"ข้าคิดว่าเจ้าเป็นคนฉลาดเสียอีก... เซบาสเตียน"
น้ำเสียงของเอเลน่า ฟอน วาเลนเซีย แฝงไว้ด้วยความเยือกเย็น ราวกับสายลมหนาวที่พัดผ่านยอดเขาเอเดลไวส์ในคืนเดือนมืด แสงเทียนสีส้มวับแวมสาดส่องลงบนใบหน้าเรียบเนียนที่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา ทว่าไร้ซึ่งความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง
ภายในห้องทำงานส่วนตัวที่ตกแต่งด้วยไม้โอ๊กสีเข้มและพรมเปอร์เซียเนื้อหนา กลิ่นอายของชาเอิร์ลเกรย์ผสมผสานกับกลิ่นอายอันกดดันจากเวทมนตร์ระดับสูงที่ถูกกักเก็บไว้ ทำให้บรรยากาศแทบจะหยุดหายใจ เซบาสเตียน อดีตหัวหน้าพ่อบ้านผู้ภักดี—หรือที่บัดนี้กลายเป็นเพียงสุนัขรับใช้ผู้ทรยศ—กำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ร่างของเขาสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผมจนเปียกชุ่ม
"คุณหนู... ได้โปรดฟังกระผมก่อน กระผมถูกบังคับ..." เสียงแหบพร่าเอ่ยแก้ตัวอย่างลนลาน ดวงตาหลบเลียบคราบน้ำตาและร่องรอยความหวาดหวั่น
"ถูกบังคับ?" เอเลน่าทวนคำ เธอค่อยๆ วางถ้วยกระเบื้องเคลือบลงบนจานรองอย่างนุ่มนวล เสียงกระทบกันเบาๆ กลับดังสะท้อนก้องกังวานในความเงียบ "ไม่มีใครบังคับให้เจ้าขายความลับของตระกูลวาเลนเซียให้กับพวกดยุคคอร์เนลิอุสได้หรอก เซบาสเตียน... นอกจากความโลภ และความโง่เขลาที่คิดว่าข้าจะไม่มีวันล่วงรู้"
เอเลน่าลุกขึ้นยืน ชายกระโปรงผ้าไหมสีมรกตยาวลากพื้นขยับตามจังหวะก้าวเดินอย่างสง่างาม เธอก้มลงมองชายผู้ที่ครั้งหนึ่งเธอเคยไว้วางใจให้ดูแลจัดการทรัพย์สินส่วนใหญ่ในคฤหาสน์
ในชาติก่อน เซบาสเตียนผู้นี้มิใช่เพียงแค่ทรยศ แต่ยังเป็นคนส่งมอบเอกสารสำคัญที่ทำให้ตระกูลของเธอต้องล่มสลาย และปล่อยให้เธอต้องเผชิญกับจุดจบอันแสนอนาถอย่างไร้ความปรานี ทว่าในชาตินี้... เกมเปลี่ยนไปแล้ว และผู้ที่ต้องชำระหนี้เลือดก็ไม่ใช่เธออีกต่อไป
"ท่าน... ท่านรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน..." เซบาสเตียนเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้างเมื่อตระหนักได้ว่า ทุกก้าวที่เขาเดินในแผนการลับ ล้วนอยู่ในสายตาของสตรีตรงหน้ามาโดยตลอด
"ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจ้าแอบขโมยตราประทับไปทำสำเนาอย่างไรล่ะคะ" เอเลน่าตอบด้วยรอยยิ้มหวานหยด แต่แววตากลับคมกริบดั่งใบมีดโกนที่ซ่อนอยู่ในปลอกกำมะหยี่ "ความโลภของมนุษย์นี่น่าสนใจเสียจริง ทำให้คนเรายอมแลกอนาคตและความจงรักภักดีได้แม้กระทั่งเศษเงินตราไร้ค่า... น่าสมเพชเสียจริงนะคะ"
ก่อนที่เซบาสเตียนจะทันได้เปล่งเสียงร้องขอชีวิต ประตูห้องทำงานไม้สักทองก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ซุ่มเสียง ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มในชุดสูทสีดำสนิทก้าวเข้ามา ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ดยุคคาลอส กรานท์ ปรากฏตัวขึ้นราวกับมัจจุราชที่ก้าวออกมาจากเงาความมืด ดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้นกวาดมองพ่อบ้านทรยศด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ราวกับกำลังมองสิ่งปฏิกูลที่เปื้อนพื้นรองเท้า
"จัดการเสร็จเรียบร้อยแล้วหรือยัง ยอดดวงใจของข้า" เสียงทุ้มต่ำเอמהนุ่มนวล ทว่าเจือไปด้วยกระแสอำนาจที่กดทับจนเซบาสเตียนแทบหมอบราบไปกับพื้น คาลอสเดินเข้ามาโอบเอวบางของเอเลน่าไว้ด้วยความคุ้นเคย สายตาของเขาไม่ได้มองเศษสنينมนุษย์ที่คุกเข่าอยู่เลยแม้แต่น้อย ดวงตาคู่นั้นจับจ้องเพียงหญิงสาวในอ้อมแขนด้วยความคลั่งรักและหวงแหนอย่างเปิดเผย
"ยังเลยค่ะ ท่านดยุค... หม่อมฉันกำลังจะเริ่ม 'บทเรียนราคาแพง' ให้เขารับรู้ต่างหากล่ะคะ" เอเลน่าเอียงคอมองคนรักเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตากลับไปยังพ่อบ้านผู้ทรยศที่ตอนนี้สติหลุดลอยไปครึ่งหนึ่งแล้ว
คาลอสยกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความเมตตา "เช่นนั้นก็เชิญตามสบาย เจ้าอยากให้มันจบลงเช่นไร ข้าพร้อมจะจัดหา 'เครื่องมือ' ให้ทุกอย่าง... แม้กระทั่งการส่งมันไปเป็นอาหารให้พวกสุนัขป่าในเขตแดนเหนือ ข้าก็ทำได้ในพริบตาเดียว"
น้ำเสียงราบเรียบแต่จริงจังของคาลอสทำให้เซบาสเตียนกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เขารีบคลานเข้าไปหาเอเลน่าหมายจะเกาะชายกระโปรงเพื่อขอความเมตตา ทว่ารองเท้าหนังขัดมันของคาลอสกลับเหยียบลงบนหลังมือของเขาอย่างแรง จนเสียงกระดูกลั่นดังกรอบท่ามกลางความเงียบ
"อย่าได้อาจหาญใช้มือสกปรกของเจ้าแตะต้องนาง" คาลอสตวาดเสียงต่ำ ดวงตาวาวโรจน์ด้วยจิตสังหารที่แท้จริง
เอเลน่ายกมือขึ้นแตะแขนของคาลอสเบาๆ เป็นเชิงปรามไม่ให้เขารุนแรงเกินไปนัก ก่อนจะก้าวเข้าไปหาเซบาสเตียนที่กำลังนอนกุมมือร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด เธอโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหูของเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าชัดเจนทุกถ้อยคำ
"จำไว้นะคะ เซบาสเตียน... คนทรยศตระกูลวาเลนเซีย ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะตายดี" เอเลน่าผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เธอสะบัดมือเบาๆ เป็นสัญญาณ ทันใดนั้น เงาร่างขององครักษ์เงาตระกูลกรานท์สองคนก็ปรากฏกายขึ้นจากมุมมืดอย่างไร้เสียง ราวกับภูตผีที่หลุดออกมาจากขุมนรก "พาตัวเขาไปขังไว้ที่คุกใต้ดินชั้นลึกที่สุด ห้ามให้อาหารและน้ำ จนกว่าเขาจะจำขึ้นใจว่าความเจ็บปวดจากการหักหลังมันมีรสชาติอย่างไร"
"รับทราบครับ/ค่ะ นายน้อย!" องครักษ์ทั้งสองขานรับอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะลากร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของเซบาสเตียนออกไปจากห้อง ทิ้งไว้เพียงรอยเลือดหยดเป็นทางยาวบนพรมราคาแพง
เสียงประตูปิดลง ความเงียบสงบกลับคืนสู่ห้องทำงานอีกครั้ง เอเลน่าถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ ความตึงเครียดที่สะสมมานานนับสัปดาห์คลี่คลายลงเล็กน้อย ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้พักผ่อนหย่อนใจ คาลอสก็รวบเอวเธอเข้าไปประชิดตัวอย่างรวดเร็ว จนแผ่นหลังบางแนบชิดกับอกแกร่ง
"เจ้าจัดการได้เด็ดขาดสมเป็นนางร้ายของข้าเสียจริง" คาลอสกระซิบชิดริมหู ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหงจนเอเลน่าย่นคอด้วยความจั๊กจี้ "แต่การใช้พลังสมองกับคนพวกนี้มากเกินไป... ทำให้เจ้าดูเหนื่อยล้าเกินไปแล้วนะ"
"หม่อมฉันไม่ได้เหนื่อยสักหน่อยค่ะ..." เอเลน่าเอ่ยแย้งเสียงเบา พยายามจะเบี่ยงตัวหนี แต่ท่อนแขนแกร่งที่โอบกอดไว้กลับรัดแน่นขึ้นราวกับคีมเหล็ก
คาลอสหัวอกในลำคอเบาๆ เขาซุกใบหน้าลงกับลาดไหล่ของเธอสูดดมกลิ่นกายหอมหวานที่เป็นเอกลักษณ์ "ถ้าเช่นนั้น... คืนนี้ เรามาคุยกันเรื่องบัญชีลับของตระกูลคอร์เนลิอุสต่อดีไหม? ข้าเตรียมกองกำลังไว้พร้อมแล้ว... ขาดเพียงคำสั่งจากเจ้าเท่านั้น ว่าจะให้ข้าบดขยี้พวกมันให้ราบคาบเป็นจุลในคืนนี้เลยดีหรือไม่"
เอเลน่ายิ้มรับ เธอหันกลับไปสบตากลับชายหนุ่มผู้มีอำนาจล้นฟ้าที่ยอมสยบแทบเท้าเธอคนนี้ ทว่าก่อนที่เธอจะทันได้เอמהคำตอบใดๆ ออกมา เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างเร่งรีบขัดจังหวะบรรยากาศอันน่าหลงใหล
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
"เรียนท่านดยุคและคุณหนูเอเลน่า!" เสียงของหัวหน้าอัศวินประจำตระกูลดังลอดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก "มีจดด่วนส่งตรงมาจากชายแดนตะวันออก... ตราประทับลับจากองค์รัชทายาท... เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เอเลน่าชะงัก รอยยิ้มบนริมฝีปากเลือนหายไปในพริบตา เมื่อสบตากับคาลอสที่ประกายตาวาวโรจน์ขึ้นด้วยความสังหรณ์ใจบางอย่าง
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะคะ... แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
— เอวาลินน์ปลายพู่กัน
เล่ห์รักร้ายของยัยนางร้ายที่โลกเมิน•ตอนที่ 49
บทเรียนราคาแพง
ผลงานโดย เอวาลินน์ปลายพู่กัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอวาลินน์ปลายพู่กัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักร้ายของยัยนางร้ายที่โลกเมิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!