เล่ห์รักร้ายของยัยนางร้ายที่โลกเมิน•ตอนที่ 12

พันธสัญญาเลือด

ผลงานโดย เอวาลินน์ปลายพู่กัน
“ท่านจะวางมือไว้ตรงไหนก็ตามใจ แต่ถ้ามันหมายถึงการที่ข้าต้องเอาชีวิตไปผูกไว้กับเกมการเมืองเน่าเฟะของตระกูลวาเลนเซียอีกครั้ง… ดยุคคาลอส ข้าเกรงว่าท่านจะเข้าใจผิดไปถนัดตาแล้วค่ะ” น้ำเสียงของเอเลน่าราบเรียบ ทว่าทุกคำพูดกลับกรีดลึกราวกับคมมีดที่เคลือบไว้ด้วยน้ำผึ้ง เธอวางถ้วยชาพอร์ซเลนลงบนจานรองเสียงดัง ‘กริ๊ก’ เบาๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่แผ่ซ่านไปทั่วห้องทำงานส่วนตัวของดยุคหนุ่ม คาลอส กรานท์ ไม่ได้โต้ตอบทันที เขายังคงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้โอ๊คเนื้อดี แสงเทียนสีส้มสลัวกระทบใบหน้าคมสันที่ดูราวกับรูปปั้นเทพบุตรผู้ร่วงหล่นจากสวรรค์ นัยน์ตาสีรัตติกาลลึกล้ำคู่นั้นจ้องมองใบหน้าของหญิงสาวตรงหน้าไม่วางตา ราวกับกำลังประเมินราคาสิ่งของล้ำค่าที่สุดในโลก “เจ้าไม่เชื่อใจข้า หรือว่าเจ้าไม่เชื่อใจในอำนาจของข้ากันแน่ เอเลน่า?” เขาเอ่ยถาม เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นประสาทอย่างบอกไม่ถูก เอเลน่าแค่นยิ้มที่มุมปาก เธอลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างระหงในชุดเดรสผ้าไหมสีเขียวมรกตดูสง่างามและเยือกเย็น เธอเดินตรงไปยังหน้าต่างบานสูงที่เปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย กลิ่นอายของยามค่ำคืนในเมืองหลวงที่อบอวลไปด้วยแผนการร้ายลอยเข้ามาปะทะจมูก “ความเชื่อใจเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยสำหรับคนที่เคยถูกหักหลังจนตายไปรอบหนึ่งแล้วนะคะ ดยุค” เธอหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา “ท่านต้องการให้ข้าเป็นพันธมิตร เพื่อที่ท่านจะได้คานอำนาจกับราชสำนัก แต่สิ่งที่ข้าต้องการคืออิสระจากหมากบนกระดานที่ชื่อว่า ‘วาเลนเซีย’... เราสองคนต่างต้องการสิ่งที่ตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง” คาลอสลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายที่กำยำภายใต้เสื้อสูทสั่งตัดพิเศษก้าวย่างเข้ามาหาเธออย่างเชื่องช้า แต่ทว่าทรงพลังราวกับสัตว์ป่าที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุม เขาหยุดยืนตรงหน้าเธอในระยะประชิด กลิ่นหอมจางๆ ของไม้สนและเหล้าบรั่นดีราคาแพงทำให้เอเลน่าต้องกลั้นหายใจชั่วขณะ “ถ้าเช่นนั้น... เรามาทำพันธสัญญาที่เหนือกฎเกณฑ์ของมนุษย์กันไหม?” คาลอสหยิบมีดสั้นเล่มเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา ปลายมีดเงินคมกริบสะท้อนแสงไฟ “ท่านจะทำอะไรคะ?” เขาไม่ตอบ แต่กลับคว้าข้อมือเรียวของเธอขึ้นมาอย่างถือวิสาสะ ก่อนจะกรีดปลายนิ้วชี้ของตัวเองแล้วหยดเลือดสีแดงสดลงบนฝ่ามือที่ขาวผ่องของเอเลน่า ความร้อนจากโลหิตของเขาแผ่ซ่านผ่านผิวหนังของเธอ เอเลน่าไม่ได้ขัดขืน แม้หัวใจจะเต้นรัวเหมือนกลองศึก แต่เธอกลับเลือกที่จะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “เลือดนี้คือคำสาบาน ว่าข้าจะไม่แตะต้องอิสระของเจ้า และจะทำลายทุกอย่างที่ขวางกั้นเส้นทางของเจ้า... ตราบเท่าที่เจ้าจะอยู่เคียงข้างข้าในฐานะ ‘คนของกรานท์’ เท่านั้น” “นี่มันไม่ใช่พันธสัญญาการเมืองแล้ว... มันคือคำสาป” เอเลน่าเอ่ยเบาๆ “จะเรียกว่าอะไรก็ช่างเถอะ แต่นับจากวินาทีนี้ หากข้าพินาศ เจ้าก็ต้องเผชิญหน้ากับหายนะนั้นร่วมกัน หากข้าเป็นราชา เจ้าจะเป็นราชินีเพียงหนึ่งเดียวที่ข้าจะคุกเข่าให้” คาลอสโน้มตัวลงมาจนริมฝีปากของเขาแตะเข้าที่ข้างหูของเธอ เสียงกระซิบแผ่วเบาหากทว่าหนักแน่นดั่งประกาศิตนั้นทำให้ขนลุกชันไปทั่วร่าง “ไม่มีใครในอาณาจักรนี้ที่จะกล้าแตะต้องเจ้าอีก แม้แต่พระเจ้า ก็ไม่มีสิทธิ์พรากเจ้าไปจากข้า” เอเลน่ากำหมัดแน่น เลือดของเขายังคงอุ่นร้อนอยู่บนผิวหนังของเธอ เธอรู้ดีว่านี่คือดาบสองคมที่คมกริบที่สุดเท่าที่เคยถือครองมา แต่ในโลกที่ไร้ความเมตตาใบนี้ การมีปีศาจเป็นผู้คุ้มครองย่อมดีกว่าการเป็นเหยื่อให้คนอื่นเชือดเฉือน “ดีค่ะ... ถ้าท่านกล้าเสนอ ข้าก็กล้าที่จะสนอง” เอเลน่าเงยหน้าขึ้น สบตาเขาอย่างท้าทาย “แต่จำไว้ว่าหากท่านคิดจะหักหลังข้า พันธสัญญาเลือดนี้จะกลายเป็นสิ่งเดียวที่จะฝังท่านลงหลุมด้วยมือของข้าเอง” คาลอสกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างพอใจ เขาคว้าเอวบางของเธอเข้ามากระชับแน่น จนร่างกายของทั้งคู่แนบชิดแทบไม่เหลือช่องว่าง เอเลน่าสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากตัวเขาที่แผ่เข้ามาไม่หยุดหย่อน ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดจนเกือบจะขาดผึง เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างรุนแรงจากด้านนอก พร้อมกับเสียงขององครักษ์คนสนิทที่ฟังดูร้อนรนจนผิดวิสัย “ฝ่าบาท! ขออภัยที่ต้องรบกวน แต่ว่า... องค์ชายรัชทายาทเสด็จมาถึงที่หน้าคฤหาสน์แล้วพะย่ะค่ะ เขาทรงประกาศว่าจะ ‘มารับตัว’ เลดี้เอเลน่ากลับวังด้วยพระองค์เอง!” คาลอสชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ผละออกจากเอเลน่า นัยน์ตาสีรัตติกาลของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยโทสะที่พยายามสะกดกลั้นไว้ เขาหันไปมองประตูห้องที่ปิดสนิท ก่อนจะหันมามองเอเลน่าด้วยสายตาที่ลุ่มลึกและอันตรายกว่าเดิม “ดูเหมือนว่า ‘ความอดทน’ ของข้ากำลังจะถูกทดสอบเร็วกว่าที่คิดนะ เอเลน่า” เขาคว้ามือของเธอขึ้นมาจุมพิตเบาๆ ที่หลังมือ ก่อนจะกระซิบต่อ “เจ้าอยากจะออกไปต้อนรับแขกที่ไม่ได้รับเชิญด้วยตัวเอง หรือจะให้ข้าออกไป ‘จัดการ’ ให้หายไปจากสารบบของโลกนี้เสียล่ะ?” เอเลน่าสัมผัสได้ถึงความหนาวสั่นที่แล่นผ่านกระดูกสันหลัง นี่ไม่ใช่แค่การช่วงชิงตัวเธอ แต่คือการประกาศสงครามระหว่างขั้วอำนาจที่รุนแรงที่สุดในจักรวรรดิ และเธอ... คือต้นเหตุของความพินาศครั้งนี้ที่กำลังจะเริ่มขึ้น เอวาลินน์ปลายพู่กันหวังว่าทุกท่านจะหลงรักความเข้มข้นในบทนี้ และพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ
สารจากนักเขียน (เอวาลินน์ปลายพู่กัน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักร้ายของยัยนางร้ายที่โลกเมิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%