เล่ห์รักร้ายของยัยนางร้ายที่โลกเมิน•ตอนที่ 20

คืนแห่งพายุ

ผลงานโดย เอวาลินน์ปลายพู่กัน
"ถ้าเจ้ายังไม่หยุดสั่น ฉันคงต้องเสียมารยาทมัดมือเจ้าไว้กับที่วางแขนเก้าอี้เสียตอนนี้" น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของคาลอสแทรกผ่านเสียงคำรามของท้องฟ้าด้านนอก เขาไม่ได้มองมาที่ฉัน แต่สายตาคมกริบนั้นจับจ้องอยู่กับตำราเล่มหนาในมือ ทว่ามือที่ถือแก้วไวน์ของเขากลับนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินอ่อน ผิดกับฉันที่กำลังพยายามสะกดกลั้นอาการสั่นเทาของนิ้วมือที่วางอยู่บนตัก "ข้าไม่ได้สั่นเพราะความกลัวค่ะ ดยุค" ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความเยือกเย็นไว้ให้มั่นที่สุด แม้ในใจจะรู้ดีว่าความเงียบงันภายในห้องสมุดส่วนตัวของเขามันช่างน่าอึดอัดเสียเหลือเกิน "แค่บรรยากาศข้างนอกมัน... ทำให้ข้าหวนคิดถึงเรื่องที่ไม่น่าจดจำ" "เรื่องที่เจ้าถูกลอบสังหารเมื่อสามเดือนก่อนงั้นหรือ" เขาปิดหนังสือเสียงดัง 'ปัง' ก่อนจะขยับตัวเข้ามาใกล้ ความกดดันจากร่างกายสูงใหญ่ที่แผ่ออกมาทำให้บรรยากาศในห้องดูเล็กลงถนัดตา "หรือเรื่องที่เจ้ากำลังสงสัยว่า ค่ำคืนนี้อาจจะมีคนยอมฝ่าพายุเข้ามาเชือดคอเจ้าถึงในคฤหาสน์ของข้า" ฉันเงยหน้าขึ้นสบตาสีเทาเข้มคู่นั้น มุมปากของเขาหยักยิ้มเล็กน้อย แต่มันไม่ใช่รอยยิ้มที่อ่อนโยน มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่กำลังสนุกกับการต้อนเหยื่อเข้ามุม "ท่านรู้อยู่แล้วสินะ" "ข้าเป็นถึงดยุคแห่งกรานท์ เอเลน่า... ถ้าข้าไม่รู้ว่ามีมดปลวกกี่ตัวที่แอบบุกรุกเข้ามาในอาณาเขตของข้า ชีวิตนี้ข้าคงต้องตายไปนานแล้ว" เขาวางแก้วไวน์ลง แล้วโน้มตัวลงมาจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกับใบหน้าของฉัน "แต่วันนี้พวกมันค่อนข้างใจร้อนเสียหน่อย ไม่รอให้พายุสงบด้วยซ้ำ" ยังไม่ทันที่ฉันจะได้เอ่ยถาม เสียงกระจกหน้าต่างบานใหญ่ทางทิศตะวันออกก็แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับร่างในชุดสีดำสนิทสามร่างที่พุ่งทะยานเข้ามาในห้องราวกับเงาปีศาจ พวกมันไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง เหล็กแหลมอาบยาพิษในมือพุ่งตรงมายังตำแหน่งที่ฉันนั่งอยู่ทันที สัญชาตญาณของการเอาตัวรอดในชาติก่อนสั่งให้ฉันเอนตัวหลบอย่างรวดเร็ว แต่คาลอสเร็วกว่า เขาคว้าตัวฉันเข้าสู่อ้อมกอดด้วยแขนข้างเดียว ก่อนจะตวัดดาบที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าปูโต๊ะออกมาปัดป้องการโจมตีนั้นอย่างง่ายดายราวกับกำลังปัดหยดน้ำฝน "อยู่ข้างหลังข้า" คำสั่งสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยอำนาจ ฉันมองภาพเบื้องหน้าด้วยหัวใจที่เต้นระรัว คาลอสไม่ได้สู้ด้วยความโกรธเกรี้ยว เขาสู้ด้วยความนิ่งเฉยที่น่าสะพรึงกลัว ทุกการตวัดดาบของเขาคือการจบชีวิตหนึ่งคนอย่างไร้ความปราณี เลือดสีเข้มกระเซ็นเปรอะเปื้อนพรมเปอร์เซียราคาแพง แต่เขากลับไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน สายตาของเขายังคงจับจ้องที่เป้าหมาย ไม่ใช่อารมณ์ คนร้ายที่เหลือเริ่มรู้ตัวว่าไม่อาจสู้กับปีศาจในคราบมนุษย์ผู้นี้ได้ หนึ่งในนั้นจึงหันคมมีดมาที่ฉันในจังหวะที่คาลอสเสียหลักหลบการโจมตีจากอีกฝั่ง "เอเลน่า!" ฉันเห็นเพียงประกายเหล็กวาววับที่พุ่งเข้ามา ระยะห่างเพียงไม่กี่คืบนั้นแทบจะหยุดหายใจของฉันไว้ แต่ทว่า ในวินาทีที่ความตายเฉียดผ่าน ผิวหนังของฉันกลับรู้สึกถึงไอความร้อนประหลาดที่โอบล้อมรอบตัว คาลอสทิ้งดาบในมือแล้วพุ่งเข้ามาขวางหน้าฉันไว้ ร่างกายของเขารับมีดเล่มนั้นเข้าที่หัวไหล่อย่างเต็มแรง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วห้อง คาลอสกระชากมีดนั่นออกมาโดยไม่แม้แต่จะกระพริบตา ก่อนจะฝังดาบที่เก็บขึ้นมาได้เข้าที่หัวใจของคนร้ายคนสุดท้ายอย่างแม่นยำ ทุกอย่างกลับเข้าสู่ความเงียบงันอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงพายุที่โหมกระหน่ำอยู่ภายนอก "ท่าน... ท่านบาดเจ็บ" ฉันรีบก้าวเข้าไปประคองเขา แต่กลับถูกมือหนากดไหล่ไว้แน่น "อย่าแตะต้องมัน เอเลน่า" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าลงเล็กน้อย แต่ใบหน้ายังคงนิ่งสนิทราวกับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด "พิษที่อาบอยู่นั่นมันรุนแรงมาก... ข้าไม่ต้องการให้เลือดของข้าเปื้อนมือเจ้า" ฉันเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่จนขอบตาร้อนผ่าว "ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้... ท่านเป็นถึงดยุค ท่านไม่ต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงเพื่อคนอย่างข้า" คาลอสหัวเราะหึในลำคอ ดวงตาคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยแสงประหลาดในความมืด เขาค่อยๆ เชิดคางฉันขึ้นด้วยปลายนิ้วที่สั่นน้อยๆ จากพิษที่เริ่มแล่นเข้าสู่ร่างกาย "คนอย่างเจ้า? เอเลน่า... เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเจ้าเป็นของใคร" เขาขยับเข้ามาใกล้จนปลายจมูกของเราแตะกัน "ถ้าเจ้าตาย ข้าจะเผาทั้งอาณาจักรนี้ทิ้งเสียเพื่อไปตามวิญญาณเจ้ากลับมา ไม่ว่าที่นั่นจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม" เขาทรุดเข่าลงกับพื้นแรงขึ้นเนื่องจากพิษเริ่มออกฤทธิ์ แต่ฝ่ามือยังคงกุมมือฉันไว้แน่นราวกับกลัวว่าฉันจะหายไปจริงๆ ในขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกองกำลังอัศวินประจำตัวเขาก็ดังขึ้นที่หน้าประตู ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูที่ร้อนรน "ท่านดยุค! พวกเรามาสายไป! ท่านเป็นอย่างไรบ้าง!" ฉันมองไปที่ประตูที่ถูกพังเข้ามาโดยองครักษ์ของเขา ก่อนจะหันกลับมามองใบหน้าของคาลอสที่เริ่มซีดเผือด แต่ทว่า... ทันใดนั้น ฉันกลับสังเกตเห็นสิ่งที่ผิดปกติ ภายใต้รอยเลือดที่หัวไหล่ของเขา รอยสักสัญลักษณ์รูปมังกรสีดำที่ควรจะเป็นเพียงรอยสักธรรมดา กลับกำลังเปล่งแสงสีม่วงเรืองรองออกมาอย่างน่าประหลาดใจ และไม่ใช่แค่รอยสักนั้นเท่านั้น... ดวงตาของคาลอสที่เคยเป็นสีเทาเข้ม กลับเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดุจเลือดในความมืด เขาไม่ใช่แค่มนุษย์ที่บาดเจ็บ... นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่? ความลับที่เขาซ่อนไว้ภายใต้ความคลั่งรักที่แสนหอมหวานนี้ คืออะไรกันแน่? เอวาลินน์ปลายพู่กันหวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นจนวางไม่ลงและรอติดตามความจริงที่กำลังจะเปิดเผยในตอนถัดไปนะคะ
สารจากนักเขียน (เอวาลินน์ปลายพู่กัน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักร้ายของยัยนางร้ายที่โลกเมิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%