เล่ห์รักร้ายของยัยนางร้ายที่โลกเมิน•ตอนที่ 31

ความหวาดกลัวที่หายไป

ผลงานโดย เอวาลินน์ปลายพู่กัน
“ท่านคิดว่าเงามืดในคฤหาสน์หลังนี้มีไว้เพื่อประดับตกแต่งให้ดูขลังเท่านั้นหรือคะ... ฝ่าบาท?” เสียงของเอเลน่า ฟอน วาเลนเซีย แผ่วเบาหากแต่เฉียบคมดุจใบมีดโกนที่กรีดผ่านความเงียบงันภายในห้องโถงใต้ดินที่เย็นเยียบ กลิ่นอายของสนิมเหล็กและกลิ่นความชื้นจากผนังหินคลุ้งอยู่ในอากาศ นางไม่ได้หันไปมองร่างสูงใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่ด้านหลัง สายตาของนางจับจ้องไปที่คราบสีเข้มบนพื้นหินอ่อน—คราบที่นางจำได้แม่นว่าเป็นหยดเลือดที่ยังไม่แห้งสนิทดีนัก “ข้าไม่เคยเห็น ‘เงา’ มีชีวิตจนกระทั่งได้พบท่าน เอเลน่า” ดยุคคาลอส กรานท์ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่สั่นประสาท เขาไม่ได้ขยับตัวเข้ามาใกล้ แต่ความรู้สึกกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้นรุนแรงจนน่าอึดอัด “การที่ท่านเดินลงมาในที่แห่งนี้โดยไม่มีอาวุธติดตัวสักชิ้น... นั่นคือความโง่เขลา หรือความมั่นใจที่เกินพอดีกันแน่?” เอเลน่าหมุนตัวกลับช้าๆ ดวงตาสีอเมทิสต์ของนางหรี่ลงเล็กน้อยสะท้อนแสงจากเชิงเทียนที่สั่นไหว นางไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที แต่กลับก้าวเข้าไปหาความมืดมิดที่ปลายทางของทางเดินแคบๆ ที่ซึ่งฆาตกรที่พวกเขากำลังตามล่า—เงาที่คอยกำจัดทุกคนที่ขวางทางเดินของนาง—กำลังกบดานอยู่ “ความหวาดกลัวไม่ใช่สิ่งที่จะหายไปเพราะเราพยายามทำเป็นมองไม่เห็นมันนะคะ ดยุค” นางเอ่ยขณะหยิบเข็มกลัดประดับเพชรออกจากอกเสื้อแล้วดีดมันลงบนพื้น “มันจะหายไปก็ต่อเมื่อเราก้าวเข้าไปหามัน แล้วหักคอของมันทิ้งเสียต่างหาก” *เคร้ง!* เสียงโลหะกระทบพื้นดังกังวาน ก่อนที่เงาร่างหนึ่งจะพุ่งวาบออกมาจากหลังเสาหินขนาดใหญ่ กริชสีดำสนิทเงาวับพุ่งตรงมาที่ลำคอของเอเลน่าด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ เอเลน่าไม่ได้หลบ... นางเพียงแค่ย่อตัวลงต่ำเล็กน้อยแล้วหมุนตัวหลบไปทางซ้าย ในจังหวะที่กริชนั้นเฉียดผ่านเส้นผมของนางไป เพียงแค่เสี้ยววินาที นางคว้าข้อมือของฆาตกรผู้นั้นไว้ได้ด้วยมือเปล่า แรงปะทะทำให้ร่างของนางสั่นไหว แต่เอเลน่ากลับยิ้ม เย็นเยียบและงดงาม “เจ้าคิดว่าการซ่อนตัวอยู่ในเงามืดจะทำให้ไม่มีใครเห็น ‘ตัวตน’ ของเจ้าได้งั้นหรือ?” เอเลน่ากระซิบข้างหูของอีกฝ่าย ขณะที่มืออีกข้างของนางกดลงไปที่จุดชีพจรที่ลำคอของฆาตกร “เจ้าไม่ได้ฆ่าเพราะรับจ้าง... เจ้าฆ่าเพราะเจ้าหิวโหยที่จะเห็นความพินาศของผู้อื่น เหมือนกับที่ข้าเคยเป็นในชาติก่อนหน้านี้... ไม่ผิดเพี้ยน” ฆาตกรหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ภายใต้ผ้าคลุมสีดำสนิทนั้น ดวงตาที่ซ่อนอยู่เบิกกว้างด้วยความตกใจ มันพยายามสะบัดตัวหลุด แต่นางกลับบีบข้อมือของมันแน่นขึ้นจนได้ยินเสียงกระดูกลั่น “เอเลน่า ถอยออกมา” เสียงของคาลอสแทรกเข้ามา เขาไม่ได้รีบเข้ามาช่วย แต่นัยน์ตาสีรัตติกาลของเขากำลังเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวที่นางเอาตัวเองไปเสี่ยง “อย่าให้เลือดโสโครกนั่นเปื้อนมือของท่านเลย” “ปล่อยข้า...” เสียงของฆาตกรลอดไรฟันออกมา มันเป็นเสียงที่แหบพร่าและคุ้นเคยอย่างประหลาดจนเอเลน่าต้องชะงัก “ใครส่งเจ้ามา?” เอเลน่าถามพลางกระชากฮู้ดที่คลุมใบหน้านั้นออก ทันทีที่ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมเผยออกมา เอเลน่าก็ต้องสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง ใบหน้านั้น... ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหน แต่มันคือใบหน้าของหัวหน้าคนรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ที่หายตัวไปเมื่อสามปีก่อน—คนที่นางเคยไว้วางใจที่สุดในชาติก่อน คนที่ควรจะตายไปตั้งนานแล้ว ดวงตาของมันว่างเปล่า ไร้ซึ่งประกายของชีวิต ทว่าริมฝีปากกลับยกยิ้มเหยียดหยัน “คนส่งข้ามาน่ะหรือคะ... ท่านหญิงผู้สูงศักดิ์?” มันเค้นหัวเราะพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง “เขาก็คือคนเดียวกับที่กำลังยืนดูเราผ่านกระจกบานนี้อย่างไรล่ะ” สิ้นคำพูดนั้น ผนังหินที่ดูมั่นคงตรงหน้าก็ค่อยๆ เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นห้องลับอีกห้องที่เต็มไปด้วยกระจกเงาบานใหญ่สะท้อนภาพของเอเลน่าและคาลอสซ้ำไปซ้ำมานับร้อยภาพ ทว่าในเงาสะท้อนเหล่านั้น กลับมีร่างเงาร่างหนึ่งยืนซ้อนทับหลังคาลอส... ร่างนั้นยกมือขึ้นช้าๆ แล้วหยิบหน้ากากที่เหมือนกับใบหน้าของเอเลน่าขึ้นมาสวมทับ คาลอสชักดาบออกมาทันทีโดยสัญชาตญาณ แต่มือของเขากลับทะลุผ่านอากาศไปราวกับฟันถูกเพียงกลุ่มควัน “นั่นไม่ใช่คน...” เอเลน่าพึมพำขณะปล่อยมือจากคนรับใช้ที่กลายเป็นศพไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ “มันคือกระจกแห่งกรรม... ใครที่ยืนอยู่ในนี้ จะต้องเผชิญหน้ากับความผิดบาปของตนเองจนกว่าจิตวิญญาณจะแตกสลาย” เสียงหัวเราะก้องกังวานมาจากทุกทิศทาง ดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเอเลน่า และทันใดนั้นเอง บานกระจกทุกบานก็เริ่มแตกร้าวพร้อมกัน แต่ละรอยร้าวไม่ได้สะท้อนภาพนาง แต่มันสะท้อนภาพ ‘เอเลน่าในชาติก่อน’ ที่กำลังถือมีดอาบเลือดพุ่งเข้าใส่ ‘เอเลน่าในปัจจุบัน’ ที่กำลังยืนตัวสั่น “ดูให้ดีสิคะ เอเลน่า...” เสียงกระซิบที่เหมือนกับเสียงของตัวนางเองดังก้องขึ้น “เจ้าคิดว่าเจ้ากลับมาเกิดใหม่เพื่อแก้ไขอดีตงั้นหรือ? เปล่าเลย... เจ้าแค่กลับมาเพื่อรับโทษทัณฑ์ที่เจ้าเคยทำไว้ให้สาสม!” เอเลน่าทรุดเข่าลงกับพื้น ความหวาดกลัวที่นางพยายามฝังลึกไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจกำลังพุ่งพล่านออกมาพร้อมกับความทรงจำที่แตกกระจาย คาลอสรีบปราดเข้ามาโอบกอดร่างของนางไว้แน่น แต่นางกลับรู้สึกว่าอ้อมกอดนั้นกำลังค่อยๆ ห่างออกไป กลายเป็นความหนาวเหน็บที่กัดกินไปถึงกระดูก ในจังหวะที่สติของนางกำลังจะเลือนหายไป สายตาของนางเหลือบไปเห็นเงาสะท้อนในเศษกระจกชิ้นหนึ่งที่ตกลงมาแทบเท้าของนาง... เงาในนั้นไม่ได้มีแค่ตัวนางกับคาลอส แต่มีบุคคลที่สามที่นางไม่เคยคาดคิดว่าจะได้พบอีก—บุคคลที่ถือครองกุญแจสำคัญของเรื่องราวทั้งหมด—เขากำลังยืนอยู่ข้างหลังคาลอส และกำลังกระซิบคำสั่งสุดท้ายที่ทำให้นางต้องเบิกตากว้างด้วยความสิ้นหวัง “ถึงเวลาที่ตัวร้ายตัวจริงจะเปิดม่านแสดงตัวแล้ว...” ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในความมืดมิดครั้งนี้ไปกับเอวาลินน์นะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (เอวาลินน์ปลายพู่กัน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักร้ายของยัยนางร้ายที่โลกเมิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%