เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบชีวิตดังก้องกังวานผ่านพื้นคอนกรีตเปลือยเปล่าของชั้นใต้ดิน ราวกับเสียงนาฬิกามรณะที่กำลังนับถอยหลังสู่จุดแตกหัก กลิ่นอับชื้นและควันจางๆ จากท่อระบายอากาศผสมผสานกับกลิ่นอะดรีนาลีนที่หลั่งพล่านในกระแสเลือดจนน่าสะอิดสะเอียน
คีรินสูดหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับเข้าร่าง ริมฝีปากบางเฉียบที่เพิ่งผ่านรสจูบอันร้อนแรงเมื่อครู่เม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง ดวงตาคู่สวยฉายแววเยือกเย็นและเฉียบคมขึ้นมาทันทีเมื่อสถานการณ์บังคับให้เขาต้องสลัดความหวามไหวทิ้งไป
"พวกมันมาเร็วกว่าที่คำนวณไว้สามนาที" รวิชญ์เอ่ยเสียงต่ำ มือหนาปลดล็อกซองพกข้างเอวอย่างคล่องแคล่ว เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ท่ามกลางความตึงเครียด นัยน์ตาดุดันคู่นั้นกวาดมองทางเดินแคบๆ เบื้องหน้าก่อนจะหันกลับมามองคนตัวบางที่ยืนอยู่เคียงข้าง "คุณต้องไปทางประตูหนีไฟด้านหลัง"
"แล้วนายล่ะ?" คีรินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงไม่ยอมแพ้แม้สถานการณ์จะบีบคั้น "คิดจะทำตัวเป็นพระเอกหนังบู๊ลุยเดี่ยวอีกแล้วหรือไง รวิชญ์?"
บอดี้การ์ดปากร้ายแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหนา ทว่าแววตาที่มองกลับมากลับเต็มไปด้วยความห่วงใยที่เจ้าตัวพยายามปกปิดไว้อย่างมิดชิด "ห่วงตัวเองก่อนดีกว่าไหมครับท่านประธาน... ปากเก่งแบบนี้ ถ้าโดนลูกหลงขึ้นมา ผมคงต้องเหนื่อยมานั่งเช็ดเลือดให้คุณอีก"
"ฉันไม่ใช่เด็กๆ นะ!" คีรินตวาดกลับอย่างฉุนเฉียว มือเรียวเอื้อมไปคว้าแขนแกร่งไว้แน่นราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายลับไปในความมืด "อัครพลส่งคนมา แปลว่ามันรู้ความเคลื่อนไหวของเราทุกก้าว... ที่นี่ไม่ปลอดภัยแล้ว เราต้องไปด้วยกัน"
คำพูดนั้นทำให้รวิชญ์ชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบมองมือเรียวที่กำแขนเสื้อตนเองแน่น แรงบีบนั้นสะท้อนความกังวลที่คีรินมักจะซ่อนไว้ภายใต้เกราะป้องกันอันเย็นชาเสมอ บอดี้การ์ดหนุ่มผ่อนลมหายใจยาวเหยียด ก่อนจะใช้มืออีกข้างกุมทับมือของคีรินไว้ ความอุ่นร้อนจากฝ่ามือหนาส่งผ่านทะลุเนื้อผ้าเข้ามาถึงหัวใจ
"ฟังผมนะ... คีริน" รวิชญ์เอ่ยเรียกชื่อจริงของเขาเป็นครั้งแรกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างผิดคาด ไม่มีร่องรอยความกวนประสาท มีเพียงความจริงจังที่หนักแน่นราวกับผาหิน "อัครพลมันไม่ได้ต้องการแค่บริษัท แต่มันต้องการ 'ชีวิต' ของคุณ เพื่อปิดปากเรื่องเอกสารชุดนั้น... และผมไม่มีวันยอมให้มันทำสำเร็จ"
หัวใจของคีรินกระตุกวูบ ภาพอดีตอันเลือนรางซ้อนทับขึ้นมาในหัว ปมความไว้วางใจที่ถูกทำลายโดยคนในครอบครัวเคยสร้างรอยแผลเป็นที่ไม่มีวันจางหาย แต่ยามที่ได้สบตากับดวงตาคมปลาบที่ฉายแววปกป้องอย่างสุดชีวิต ความกลัวเหล่านั้นกลับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด—ความรู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาดใจ
"ทำไม..." คีรินเค้นเสียงถาม ลมหายใจสะดุดเล็กน้อย "ทำไมคุณถึงต้องปกป้องฉันขนาดนี้? นายเป็นแค่บอดี้การ์ด... เงินเดือนฉันไม่ได้สูงพอที่จะแลกกับชีวิตของคุณเสียหน่อย"
รวิชญ์เงียบไป อดีตอันดำมืดที่เขาพยายามฝังกลบไว้ตลอดหลายปีหวนกลับมาทิ่มแทงหัวใจอีกครั้ง ความทรงจำเกี่ยวกับหน่วยรบพิเศษที่สูญเสียเพื่อนร่วมทีมไปต่อหน้าต่อตา ความรู้สึกผิดที่กัดกินวิญญาณจนเขาเลือกที่จะปิดตายหัวใจและกลายเป็นชายหนุ่มดิบเถื่อน ไร้ความรู้สึก เพื่อไม่ให้ต้องผูกพันกับใครอีก
แต่แล้ว... โลกทั้งใบของเขาก็เปลี่ยนไปในวันที่ก้าวเข้ามาในตระกูลนี้ วันที่ได้พบกับประธานหนุ่มปากร้าย เอาแต่ใจ แต่กลับซ่อนความเปราะบางไว้เบื้องหลังรอยยิ้มเย่อหยิ่ง
"เพราะคุณ..." รวิชญ์กระซิบแผ่วเบา ท่ามกลางเสียงฝีเท้าของศัตรูที่ใกล้เข้ามาทุกที นัยน์ตาดุดันไหววูบคล้ายคนกำลังต่อสู้กับความรู้สึกภายใน "เพราะคุณคือคนเดียว... ที่ทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตบัดซบของผมมันยังมีค่าพอที่จะปกป้องใครสักคนไว้"
คำสารภาพในความมืดนั้นทุบทำลายกำแพงทั้งหมดที่คีรินสร้างขึ้นจนพังทลายลงในพริบตา ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวระรัวแข่งกับเสียงฝีเท้าที่ดังใกล้เข้ามา
"นาย..." คีรินอ้าปากค้าง สมองประมวลผลไม่ทันกับคำพูดตรงไปตรงมาของคนตรงหน้า ใบหน้าที่มักจะนิ่งสงบกลับขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ "นายพูดบ้าอะไรเนี่ย!"
"ผมไม่ได้บ้า..." รวิชญ์ยิ้มขื่นๆ ริมฝีปากหนากดลึก "และถ้าวันนี้เราต้องตายที่นี่... ผมก็แค่อยากให้คุณรู้ว่าไอ้บอดี้การ์ดปากร้ายคนนี้ มันคลั่งรักคุณมานานแค่ไหนแล้ว"
ยังไม่ทันที่คีรินจะได้ตอบโต้อะไร ประตูเหล็กกั้นโซนด้านขวาก็ถูกถีบกระเด็นด้วยแรงมหาศาล เศษฝุ่นและควันคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เงาร่างของชายฉกรรจ์ไม่ต่ำกว่าห้าคนในชุดสูทสีดำสนิทพร้อมอาวุธครบมือพุ่งทะลักเข้ามาในความมืด
"อยู่นั่น! จัดการมัน!" เสียงตะโกนก้องพร้อมกับลำแสงจากไฟฉายที่สาดส่องตรงมาทางพวกเขา
รวิชญ์ดึงตัวคีรินหลบวิถีกระสุนได้อย่างเฉียดฉิว มือแกร่งชักปืนพกออกมากระหน่ำยิงสวนกลับไปสามนัดซ้อน เสียงกรีดร้องและความโกลาหลระเบิดขึ้นทันทีในความมืดมิดของชั้นใต้ดิน กลิ่นดินปืนคละคลุ้งไปกับบรรยากาศอันตึงเครียด
"วิ่ง!" รวิชญ์ตะโกนลั่น พร้อมกับกระชากแขนคีรินให้พุ่งตัวฝ่าความมืดไปยังทางออกฉุกเฉินที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล
พวกเขาวิ่งฝ่าความมืดไปตามทางเดินแคบๆ เสียงฝีเท้าของศัตรูยังคงไล่หลังมาอย่างกระชั้นชิด คีรินหอบหายใจถี่ด้วยความเหนื่อยล้า แต่ฝ่ามือที่ถูกกุมไว้แน่นกลับถ่ายทอดพลังงานบางอย่างให้เขาก้าวต่อไปโดยไม่คิดจะยอมแพ้
ทว่า... เมื่อวิ่งมาจนถึงประตูหนีไฟที่ควรจะเปิดออกสู่ภายนอก รวิชญ์กลับต้องเป็นฝ่ายชะงักฝีเท้ากะทันหัน จนคีรินเกือบพุ่งชนแผ่นหลังกว้าง
"ทำไมไม่เปิดล่ะ?" คีรินถามเสียงหอบ เงยหน้ามองแผ่นหลังของบอดี้การ์ดที่ยืนนิ่งค้างไป
รวิชญ์ไม่ตอบ มือหนาที่ถือปืนลดระดับลงช้าๆ นัยน์ตาดุดันฉายแววตกตะลึงเป็นครั้งแรกในชีวิต ขณะที่เงาร่างของใครบางคนก้าวออกมาจากมุมมืดของบันไดหนีไฟด้านนอก แสงไฟสลัวเผยให้เห็นรอยยิ้มเย็นเยียบและแววตาเจ้าเล่ห์ของคนที่พวกเขาไม่คาดคิดว่าจะมาปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้
"ยินดีต้อนรับสู่กับดักนะหลานรัก... และแก... ไอ้บอดี้การ์ดไร้น้ำยา" เสียงทุ้มต่ำของอัครพลดังขึ้น พร้อมกับกระบอกปืนเก็บเสียงที่จ่อตรงมายังศีรษะของรวิชญ์อย่างไร้ความปรานี
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความเร้าใจในบทนี้นะคะ
พันธะอันตรายภายใต้รอยจูบของบอดี้การ์ดปากร้าย•ตอนที่ 21
คำสารภาพในความมืด
ผลงานโดย แบล็กเวลเวต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กเวลเวต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะอันตรายภายใต้รอยจูบของบอดี้การ์ดปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!