“วางปืนลงซะ… ถ้าไม่อยากให้หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของคุณกลายเป็นรังผพรุนก่อนจะได้คุยกัน”
เสียงทุ้มห้าวที่เอ่ยแทรกขึ้นท่ามกลางความตึงเครียด ไม่ได้ทำให้รวิชญ์ลดปลายกระบอกปืนลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม นิ้วชี้ที่ทาบบนไกปืนกลับเพิ่มแรงกดมากขึ้นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน รวิชญ์กวาดสายตาดุร้ายประเมินผู้มาใหม่ ร่างสูงโปรแกรมในชุดสูทสلبเข้ารูปที่ก้าวออกมาจากเงาสลัวของระเบียงด้านหลัง แววตาคมกริบพราวระยับด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยที่เคลือบไว้ด้วยความอันตราย
‘สารวัตรกรณ์’… นายตำรวจหนุ่มนอกราชการที่ผันตัวมาเป็นที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยอิสระ และเป็นคนที่รวิชญ์รู้ดีว่ามีอิทธิพลมากพอจะทำให้ภารกิจนี้พังไม่เป็นท่าในพริบตา
“คุณเข้ามาได้ยังไง… กรณ์” คีรินเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความระแวง ร่างบางขยับถอยหลังเล็กน้อยโดยสัญชาตญาณ แต่รวิชญ์กลับเอื้อมมือมาคว้าเอวบางเอาไว้แล้วดึงให้มาหลบอยู่ด้านหลังตนเองอย่างรวดเร็ว
การกระทำนั้น… รวดเร็ว ดุดัน และแสดงออกถึงความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจนโดยที่เจ้าตัวอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
“ผมใช้ประตูด้านหน้าครับ คุณคีริน… โชคดีที่บอดี้การ์ดของคุณไม่ได้ล็อคกลอนให้ดีพอ” กรณ์ยิ้มมุมปาก นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองความแนบชิดระหว่างนายจ้างกับบอดี้การ์ดสลับไปมาด้วยความสนใจใคร่รู้ “ดูเหมือนว่าผมจะมาขัดจังหวะอะไรสำคัญเข้าสินะครับ บรรยากาศถึงได้ร้อนระอุขนาดนี้”
“รู้ตัวก็ถอยไปซะ” รวิชญ์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงต่ำลอดไรฟันด้วยความไม่สบอารมณ์ รังสีความหงุดหงิดแผ่ซ่านออกจากร่างหนาจนอากาศรอบตัวแทบจะติดลบ “ถ้าไม่มีธุระสำคัญอะไร ไสหัวออกไปจากห้องนี้ก่อนที่ผมจะหมดความอดทน”
“ใจร้อนเป็นไฟสมคำร่ำลือจริงๆ นะครับ คุณบอดี้การ์ดมือหนึ่ง” กรณ์หัวเราะในลำคอเบาๆ ไม่ได้มีทีท่าหวาดกลัวกระบอกปืนในมือของรวิชญ์เลยแม้แต่น้อย เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด สายตาจับจ้องไปยังคีรินที่ยังคงหลบอยู่ด้านหลังแผงอกกว้างของรวิชญ์ “ผมแค่นำข่าวกรองล่าสุดเกี่ยวกับอัครพลมามอบให้คุณคีริน… เรื่องที่ว่าเขากำลังเดินเกมเร็วกว่าที่เราคิด และเป้าหมายต่อไปไม่ใช่แค่บริษัท แต่เป็นตัวของคุณเอง”
คีรินขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ยินชื่อของอาแท้ๆ ที่จ้องจะฮุบทุกอย่าง ความสนใจเบี่ยงเบนไปจากความตึงเครียดตรงหน้าทันที “อาอัครพลทำอะไรอีก?”
“เขา—”
“พอ!” รวิชญ์ตวาดขัดจังหวะเสียงดังลั่น ดวงตาคมกริบสีนิลจ้องเขม็งไปยังสารวัตรหนุ่มด้วยความเกรี้ยวกราดที่พุ่งสูงขึ้นอย่างไร้เหตุผล “ถ้าจะรายงานเรื่องงาน กรุณาส่งอีเมลหรือนัดหมายผ่านเลขาฯ ไม่ใช่มาโผล่กลางดึกในห้องส่วนตัวของเขาแบบนี้… ออกไป!”
กรณ์เลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจกับปฏิกิริยาที่เกินเบอร์ของบอดี้การ์ดหนุ่ม ก่อนจะระบายยิ้มกว้างที่ชวนให้รู้สึกหมั่นไส้ “โอ้… ดูเหมือนว่าคุณบอดี้การ์ดจะหวงพื้นที่ส่วนตัวของนายจ้างเอามากๆ เลยนะครับ หรือว่า… มีอะไรมากกว่าแค่เรื่องงานที่เราไม่รู้กัน?”
“สารวัตร!” รวิชญ์พุ่งเข้าประชิดตัวอีกฝ่ายในเสี้ยววินาที ปลายกระบอกปืนจ่อเข้าที่ซอกคอของกรณ์ทันทีโดยไม่ลังเล แรงกดดันมหาศาลแผ่กระจายออกมาจากตัวของอดีตหน่วยรบพิเศษจนคีรินต้องรีบเอื้อมมือไปคว้าแขนแกร่งเอาไว้
“รวิชญ์! หยุดนะ!” คีรินร้องห้ามเสียงหลง มือเรียวออกแรงดึงแขนของบอดี้การ์ดหนุ่มให้ออกห่าง “อย่าเสียสติไปหน่อยเลย นี่มันคนของเรา”
รวิชญ์หายใจฮึดฮัด หน้าอกแผ่ขยายขึ้นลงตามจังหวะอารมณ์ที่พุ่งพล่าน เขายอมลดปืนลงช้าๆ แต่สายตายังคงจ้องมองสารวัตรกรณ์ด้วยความอาฆาตมาดร้ายชนิดที่พร้อมจะฆ่าคนได้จริงๆ ความหงุดหงิดพลุ่งพล่านอยู่ในอกจนน่ารำคาญ มันไม่ใช่แค่ความหว,งระแวงในหน้าที่ แต่มันคือความรู้สึกร้อนรุ่มแปลกประหลาดที่ตีรวนอยู่ในอกทุกครั้งที่มีผู้ชายคนอื่นเข้าใกล้คีรินมากเกินไป
ไอ้สารวัตรบ้านี่… มันมองคีรินด้วยสายตาแบบไหนเขารู้ดี
“โอเคๆ ผมยอมแพ้ความดุร้ายของคุณแล้วครับ” กรณ์ยกมือสองข้างขึ้นระดับอก ถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อลดความตึงเครียด “เอกสารทั้งหมดผมวางไว้บนโต๊ะทำงานของคุณคีรินก็แล้วกัน… ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ลับๆ ระหว่างนายจ้างกับบอดี้การ์ด ผมจะถือว่าตาบอดก็แล้วกันนะ”
พูดจบ กรณ์ก็หันหลังเดินกลับออกไปทางระเบียงอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งให้ห้องพักทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง
รวิชญ์ยืนนิ่งค้างอยู่ที่เดิม กรามขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน ความเงียบงันในห้องทำให้เสียงลมหายใจของเขายิ่งเด่นชัดขึ้น ทว่าในขณะที่เขากำลังจะหันกลับไปเคลียร์กับนายจ้างตัวแสบ เสียงหวานใสที่เอ่ยขึ้นก็ทำเอาเขาชะงัก
“นายเป็นบ้าอะไรของนายรวิชญ์?” คีรินกอดอกมองบอดี้การ์ดหนุ่มด้วยแววตาตำหนิ นัยน์ตากลมโตเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ “ทำไมต้องทำท่าทางก้าวร้าวใส่กรณ์ขนาดนั้น? เขาเอาข่าวสำคัญมาบอกเรานะ”
“ผมทำหน้าที่ของผม” รวิชญ์ตอบเสียงแข็ง หันหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาจับผิด “หน้าที่ของผมคือความปลอดภัยของคุณ และไอ้สารวัตรนั่นมันไว้ใจไม่ได้”
“ไว้ใจไม่ได้ หรือแค่นาย… ไม่พอใจที่เขาเข้ามาใกล้ฉันเกินไปกันแน่?” คีรินก้าวเข้าไปประชิดตัวร่างสูง ร่างบางหยุดยืนห่างเพียงคืบเดียวจนรวิชญ์ต้องก้มลงมองสบตา นัยน์ตาสุกใสคู่นั้นพราวระยับด้วยรอยยิ้มรู้ทัน “หื้ม? บอดี้การ์ดปากร้าย… นายกำลังหึงฉันอยู่หรือเปล่า?”
คำถามนั้นพุ่งตรงเข้ากลางใจราวกับลูกศรที่ปักฉึก รวิชญ์สะตึงไปชั่วขณะ หัวใจในอกกระหน่ำเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน เขารีบซ่อนความหวั่นไหวไว้ภายใต้ใบหน้าบึ้งตึงตามความคุ้นชิน แล้วแค่นหัวเราะในลำคอ
“หึง? คุณเอาสมองส่วนไหนคิดเนี่ย คุณคีริน” รวิชญ์จงใจขยับเข้าไปใกล้จนแผงอกชนกับร่างบาง บังคับให้คีรินต้องเงยหน้าขึ้นมอง กลิ่นกายหอมสะอาดผสมกับความร้อนรุ่มจากตัวของอีกฝ่ายทำเอาสติที่สะสมมาแทบกระเจิง “ผมเป็นบอดี้การ์ด ไม่ใช่คนรักของคุณ… อย่าหลงตัวเองให้มากนักเลย”
แม้ปากจะปฏิเสธเสียงแข็ง แต่ดวงตาสีนิลคู่นั้นกลับสั่นไหวรุนแรง และมือหนาที่เผลอยื่นไปประคองเอวบางไว้โดยไม่รู้ตัว ก็ฟ้องชัดเจนว่าคำพูดกับหัวใจของเขาไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกันเลย
คีรินหรี่ตามองอย่างไม่เชื่อคำพูดนั้น มือเรียวยื่นขึ้นไปแตะที่สันจاوโด่งคมของบอดี้การ์ดหนุ่มเบาๆ ปลายนิ้วลากไล้ผ่านริมฝีปากหยักที่ชอบต่อปากต่อคำกับเขาอยู่เสมอ “ปากแข็งชะมัด… ถ้าไม่ได้หึง แล้วทำไมตัวถึงร้อนขนาดนี้ล่ะรวิชญ์?”
รวิชญ์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วเรียวนั้นแผดเผาผิวเนื้อของเขาจนแทบไหม้ ความใกล้ชิดที่แนบแน่นจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน ทำให้ความอดทนที่เหลืออยู่น้อยนิดขาดผึ่ง
ร่างสูงโน้มใบหน้าลงต่ำอย่างรวดเร็ว จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปากของอีกฝ่ายจนคีรินต้องผะแผ่วลมหายใจสะท้าน “อยากรู้เหรอครับ… ว่าผมรู้สึกยังไงกันแน่?”
เสียงกระซิบพร่าต่ำพาดผ่านความเงียบ บรรยากาศรอบตัวกลับมาร้อนระอุและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตรายอีกครั้ง รวิชญ์กวาดสายตามองริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อด้วยความรู้สึกที่ควบคุมไม่ได้ เขากำลังจะก้มลงปิดระยะห่างระหว่างกันเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาไม่ได้หึง… แต่คลั่งรักจนแทบบ้าต่างหาก
ทว่า… ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่ห่างกันเพียงมิลลิเมตรเดียว เสียงเคาะประตูดังปัง! พร้อมกับเสียงโวยวายของลูกน้องคนสนิทก็ดังแทรกขึ้นทำลายบรรยากาศทั้งหมดลงอย่างไม่ไว้หน้า
“คุณคีรินครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! ระบบรักษาความปลอดภัยชั้นใต้ดินถูกแฮก และ… และมีคนบุกเข้ามาในคฤหาสน์ครับ!”
รวิชญ์ผละออกจากร่างบางทันทีด้วยความหงุดหงิดถึงขีดสุด นัยน์ตาดุดันฉายแววฆ่าฟันออกมาชัดเจน เขาสบถออกมาคำหนึ่งอย่างหัวเสีย ก่อนจะหันไปคว้าปืนบนโต๊ะขึ้นมาขึ้นลำกล้องด้วยความรวดเร็ว
ทว่า… ในจังหวะที่รวิชญ์หันหลังกลับไปเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์วิกฤต สายตาคมกริบของเขากลับเหลือบไปเห็นหน้าจอแท็บเล็ตบนโต๊ะทำงานที่สว่างวาบขึ้นมาเองโดยไม่มีคนกด ภาพกล้องวงจรปิดจากห้องลับใต้ดินแสดงให้เห็นร่างของใครบางคนที่ยืนยิ้มเยาะมองตรงมายังกล้อง… และคนๆ นั้นคือน้องชายแท้ๆ ของอัครพล ที่ควรจะอยู่ต่างประเทศ!
—--------------------------------------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุน "แบล็กเวลเวต" เสมอมานะคะ!
พันธะอันตรายภายใต้รอยจูบของบอดี้การ์ดปากร้าย•ตอนที่ 23
หึงหวงโดยไม่รู้ตัว
ผลงานโดย แบล็กเวลเวต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กเวลเวต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะอันตรายภายใต้รอยจูบของบอดี้การ์ดปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!