"ถ้าท่านจะวางแผนกำจัดฉันด้วยวิธีที่แสนจะธรรมดาเช่นนี้ อย่าเสียเวลามานั่งดื่มน้ำชาให้เสียรสชาติเลยค่ะ ดยุค"
เอเลน่าเอ่ยขึ้น พลางวางถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวมุกเบาๆ ลงบนจานรอง เสียงกระทบกันนั้นแผ่วเบา แต่กลับดังกังวานในห้องทำงานส่วนตัวที่เงียบสนิทของดยุคคาลอส กรานท์ ดวงตาคู่สวยดุจกวางสาวหรี่ลงเล็กน้อย จับจ้องไปยังชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม—บุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็น 'ปีศาจ' แห่งจักรวรรดิ ทว่าในยามนี้เขากลับกำลังใช้ปลายนิ้วเรียวยาวลูบไล้ขอบถ้วยชาของตนเองอย่างเชื่องช้า ราวกับกำลังใช้ความคิด
คาลอสเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีรัตติกาลลุ่มลึกของเขาไหวระริกเหมือนผิวน้ำที่ถูกโยนก้อนหินลงไป เขามิได้โกรธเคืองกับคำจิกกัดที่แฝงความนัยนั้น กลับกัน มุมปากของเขากลับยกขึ้นเพียงเล็กน้อย ทว่าดูร้ายกาจเกินกว่าจะเรียกว่ารอยยิ้ม
"ธรรมดาหรือครับ... เอลีน่า" เขาเว้นจังหวะ ลากเสียงต่ำทุ้มในลำคอ "คุณมองว่าการที่ผมยอมให้คุณนั่งอยู่ในห้องนี้ ในขณะที่ขุนนางฝ่ายตรงข้ามกำลังเตรียมตัวตายกันระนาวข้างนอกนั่น เป็นเรื่องธรรมดาไปได้อย่างไร"
เขาขยับกายเข้ามาใกล้ขึ้น จนเอเลน่าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายจางๆ ของไม้สนซีดาร์และน้ำหอมราคาแพงที่อบอวลอยู่รอบกายเขา ความกดดันที่แผ่ออกมานั้นไม่ใช่แรงอาฆาต แต่เป็นแรงดึงดูดมหาศาลที่ทำเอาลมหายใจของเธอสะดุดไปชั่วขณะ
"ขุนนางเหล่านั้นคือหมากบนกระดานที่ท่านวางไว้เพื่อบีบให้ฉันจนมุม" เอเลน่าเชิดหน้าขึ้น แม้หัวใจจะเต้นผิดจังหวะด้วยความรู้สึกที่เธอยังไม่อยากยอมรับ "แต่ท่านลืมไปอย่างหนึ่ง ดยุค... ฉันไม่ใช่หมาก และฉันก็ไม่ใช่คนที่ท่านจะมาควบคุมได้ตามใจชอบ"
"ผมไม่เคยคิดจะควบคุมคุณ" คาลอสโน้มตัวลงไปกระซิบชิดใบหูของเธอ ความร้อนจากไอระเหยของลมหายใจทำให้ผิวแก้มของเอเลน่าขึ้นสีระเรื่ออย่างห้ามไม่ได้ "ผมแค่ต้องการ... ครอบครอง"
คำว่า 'ครอบครอง' ของเขาหนักแน่นและจริงจังจนน่าขนลุก เอเลน่ารีบผลักอกแกร่งของเขาออกอย่างรวดเร็ว แต่คาลอสกลับคว้าข้อมือเธอไว้ได้ทัน มือของเขาที่สวมถุงมือหนังเนื้อละเอียดเย็นเยียบ แต่สัมผัสที่ส่งผ่านผิวหนังของเธอกลับร้อนผ่าวราวกับจะหลอมละลายทุกความถือตัวที่เธอสร้างขึ้น
"ท่านกำลังเสียสติไปแล้ว คาลอส" เอเลน่าพยายามคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด ทั้งที่ในอกมันสั่นรัวราวกับกลองรบ
"ใช่ ผมอาจจะเสียสติไปแล้วจริงๆ ตั้งแต่วันแรกที่เห็นคุณตัดสินใจกระโดดลงจากระเบียงแทนที่จะก้มหัวขอชีวิต" เขาแค่นหัวเราะ ก่อนจะเปลี่ยนท่าทีเป็นนุ่มนวลอย่างกะทันหัน เขาคลายมือออกอย่างเบามือ แล้วหยิบจดหมายปิดผนึกด้วยตราประจำตระกูลกษัตริย์วางลงบนโต๊ะ
"นี่คือสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ผมมอบให้คุณ" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ "ข้อเสนอที่ทางราชสำนักหยิบยื่นมาให้คุณในฐานะบุตรสาวของตระกูลที่ถูกลืม... พวกเขาจะคืนสิทธิ์ในที่ดินทางเหนือให้คุณ เพื่อแลกกับการที่คุณต้องเลือกข้าง"
เอเลน่ามองจดหมายนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า ที่ดินทางเหนือ... ดินแดนแห่งพันธสัญญาที่ครอบครัวของเธอทอดทิ้งเธอไปในชาติก่อน สถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันขมขื่นและปมด้อยที่เธอพยายามลบเลือน ความแค้นที่เคยมีกลับถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาที่เปลี่ยนรูปไปตามกาลเวลา
"ทำไมท่านถึงบอกฉัน?" เธอถามโดยไม่มองหน้าเขา
"เพราะผมอยากเห็นคุณก้าวเดินไปในทางที่คุณเลือก... ไม่ใช่ทางที่คนอื่นปูไว้ให้" คาลอสจ้องมองดวงตาเธอ ราวกับจะอ่านทะลุไปถึงจิตวิญญาณ "และไม่ว่าคุณจะเลือกทางไหน ผมจะรอคุณอยู่ที่นั่น ในฐานะคนที่จะอยู่เคียงข้างคุณ หรือในฐานะศัตรูที่น่าเกรงขามที่สุด... คุณเลือกเองเถอะครับ เอเลน่า"
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไป ความตึงเครียดที่เคยบีบคั้นลดระดับลง เหลือเพียงกระแสความหวานล้ำที่น่าอึดอัดใจ คาลอสหยิบถ้วยชาของเขาขึ้นจิบช้าๆ ทิ้งให้เอเลน่าจมดิ่งอยู่กับความคิดของตนเอง จดหมายฉบับนั้นหนักอึ้งในความรู้สึกของเธอ มันไม่ใช่แค่สิทธิ์ในที่ดิน แต่มันคือโอกาสในการเริ่มต้นใหม่... โดยมีปีศาจผู้นี้คอยชี้นำ
"ถ้าฉันเลือกจะทำลายทุกอย่างที่คุณสร้างมาล่ะ?" เอเลน่าถามขึ้นหลังจากความเงียบงันปกคลุมอยู่ครู่ใหญ่
คาลอสวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าเขามีความอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่ง เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินอ้อมโต๊ะมาหยุดอยู่ข้างกายเธอ ก่อนจะก้มลงประทับจุมพิตที่หลังมือเธออย่างแผ่วเบา ราวกับเป็นการทำความเคารพแด่ราชินีในดวงใจ
"ถ้าการทำลายทุกอย่างของผมคือสิ่งที่จะทำให้คุณมีความสุข... ผมก็ยินดีจะยื่นมีดเล่มที่คมที่สุดให้คุณด้วยมือของผมเอง"
เอเลน่าตัวแข็งทื่อ คำพูดนั้นไม่ใช่คำหวานที่ไร้ความหมาย แต่มันคือคำสัญญาที่น่าหวาดกลัวที่สุดเท่าที่เธอเคยได้ยินมา ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง—จังหวะที่หนักแน่นและเร่งร้อนกว่าปกติ ประตูบานใหญ่ถูกผลักออกโดยไม่มีการรอคอยจากผู้เป็นเจ้าของห้อง
"ท่านดยุค! ขออภัยที่ต้องรบกวน แต่นี่เป็นเรื่องด่วนจากชายแดนครับ!"
ขุนนางคนสนิทของผู้บัญชาการทหารก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่างต่อ แต่เมื่อเห็นเอเลน่าที่ยืนอยู่ข้างกายคาลอส เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโน้มตัวลงกระซิบรายงานบางอย่างที่ทำให้สีหน้าของคาลอสเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
"ท่านครับ... มีการเคลื่อนไหวจาก 'คนผู้นั้น' เขาเพิ่งเดินทางมาถึงเมืองหลวง และสิ่งที่เขาถืออยู่ในมือ... คือตราประทับที่หายไปของตระกูลวาเลนเซียที่ประกาศว่าตายไปแล้ว"
เอเลน่าเบิกตากว้าง ความเย็นวาบแล่นผ่านสันหลัง หัวใจของเธอแทบหยุดเต้น เมื่อได้ยินชื่อที่เธอไม่อยากได้ยินที่สุดในชีวิตนี้... ชื่อของคนที่ควรจะตายไปตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อน
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในเล่ห์กลอันมืดมิดครั้งนี้ไปกับเอวาลินน์นะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
เล่ห์รักร้ายของยัยนางร้ายที่โลกเมิน•ตอนที่ 35
สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง
ผลงานโดย เอวาลินน์ปลายพู่กัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอวาลินน์ปลายพู่กัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักร้ายของยัยนางร้ายที่โลกเมิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!