เลวนี่เจ้าหลานรัก... รอดตายมาได้อีกครั้งสินะ" น้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงไว้ด้วยพิษสงร้ายกาจเอ่ยขึ้น พร้อมกับกระบอกปืนเก็บเสียงในมือที่ยกขึ้นเล็งตรงมายังร่าวกายของพวกเขาอย่างเลือดเย็น
________________________________________
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความสัมพันธ์ที่ทั้งร้อนแรงและอันตรายคู่นี้เสมอนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
พันธะอันตรายภายใต้รอยจูบของบอดี้การ์ดปากร้าย•ตอนที่ 12
บททดสอบความไว้ใจ
ผลงานโดย แบล็กเวลเวต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กเวลเวต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะอันตรายภายใต้รอยจูบของบอดี้การ์ดปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!