“ถ้าท่านคิดว่าตราประทับตระกูลวาเลนเซียจะทำให้ข้าหวั่นเกรงจนต้องปล่อยผู้บุกรุกไป ท่านคงประเมินสติปัญญาของข้าต่ำเกินไปเสียแล้ว ดยุคคาลอส”
เสียงหวานใสทว่าเย็นเยียบดั่งคมมีดที่กรีดผ่านความเงียบงันภายในห้องทรงงานส่วนพระองค์ เอเลน่า ฟอน วาเลนเซีย ก้าวเท้าไปข้างหน้าโดยไม่แยแสต่อบรรยากาศที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก ดวงตาคู่สวยดุจมรกตจ้องมองตราประทับสีชาดที่วางอยู่บนโต๊ะไม้โอ๊กตัวเขื่องด้วยสายตาเหยียดหยาม
คาลอส กรานท์ ไม่ได้โต้ตอบทันที เขานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้กำมะหยี่สีเลือดนก แสงจากเชิงเทียนวูบไหวสะท้อนนัยน์ตาสีรัตติกาลที่อ่านอารมณ์ไม่ได้ เขาเพียงแค่ใช้นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะเชื่องช้า แต่มันกลับดังก้องในโสตประสาทราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลังสู่ความตาย
“เจ้ากล้าดียังไงถึงคิดว่าข้าจะปล่อยให้ตระกูลวาเลนเซียทำลายความสงบสุขของอาณาจักรนี้ เอเลน่า” คาลอสเอ่ยขึ้น เสียงของเขาต่ำพร่า ทว่าทรงอำนาจ “การที่เจ้าก้าวเข้ามาขวางการสอบสวนของข้าเช่นนี้... เจ้าต้องการอะไรกันแน่? หรือนี่เป็นเพียงหมากอีกตัวที่เจ้าใช้เพื่อหลอกล่อให้ข้าตายใจ?”
เอเลน่าแค่นยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้แต้มด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สตรีทั่วไปพึงมีเมื่อเผชิญหน้ากับปีศาจตนนี้ เธอหยิบตราประทับนั้นขึ้นมา สังเกตรายละเอียดรอยบากบนเนื้อเหล็กก่อนจะโยนมันลงบนโต๊ะอย่างไม่ใยดี
“ตราของปลอมที่ใช้สีชาดผสมผงหินภูเขาไฟเพื่อให้ดูเก่าแก่ ข้าจำได้ว่าตระกูลของข้าไม่ได้โง่เขลาขนาดที่จะทิ้งร่องรอยให้ศัตรูจับได้ง่ายๆ ในขณะที่กำลังทำภารกิจลับ” เอเลน่าขยับเข้าไปใกล้โต๊ะทำงาน กลิ่นหอมจางๆ จากกายเธอชวนให้คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าชะงักไปชั่วครู่ “ท่านยุค... หากท่านอยากหาคนผิดจริงๆ ท่านควรจะมองหาคนในที่กำลังยิ้มเยาะอยู่หลังม่านหน้าต่างนั่นมากกว่าการมาจ้องจับผิดหญิงสาวที่เพิ่งถูกครอบครัวตัดขาดอย่างข้า”
คาลอสจ้องมองใบหน้างดงามนั้นอย่างไม่วางตา ความเฉลียวฉลาดที่เฉียบคมราวกับดาบเพชรฆาตของเธอทำให้หัวใจที่เคยเยือกเย็นของเขาสั่นไหวอย่างประหลาด เขาไม่เคยพบสตรีใดที่กล้าสบตาเขาตรงๆ โดยไม่สั่นเครือ และไม่เคยพบใครที่สามารถอ่านเกมการเมืองภายในพระราชฐานออกได้ทะลุปรุโปร่งเพียงแค่เห็นตราประทับ
“เจ้ากำลังบอกว่า... ข้ากำลังถูกตบตาอยู่หรือ?” เขาเอ่ยถามพลางลุกขึ้นยืน ร่างสูงโปร่งก้าวเข้ามาประชิดตัวเอเลน่าจนเธอกลิ่นอายความเป็นบุรุษเพศอบอวลไปทั่วบริเวณ
เอเลน่าไม่ได้ถอยหนี เธอเชิดหน้าขึ้นรับแรงกดดันนั้น ดวงตามรกตเป็นประกายวาวโรจน์ “ไม่ใช่แค่ตบตาหรอกค่ะท่านยุค... ท่านกำลังถูกปั่นหัวต่างหาก พวกมันไม่ได้ต้องการก่อกบฏด้วยกำลังทหาร แต่มันต้องการให้ท่านลงมือสังหารตระกูลที่จงรักภักดีที่สุดต่อบัลลังก์เพื่อสร้างความร้าวฉาน... แล้วใครกันล่ะที่จะได้ผลประโยชน์จากความระส่ำระสายนี้?”
คาลอสนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ความเงียบงันเริ่มเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดที่เร้าอารมณ์ เขาสังเกตเห็นไฝเม็ดเล็กที่หางตาของเธอขณะที่เธอกำลังใช้ความคิด ความเด็ดเดี่ยวในแววตาคู่นั้นไม่ได้ถูกเสแสร้งขึ้นมา แต่มันคือตัวตนที่แท้จริงของนางร้ายที่โลกเคยทอดทิ้ง
“น่าสนใจ...” คาลอสพึมพำ น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงอย่างน่าตกใจ เขาเอื้อมมือไปคว้าข้อมือเรียวของเธอเบาๆ ก่อนจะกดน้ำหนักลงไปเล็กน้อยจนรู้สึกถึงชีพจรที่เต้นระรัว “หากเจ้าพูดจริง นั่นหมายความว่าเจ้ากำลังเอาชีวิตเข้ามาเสี่ยงเพื่อปกป้องเกียรติยศที่ตระกูลที่ทิ้งเจ้าไปหรือ?”
“ข้าไม่ได้ปกป้องพวกเขา” เอเลน่าตอบเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ลึกๆ “ข้าแค่ไม่ชอบการถูกใครมาชักใยเหมือนหุ่นเชิด... และข้าก็เกลียดการที่เห็นคนโง่เขลาต้องตกหลุมพรางของพวกงูพิษ”
คาลอสกระชับมือที่จับข้อมือเธอไว้แน่นขึ้น สายตาของเขามืดมิดลงดุจก้นบึ้งของมหาสมุทรที่ยากจะหยั่งถึง เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบสัมผัสกัน “ถ้าเช่นนั้น เจ้ามาเป็นคนชักใยข้างกายข้าแทนดีหรือไม่? เอเลน่า”
คำถามนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจ ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบที่ร้อนแรงจนแทบจะเผาไหม้ทุกสิ่ง เอเลน่าเบิกตากว้างเล็กน้อย เธอไม่ได้คาดคิดว่าเขาจะเปลี่ยนท่าทีไปรวดเร็วขนาดนี้ แต่นี่คือโอกาสที่เธอรอคอย... โอกาสที่จะยึดอำนาจที่ควรจะเป็นของเธอคืนมา
ทว่าก่อนที่เอเลน่าจะทันได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เสียงฝีเท้าหนักๆ ของอัศวินองครักษ์ก็ดังขึ้นหน้าประตูห้องทำงาน ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูที่รัวเร่งจนผิดวิสัย
“ฝ่าบาท! ขอประทานอภัยพะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นที่ห้องเก็บเอกสารลับ... มีรายงานว่าตราประทับของตระกูลวาเลนเซียอีกชิ้นถูกขโมยไปจากตู้นิรภัย พร้อมกับบันทึกการลับของท่านดยุค!”
คาลอสผละออกจากเอเลน่าทันที แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นดุดันในชั่วพริบตาเดียว เขาหันกลับมามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความเคลือบแคลงสงสัยที่พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง
“บันทึกการลับ? ในตู้ที่แม้แต่ข้ายังต้องใช้กุญแจสามชั้นเพื่อเปิด?” คาลอสแค่นหัวเราะในลำคอ แต่เป็นหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน “เอเลน่า... ดูเหมือนว่าเกมนี้จะเริ่มสนุกขึ้นมาเสียแล้วนะ”
เอเลน่ามองตามแผ่นหลังที่เดินดิ่งไปที่ประตู เธอรู้ดีว่าคำพูดของเธอกำลังจะถูกนำไปพิสูจน์ แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะไม่ใช่ภัยที่คืบคลานเข้ามา ทว่าคือเศษกระดาษที่เขาเผลอทำตกไว้ตอนที่เขากระชากมือออกไป
เมื่อเอเลน่าก้มลงเก็บมันขึ้นมา ดวงตาก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อในนั้นไม่ได้มีบันทึกการลับของอาณาจักร แต่มันคือภาพสเก็ตช์ใบหน้าของเธอในยามหลับใหลที่ถูกวาดขึ้นด้วยฝีมือของคนคนเดียวกันที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอเมื่อครู่นี้เอง
เอวาลินน์ปลายพู่กันหวังว่าทุกท่านจะหลงรักความเข้มข้นในบทนี้ และพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ
เล่ห์รักร้ายของยัยนางร้ายที่โลกเมิน•ตอนที่ 11
เสน่ห์ที่ยากจะต้านทาน
ผลงานโดย เอวาลินน์ปลายพู่กัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอวาลินน์ปลายพู่กัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักร้ายของยัยนางร้ายที่โลกเมิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!