“มือเจ้าสั่นนะ ลิเดีย”
น้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำต้องมนตร์สะกดของเอเลน่า ฟอน วาเลนเซีย ดังแทรกผ่านความเงียบงันภายในห้องทรงอักษรส่วนตัว ควันหอมจางๆ จากกำยานไม้ซีดาร์ลอยอ้อยอิ่งเคล้ากลิ่นหมึกชั้นดี ทว่าไอเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างระหงในชุดราตรีกำมะหยี่สีเขียวมรกตกลับทำให้อุณหภูมิในห้องลดฮวบลงจนแทบกลายเป็นน้ำแข็ง
ถ้วยชาพอร์ซเลนเนื้อบางบนถาดเงินในมือของสาวใช้คนสนิทกระทบกันเสียงเบา *กริ๊ก*
ลิเดียกลืนน้ำลายฝืดคอ ดวงตาที่เคยสุกใสก้มต่ำจนคางชิดอก ไหล่ทั้งสองข้างห่อลู่ “ขะ...ขออภัยเจ้าค่ะเลดี้ ข้าเพียงแต่... อากาศข้างนอกเริ่มหนาว มือก็เลยชาไปหมด”
“งั้นหรือ?” เอเลน่าละสายตาจากเอกสารสัญญาการค้าในมือ นิ้วเรียวยาวดุจลำเทียนแตะลงบนโต๊ะไม้มะฮอกกานีอย่างเชื่องช้าเป็นจังหวะ เธอไม่ได้ขยับตัว ไม่ได้เลิกคิ้ว หรือแม้แต่จะแสดงอารมณ์โกรธขึ้ง ทว่านัยน์ตาสีอเมทิสต์คู่คมกริบนั้นกลับสะท้อนแววเฉียบขาดที่สามารถแล่เนื้อเถือหนังผู้คนได้โดยไร้คมมีด “แต่ข้าจำได้ว่า ห้องนี้จุดเตาผิงไว้ตั้งแต่หัวค่ำ และฟืนที่ใช้ก็เป็นไม้สนอย่างดีจากแดนเหนือ... มันไม่ควรจะทำให้ใครหนาวจนมือสั่นได้เลย เว้นเสียแต่ว่า...”
เอเลน่าเว้นจังหวะ สายตาหลุบมองซองจดหมายสีงาช้างที่ซ่อนอยู่ใต้พับผ้ากันเปื้อนของลิเดีย ชายกระดาษโผล่พ้นออกมาเพียงครึ่งข้อนิ้ว แต่มีหรือที่จะรอดพ้นสายตาของสตรีผู้เคยผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง
“...เว้นเสียแต่ว่า เจ้ากำลังกุมความลับบางอย่างที่หนักหนาสาหัสเกินกว่ามือน้อยๆ คู่นั้นจะถือไว้ไหว”
บรรยากาศในห้องพลันหนักอึ้งราวกับถูกทับด้วยก้อนหินมหึมา ลิเดียทรุดฮวบลงกับพื้นพรมเปอร์เซียทันที ถาดเงินหลุดมือตกกระแทกพื้น น้ำชาสีอำพันสาดกระจายเปรอะเปื้อนชายกระโปรงลูกไม้สีขาวบริสุทธิ์ เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังขึ้นอย่างไม่อาจกลั้น
“เลดี้... ข้า... ข้าไม่ได้ตั้งใจ ได้โปรดเมตตาข้าด้วยเถิดเจ้าค่ะ!”
เอเลน่าไม่แม้แต่จะกระพริบตา ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาในอกข้างซ้ายอย่างเงียบงัน... *อีกแล้วหรือ?*
ในชาติก่อน ครอบครัวที่เธอรักสุดหัวใจทอดทิ้งเธอให้ตายอย่างโดดเดี่ยวในคุกมืด มาในชาตินี้ เธอสาบานว่าจะไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบ เธอหยิบยื่นความเมตตาให้เด็กสาวข้างถนนคนนี้ ชุบเลี้ยงจนได้เป็นสาวใช้ส่วนตัว ดูแลแม้กระทั่งค่ายาของน้องชายลิเดียที่นอนซมด้วยไข้ป่า แต่สุดท้าย ผลตอบแทนของความไว้ใจก็ยังคงเป็นรสชาติอันขมปร่าของการทรยศเช่นเดิม
“หยิบมันออกมา” เอเลน่าสั่ง เสียงเย็นชาปราศจากความเมตตาใดๆ “วางมันลงบนโต๊ะ ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน”
มือของลิเดียสั่นเทาขณะดึงซองจดหมายนั้นออกมาวางบนโต๊ะ มันคือตราประทับขี้ผึ้งสีแดงชาด ลายสลักรูปเหยี่ยวคาบกิ่งหนาม... ตราประจำตระกูลเคานต์ฟอน วาเลนเซีย ตระกูลเดิมที่เอเลน่าตัดขาดมาเนิ่นนาน
“ท่านเคานต์... ท่านเคานต์บอกว่า หากข้าไม่นำสมุดบัญชีเส้นทางการค้าลับของท่านดยุกกับเลดี้ไปมอบให้... น้องชายของข้าจะไม่มีวันได้เห็นตะวันพรุ่งนี้” ลิเดียละล่ำละลัก ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา “ข้าไม่มีทางเลือกจริงๆ เจ้าค่ะเลดี้ ข้ารู้ว่าท่านดีกับข้า แต่ข้าไม่อาจปล่อยให้น้องชายตายได้...”
“ไม่มีทางเลือกงั้นหรือ?”
เอเลน่าแค่นยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “เจ้ามีทางเลือกที่จะเดินมาบอกข้าตั้งแต่วินาทีแรกที่พวกมันติดต่อเจ้ามา ลิเดีย... เจ้าคิดว่าอำนาจของตระกูลวาเลนเซียที่กำลังจะล่มสลาย จะยิ่งใหญ่ไปกว่าอำนาจของข้าและดยุกกรานท์อย่างนั้นหรือ? เจ้าไม่ได้หมดหนทางหรอก เจ้าแค่เลือกที่จะขายข้า เพราะเจ้าคิดว่าความผิดของเจ้าจะถูกกลบฝังไปพร้อมกับลมหายใจของข้าต่างหาก”
เด็กสาวเบิกตากว้าง สั่นสะท้านไปทั้งตัวจนพูดไม่ออก ความจริงที่เอเลน่าชี้แจงนั้นกรีดแทงลึกจนถึงขั้วหัวใจ เพราะลึกๆ แล้ว ลิเดียหวาดกลัวเคานต์วาเลนเซียมากกว่าจะเชื่อมั่นในตัวนายหญิงของตน
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเยือกเย็นก็ดังขึ้นจากเงามืดตรงมุมห้อง
กลิ่นอายแห่งความตายและแรงกดดันมหาศาลทะลักเข้ามาปกคลุมไปทั่วห้องจนอากาศแทบหยุดหมุนเวียน ลิเดียถึงกับหายใจไม่ออก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสัตว์ร้ายตัวมหึมาจ้องมองจากด้านหลัง
ร่างสูงตระหง่านก้าวพ้นออกมาจากม่านเงา ดยุคคาลอส กรานท์ ปรากฏกายขึ้นโดยไร้เสียงเตือน เสื้อคลุมสีดำสนิทปักดิ้นเงินรับกับเรือนผมสีรัตติกาล ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับเทวทูตผู้ตกสวรรค์นั้นไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ดวงตาสีเทาหม่นดุจพายุหิมะจับจ้องเพียงแผ่นหลังของเอเลน่าด้วยความลุ่มหลงอันดำมืดและบิดเบี้ยว ทว่ายามที่ปรายตามองลงมายังสาวใช้ที่หมอบอยู่บนพื้น แววตานั้นกลับเปลี่ยนเป็นความกระหายเลือดที่เยียบเย็น
“ดูเหมือนว่า...” คาลอสเอ่ยขึ้น เสียงทุ้มต่ำดังกังวานชวนขนลุก “จะมีหนูโสโครกบังอาจทำให้เจ้าต้องเปื้อนราคีนะ เอเลน่าของข้า”
คาลอสไม่สนใจจดหมายบนโต๊ะ ไม่สนใจสมุดบัญชีลับที่อาจสั่นคลอนราชสำนัก สิ่งเดียวที่เขาสนใจ คือประกายความเจ็บปวดชั่ววูบในดวงตาของเอเลน่าที่เขาเห็นเมื่อครู่
สำหรับเขา โลกทั้งใบจะพังทลายก็ช่างหัวมัน แต่ใครก็ตามที่กล้าทำให้หญิงสาวตรงหน้าต้องผิดหวัง คนผู้นั้นสมควรถูกฉีกวิญญาณเป็นชิ้นๆ
ดยุกหนุ่มก้าวเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลังเก้าอี้ของเอเลน่า มือหนาที่สวมถุงมือหนังสีดำวางลงบนพนักพิง โน้มตัวลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบสัมผัสกับเรือนผมสีบลอนด์สว่างของเธอ กลิ่นอายเหล็กคาวเลือดจางๆ ประจำตัวเขาทำให้เอเลน่ารู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด แม้จะรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้คืออสูรร้ายในคราบมนุษย์ก็ตาม
“ข้าควรจะตัดลิ้นของนาง เลาะกระดูกทีละชิ้น แล้วส่งกลับไปให้ตาแก่วาเลนเซียดีไหม?” คาลอสกระซิบชิดริมหูของเอเลน่า น้ำเสียงนุ่มนวลราวกับกำลังปรึกษาเรื่องสภาพอากาศในวันพรุ่งนี้ “หรือเจ้าอยากจะให้ข้าโยนทั้งพี่ทั้งน้องลงไปในบ่อเพลิงอเวจี?”
ลิเดียหวีดร้องออกมาอย่างเสียขวัญ ละล่ำละลักเอาศีรษะโขกพื้นจนเลือดซึม “ยกโทษให้ข้าด้วย! ท่านดยุก เลดี้ ได้โปรดยกโทษให้ข้าด้วย!”
“หุบปาก” คาลอสเปรยขึ้นเพียงคำเดียว รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาทำให้ลิเดียกลั้นหายใจจนตัวเกร็ง ตัวสั่นเทาราวกับลูกนกต้องพายุ
“คาลอส พอเถอะค่ะ” เอเลน่ายกมือขึ้นแตะหลังมือที่สวมถุงมือของเขาเบาๆ
เพียงสัมผัสแผ่วเบานั้น ดุจดั่งสายน้ำทิพย์ที่รดลงบนกองเพลิงอันบ้าคลั่ง นัยน์ตาของคาลอสพลันอ่อนแสงลง ความกระหายเลือดแปรเปลี่ยนเป็นความเชื่องเชื่อและเทิดทูนอย่างไม่อาจปิดบัง เขายอมหยุดนิ่งแต่โดยดี เพียงเพราะคำขอร้องของเธอเพียงคำเดียว
เอเลน่าหันกลับมามองอดีตคนสนิท แววตาของเธอว่างเปล่า ไร้ซึ่งความผูกพันหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
“การที่เจ้าทรยศข้า ลิเดีย... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเคานต์วาเลนเซียจะไว้ชีวิตน้องชายของเจ้าหลังจากได้ของสิ่งนี้ไป?” เอเลน่าหยิบซองจดหมายขึ้นมา พลิกดูผนึกขี้ผึ้ง “พวกมันไม่มีวันเก็บพยานที่รู้เรื่องชั่วช้าไว้หรอก ความโง่เขลาของเจ้าเกือบจะส่งทั้งตัวเจ้าและน้องชายลงนรกด้วยมือของเจ้าเอง”
เอเลน่าใช้นิ้วเรียวแกะผนึกขี้ผึ้งออกอย่างใจเย็น เธอคลี่กระดาษแผ่นบางด้านในออกเพื่อจะดูข้อความสั่งการลับ
ทว่า... เมื่อตัวอักษรบนกระดาษปรากฏสู่สายตา นัยน์ตาสีอเมทิสต์ของเธอกลับเบิกกว้างขึ้น ลมหายใจของเอเลน่าสะดุดกึก รอยยิ้มเยือกเย็นพลันมลายหายไปสิ้น
เนื้อความในจดหมายไม่ใช่คำสั่งขู่กรรโชกของเคานต์วาเลนเซียอย่างที่ลิเดียเข้าใจ... ลายมือนั้นไม่ใช่ของบิดาใจร้ายของเธอ และตราประทับลับที่ซ่อนอยู่ใต้รอยพับด้านในสุด ไม่ใช่รูปเหยี่ยวของตระกูลวาเลนเซียเลยแม้แต่น้อย
มันคือตราประทับรูป ‘กุหลาบสีดำพันกริช’ ตราสัญลักษณ์ส่วนพระองค์ของจักรพรรดินีองค์ปัจจุบัน และที่มุมล่างของกระดาษ มีรอยประทับลายนิ้วมือเปื้อนเลือดพร้อมข้อความสั้นๆ ที่เขียนด้วยความเร่งรีบ:
*‘แผนการลอบสังหารดยุกกรานท์ในคืนนี้เริ่มขึ้นแล้ว ขอบคุณสำหรับข้อมูลพิกัดห้องนอน... ลิเดียไม่ใช่คนของวาเลนเซีย แต่นางคือคนของข้าตั้งแต่แรก’*
เอเลน่าเงยหน้าขึ้นมองลิเดียทันที ทว่าสาวใช้ที่เคยทำท่าหวาดกลัวจนหัวหดเมื่อครู่ บัดนี้กลับหยุดร้องไห้แล้ว ริมฝีปากที่เปื้อนคราบเลือดของลิเดียค่อยๆ คลี่ออกเป็นรอยยิ้มแสยะอันวิปริต
ก่อนที่เอเลน่าหรือคาลอสจะได้ทันขยับตัว เสียงระฆังเตือนภัยของคฤหาสน์ก็แผดเสียงก้องกังวานขึ้นพร้อมกับเสียงระเบิดดังกึกก้องจากชั้นล่าง และหน้าต่างกระจกสีบานยักษ์เบื้องหลังพวกเขาก็แตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ด้วยคมดาบเวทมนตร์ของกลุ่มนักฆ่าในชุดคลุมสีดำที่พุ่งทะลุเข้ามาในห้องราวกับฝูงมัจจุราช!
***
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านสำหรับการติดตามและสนับสนุนนิยายเรื่องนี้อย่างอบอุ่นเสมอนะคะ
เล่ห์รักร้ายของยัยนางร้ายที่โลกเมิน•ตอนที่ 48
การทรยศครั้งใหม่
ผลงานโดย เอวาลินน์ปลายพู่กัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอวาลินน์ปลายพู่กัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักร้ายของยัยนางร้ายที่โลกเมิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!