“ดูเหมือนว่า ‘นางร้าย’ ของเราจะไม่ได้มีดีแค่รูปลักษณ์ภายนอกเสียแล้วนะคะ ว่าไหมคะเลดี้วิคตอเรีย?”
เสียงกระซิบแหลมเล็กทว่าบาดลึกดังขึ้นท่ามกลางวงน้ำชาในสวนดอกไม้กุหลาบขาวของพระราชวัง ข่าวลือเรื่องที่เอเลน่า ฟอน วาเลนเซีย ปรากฏตัวในงานเลี้ยงเต้นรำเคียงคู่กับดยุคคาลอส กรานท์ เมื่อค่ำคืนก่อนกำลังแพร่สะพัดราวกับไฟลามทุ่ง พวกบรรดาขุนนางชั้นสูงที่เคยเมินเฉยเธอ ต่างพากันจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความริษยาและหวาดระแวง
เอเลน่าไม่ได้อยู่ในวงสนทนานั้น แต่เธอยืนนิ่งอยู่หลังแนวพุ่มไม้ตัดแต่งอย่างประณีต มือเรียวบางภายใต้ถุงมือลูกไม้สีขาวขยับพัดในมือเบาๆ ดวงตาคู่สวยดั่งอัญมณีสีน้ำเงินเข้มฉายแววเย็นชา เธอไม่ได้โกรธเคืองเสียงนินทาเหล่านั้น กลับกัน... เธอสนุกกับการมองดูพวกเขาดิ้นรนอยู่ในกรงขังแห่งอคติของตัวเอง
‘ปล่อยให้พวกเขากลัวเถอะ’ เธอนึกในใจ ‘เพราะยิ่งกลัว พวกเขาก็ยิ่งเผยธาตุแท้ออกมาให้เห็นชัดเจนขึ้น’
ในขณะที่บรรยากาศรอบข้างกำลังคุกรุ่นด้วยข่าวลือ แรงกดดันมหาศาลจากไอเย็นเยือกก็แผ่ซ่านเข้ามาในสวนโดยฉับพลัน บรรดาสตรีสูงศักดิ์ที่กำลังซุบซิบต่างหุบปากฉับเมื่อร่างสูงโปร่งของดยุคคาลอส กรานท์ ก้าวเข้ามาในสวนด้วยท่วงท่าสง่างามดั่งนักล่าที่กำลังคืบคลานเข้าหาเหยื่อ
ดวงตาสีเทาเข้มดุจพายุหิมะของเขากวาดผ่านเหล่านางในราชสำนักด้วยความเย็นชา ก่อนจะหยุดลงที่พุ่มไม้ซึ่งเอเลน่ายืนอยู่
“ไม่คิดจะออกมาทักทายคนรู้จักหน่อยหรือ... เอเลน่า?”
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจนั้นไม่ได้ดังมาก แต่กลับก้องกังวานไปทั่วสวน เอเลน่าถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะก้าวออกมาจากเงามืดด้วยรอยยิ้มที่ปรุงแต่งมาอย่างดีเยี่ยม เธอผงกศีรษะให้เขาอย่างมีจริตจะก้านที่พอเหมาะ
“ดยุคคาลอส... ข้าไม่นึกว่าท่านจะมีเวลาว่างมาฟังนิทานก่อนนอนของเหล่าเลดี้ในสวนแห่งนี้เสียอีกนะคะ” เธอเอ่ยพลางปรายตามองไปยังกลุ่มสตรีที่หน้าซีดเผือด
คาลอสไม่ตอบคำถามนั้น เขาเดินเข้ามาใกล้จนระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่นิ้ว กลิ่นอายของน้ำหอมกลิ่นไม้หอมและกำยานจางๆ จากตัวเขาทำให้หัวใจของเอเลน่าเต้นจังหวะผิดไปเล็กน้อย แม้เธอจะพยายามคุมสติให้มั่นคงเพียงใด แต่ความกดดันจากชายผู้นี้ไม่เคยเป็นเรื่องล้อเล่น
“นิทานที่พวกนางเล่า... มันคงไม่สนุกเท่าเรื่องจริงที่ข้ากำลังจะบอกเจ้าหรอกนะ” เขาโน้มตัวลงมาจนลมหายใจอุ่นรินรดข้างหูเธอ น้ำเสียงนั้นลดระดับลงจนเหลือเพียงเธอสองคนที่ได้ยิน “เรื่องที่ว่า... ในคืนนั้น เจ้าไม่ได้แค่ไปงานเลี้ยงกับข้า แต่เจ้ายัง ‘ทำลาย’ ตราประทับลับของตระกูลที่พยายามจะลอบสังหารเจ้าด้วยมือของตัวเอง”
เอเลน่าชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาของเธอไหววูบเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาเรียบเฉยดังเดิม “ท่านกำลังพูดเรื่องอะไรคะ? ข้าก็แค่หญิงสาวที่โชคร้ายในสายตาของทุกคน... ไม่ใช่หรือคะ?”
“อย่าเล่นลิ้นกับข้า เอเลน่า” คาลอสแค่นยิ้ม รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา “เจ้าฉลาด... แต่เจ้าลืมไปว่าในอาณาจักรนี้ ไม่มีอะไรที่หลุดรอดสายตาของข้าไปได้ โดยเฉพาะคนที่ข้า ‘หมายตา’ ไว้เป็นคนสำคัญของกรานท์”
ในขณะที่ทั้งสองกำลังเผชิญหน้ากันด้วยสงครามประสาทที่ไม่มีใครยอมใคร เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นหินก็ดังขึ้นจากทางเดินหลัก พร้อมกับการปรากฏตัวของรัชทายาทลำดับที่หนึ่งผู้มีใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มที่ดูเป็นมิตร ทว่าแววตากลับว่างเปล่าดั่งเหวลึก
“ดูเหมือนข้าจะมาขัดจังหวะช่วงเวลาหวานชื่นของท่านดยุคกับเลดี้เอเลน่าสินะ” รัชทายาทเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่บรรยากาศโดยรอบกลับเย็นเยียบลงทันที “แต่เกรงว่าคงต้องขอตัวเลดี้เอเลน่าไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทเสียหน่อย... เพราะข่าวลือเรื่องที่ท่านดยุคแอบ ‘อุ้ม’ เลดี้เอเลน่าเข้าห้องสมุดลับเมื่อคืนนี้ กำลังทำให้บรรดาเสนาบดีในสภาผู้แทนฯ เดือดดาลจนแทบจะเผาพระราชวังทิ้งแล้ว”
เอเลน่าเบิกตากว้างเล็กน้อย เธอหันไปมองคาลอสที่ยังคงนิ่งเฉย เขาเพียงแค่เหลือบมองรัชทายาทด้วยสายตาเรียบเฉยทว่าแฝงความข่มขู่
“ห้องสมุดลับหรือคะ?” เอเลน่าทวนคำพลางหัวเราะในลำคอ “ช่างเป็นข่าวลือที่จินตนาการล้ำเลิศจริงๆ นะคะ ฝ่าบาท... แต่หากข้าไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทในตอนนี้ เรื่องราวที่ควรจะเป็นความลับ... อาจจะไม่ลับอีกต่อไป”
เธอก้าวถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว สบตาคาลอสเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหันไปหารัชทายาท “ข้าจะไปกับท่าน แต่ก่อนจะไป ข้ามีเรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากไว้ให้ทุกท่านได้คิด...”
เอเลน่าเว้นจังหวะพลางกวาดสายตามองทุกคนในสวนที่เงียบกริบ “คนที่เชื่อข่าวลือของคนอื่นโดยไม่ใช้สมองของตัวเองตัดสิน... ก็ไม่ต่างอะไรกับหุ่นเชิดที่รอวันถูกทิ้งลงถังขยะนะคะ”
สิ้นคำกล่าว เอเลน่าก็หมุนตัวเดินจากไปทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่แผ่ขยายออกไป คาลอสมองตามแผ่นหลังบางนั้นไปด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหลงใหลและดุดัน เขาไม่สนใจรัชทายาทที่ยืนอยู่ตรงหน้าแม้แต่น้อย
ทว่าในจังหวะที่เอเลน่ากำลังจะพ้นแนวสวน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของอัศวินหลวงก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง พร้อมกับการประกาศก้องที่ทำให้ทั้งสวนหยุดนิ่ง “เลดี้เอเลน่า ฟอน วาเลนเซีย! ท่านถูกสั่งควบคุมตัวในข้อหา... ‘สมคบคิดกับปีศาจ’ ภายใต้หลักฐานชิ้นใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบในห้องพักของท่าน!”
มือที่สั่นเทาของอัศวินชูตราประทับสีดำสนิทที่เปื้อนคราบเลือดขึ้นมา ซึ่งเป็นตราประทับที่เอเลน่าแน่ใจว่าเธอทำลายไปแล้ว... ใครบางคนกำลังเล่นเกมที่เหนือกว่าเธอ และคนคนนั้นกำลังรอจังหวะที่จะกระชากหน้ากากของเธอให้ขาดสะบั้น
เอเลน่าหยุดก้าวเดิน เธอไม่ได้หันกลับไป แต่รอยยิ้มที่มุมปากของเธอกลับปรากฏขึ้นอย่างเยือกเย็น... ใครกันที่กล้าเปิดศึกกับนางร้ายที่พร้อมจะเผาโลกทิ้งเช่นเธอ?
หวังว่าเนื้อหาในตอนนี้จะทำให้นักอ่านทุกท่านตื่นเต้นไปกับชะตากรรมของเอเลน่าจนแทบรอไม่ไหวที่จะอ่านตอนต่อไปนะคะ
เอวาลินน์ปลายพู่กัน ค่ะ
เล่ห์รักร้ายของยัยนางร้ายที่โลกเมิน•ตอนที่ 19
เสียงซุบซิบในราชสำนัก
ผลงานโดย เอวาลินน์ปลายพู่กัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอวาลินน์ปลายพู่กัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักร้ายของยัยนางร้ายที่โลกเมิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!