“ถ้าหากท่านยังคิดจะใช้ความเมตตาเป็นเครื่องมือต่อรองในห้องโถงกิตติมศักดิ์ล่ะก็... ดยุคคะ เกรงว่าท่านคงต้องเตรียมหีบศพไว้ให้ตัวเองก่อนที่จะได้เริ่มเจรจาเสียอีก”
เสียงหวานใสของเอเลน่า ฟอน วาเลนเซีย ดังกังวานท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องทำงานส่วนตัวที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกระดาษเก่าและน้ำมันหอมระเหยจากกุหลาบดำ เธอวางปากกาขนนกในมือลงบนแผนผังการเมืองที่รายล้อมไปด้วยตราประทับของตระกูลขุนนางระดับสูง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาที่คมกริบดั่งมีดโกน
ดยุคคาลอส กรานท์ ชายผู้เป็นดั่งเงามืดที่อยู่เหนือบัลลังก์ ไม่ได้โต้ตอบในทันที เขานั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้กำมะหยี่สีเลือดนก มือหนาลูบไล้แหวนประจำตระกูลที่นิ้วชี้อย่างเชื่องช้า ดวงตาสีอเมทิสต์ลึกลับจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความพึงพอใจ มากกว่าความขุ่นเคือง
“ความเมตตาหรือ? เอเลน่า... เจ้าคงลืมไปว่าในเกมนี้ กฎมีไว้เพื่อล้มล้าง ไม่ใช่เพื่อรักษา” คาลอสกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด “ข้าไม่ได้ต้องการความเมตตาจากราชวงศ์ ข้าต้องการเพียงแค่ ‘หลักประกัน’ ว่าในวันที่ข้าก้าวขึ้นไปยืนจุดนั้น เจ้าจะยังคงอยู่เคียงข้างข้า... ในตำแหน่งที่ไม่มีใครกล้าเอื้อมมือถึง”
เอเลน่าแค่นหัวเราะในลำคอ เธอลุกขึ้นเดินวนรอบโต๊ะไม้โอ๊กตัวใหญ่ กระโปรงผ้าไหมสีมรกตพลิ้วไหวตามจังหวะก้าวย่างราวกับงูพิษที่กำลังร่ายรำ “ตำแหน่งราชินีที่ไร้อำนาจคือกับดักค่ะ คาลอส ท่านเองก็รู้ดี ตระกูลวาเลนเซียของข้าอาจจะดูเสื่อมถอยในสายตาคนนอก แต่สายลับที่ข้าส่งไปในวังหลวงรายงานตรงกันว่า... องค์ราชาเตรียมจะประกาศยกเลิกบรรดาศักดิ์ของตระกูลที่ถือครองเหมืองแร่ทางทิศเหนือ ซึ่งนั่นรวมถึงเราด้วย”
เธอหยิบจดหมายฉบับหนึ่งที่ถูกปิดผนึกด้วยตราประทับสีทองของราชวงศ์ขึ้นมา แล้วโยนลงบนโต๊ะต่อหน้าเขา
“เขาเริ่มแล้ว การคานอำนาจเพื่อบีบให้ขุนนางต้องศิโรราบต่อรัชทายาทองค์ที่สอง หากเราไม่ทำอะไรสักอย่าง ภายในสามเดือนนี้ ตระกูลกรานท์จะเป็นเป้าหมายถัดไป”
คาลอสหยิบจดหมายขึ้นมาอ่านเพียงครู่เดียว เขาก็ขยำมันจนกลายเป็นก้อนกระดาษที่ไร้ค่าในมือ ความโกรธเคืองไม่ได้ปรากฏบนใบหน้าเขาแม้แต่น้อย มีเพียงรอยยิ้มเยือกเย็นที่มุมปากที่ดูอันตรายกว่าเดิม “รัชทายาทคนใหม่ช่างรนหาที่ตายนัก... เขาคิดว่าการตัดแขนขาขุนนางจะทำให้บัลลังก์มั่นคงขึ้นหรือ?”
“เขาไม่ได้คิดเองหรอกค่ะ” เอเลน่าก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาจนกลิ่นอายน้ำหอมเย็นๆ ของเธออบอวลอยู่รอบกายชายหนุ่ม “มีใครบางคนในเงามืดคอยกระซิบข้างหูเขา คนที่รู้ว่าจุดอ่อนของราชวงศ์นี้คืออะไร... และข้าค่อนข้างมั่นใจว่า คนคนนั้นคืออดีตคู่หมั้นที่แสนซื่อบื้อของข้า”
คาลอสชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะหึๆ ในลำคอ “เจ้าหมายถึงเจ้าชายเฟรเดอริก? บุรุษผู้หลงระเริงในอำนาจจอมปลอมนั่นน่ะหรือ?”
“ใช่ค่ะ และเขาไม่ได้มาคนเดียว” เอเลน่าโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูเขา ลมหายใจอุ่นๆ กระทบผิวแก้มของชายหนุ่ม “ข้าต้องการให้ท่านเปิดช่องว่างในเส้นทางการค้าทางทะเล ปล่อยให้สินค้าเถื่อนของตระกูลมาร์ควิสที่สนับสนุนรัชทายาทเล็ดลอดเข้าไปในเมืองหลวงได้... เมื่อถึงตอนนั้น ความวุ่นวายจะเกิดขึ้น และเมื่อราชวงศ์พยายามจะกวาดล้าง ท่านก็แค่ยื่นมือเข้าไปเป็น ‘ผู้กอบกู้’ ด้วยกองกำลังส่วนตัวของท่าน”
“ให้ข้าสร้างปัญหาก่อน แล้วค่อยเข้าไปแก้ไขงั้นหรือ? แผนของเจ้านี่มันร้ายกาจยิ่งกว่าปีศาจเสียอีกนะ เอเลน่า” คาลอสคว้าข้อมือของเธอไว้แล้วดึงเข้ามาใกล้จนหน้าอกของทั้งคู่แทบจะแนบชิดกัน สายตาของเขาเปลี่ยนเป็นร้อนแรงขึ้นจนหญิงสาวรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาล
“ปีศาจหรือคะ? ข้าเพียงแค่เรียนรู้จากท่านต่างหาก” เอเลน่าสบตากับเขาโดยไม่หลบเลี่ยง “โลกนี้ไม่ได้ต้องการนางเอกที่แสนดีหรอกค่ะท่านดยุค... โลกนี้ต้องการคนที่กล้าพอจะเผามัน แล้วสร้างใหม่บนซากปรักหักพัง”
คาลอสเชยคางเธอขึ้น บังคับให้เธอต้องมองลึกเข้าไปในดวงตาที่ราวกับจะกลืนกินวิญญาณของเขา “หากข้าช่วยเจ้าในครั้งนี้... ข้าขอรางวัลที่มากกว่าแค่ความสำเร็จทางการเมืองได้หรือไม่?”
“รางวัลอะไรล่ะคะ?” เธอถามเสียงแผ่ว ขณะที่หัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ
คาลอสขยับใบหน้าเข้าไปใกล้จนริมฝีปากของเขาสัมผัสกับขอบหูของเธออย่างแผ่วเบา “ชีวิตของเจ้า... ทั้งหมด”
ในจังหวะนั้นเอง เสียงเคาะประตูห้องทำงานก็ดังขึ้นสองครั้งสั้นๆ ตามด้วยเสียงขององครักษ์ประจำตัวของคาลอสที่ดูร้อนรนจนผิดวิสัย “ท่านดยุคขอรับ! เกิดเรื่องใหญ่ที่คุกใต้ดิน... นักโทษที่ข้าจับตัวมาเมื่อวาน... คนที่อ้างว่ารู้ที่อยู่ของ ‘ตราประทับแห่งเทพธิดา’... เขาตายแล้วขอรับ”
เอเลน่าผละออกจากอ้อมกอดของคาลอสทันที ความเย็นวาบแล่นปราดไปทั่วสันหลัง
“ตายได้อย่างไร?” คาลอสลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลังกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบตัวดูเหมือนจะหนักอึ้ง “ข้ากำชับแล้วว่าห้ามให้ใครเข้าใกล้จนกว่าข้าจะไปถึง!”
องครักษ์ผู้นั้นก้มหน้าชิดพื้นตัวสั่นเทา “ไม่มีรอยแผล ไม่มีร่องรอยการต่อสู้... แต่ที่หน้าอกของเขา... มีรอยสักเป็นรูปดอกกุหลาบสีดำ... สัญลักษณ์ของตระกูลวาเลนเซียของท่านหญิงปรากฏอยู่ขอรับ!”
เอเลน่าหน้าซีดเผือด เธอไม่ได้เป็นคนสั่งการเรื่องนี้ และไม่มีทางที่คนของเธอจะกล้าทำเช่นนั้นโดยไม่ได้รับอนุญาต ในห้องทำงานที่เคยดูปลอดภัยเริ่มกลายเป็นกรงขังที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของแผนซ้อนแผนที่เธอยังไม่ทันจะมองออก
ดวงตาของคาลมหันกลับมามองเธออีกครั้ง ครั้งนี้มันไม่ใช่สายตาที่คลั่งรัก แต่เป็นสายตาของนักล่าที่เริ่มไม่มั่นใจว่าเหยื่อที่เขากำลังจับอยู่... คือผู้ร่วมมือหรือคือศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดกันแน่
เอเลน่าสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมสติที่แตกกระเจิง “อย่าเพิ่งมองข้าแบบนั้น คาลอส... ข้าเพิ่งถูกใส่ร้าย และดูเหมือนว่า... เกมชิงบัลลังก์ที่ข้าเป็นคนเปิดฉาก จะมีคนอื่นนอกจากท่านและข้าที่กำลังถือไพ่ใบสุดท้ายอยู่”
เธอหันไปมองหน้าต่างบานสูงที่เปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย ผ้าม่านสีขาวปลิวไสวผิดธรรมชาติ ทั้งที่ไม่มีลมพัดผ่านแม้แต่น้อย
“มีคนอยู่ในห้องนี้... ตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว”
หวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินไปกับแผนการที่เริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ
ด้วยรักจากใจ... เอวาลินน์ปลายพู่กันค่ะ
เล่ห์รักร้ายของยัยนางร้ายที่โลกเมิน•ตอนที่ 27
แผนการชิงบัลลังก์
ผลงานโดย เอวาลินน์ปลายพู่กัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอวาลินน์ปลายพู่กัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักร้ายของยัยนางร้ายที่โลกเมิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!