เล่ห์รักร้ายของยัยนางร้ายที่โลกเมิน•ตอนที่ 15

กับดักที่วางไว้

ผลงานโดย เอวาลินน์ปลายพู่กัน
“เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าแผนการโง่เขลาที่นำชีวิตไปเสี่ยงเช่นนี้ จะทำให้พวกหนูในท่อระบายน้ำยอมโผล่หัวออกมา?” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของดยุคคาลอส กรานท์ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องลับใต้ดินที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของสนิมและไวน์เก่าเก็บ เขายืนพิงผนังหินเย็นเยียบ สายตาคมปลาบดั่งใบมีดจับจ้องร่างระหงในชุดเดรสสีน้ำเงินเข้มของเอเลน่า ฟอน วาเลนเซีย ที่กำลังนั่งจิบชาอย่างใจเย็น ราวกับว่าสิ่งที่เธอกำลังเผชิญไม่ใช่กับดักความตาย แต่เป็นเพียงงานเลี้ยงน้ำชายามบ่าย เอเลน่าละเลียดจิบชาเอิร์ลเกรย์รสเลิศก่อนจะวางถ้วยกระเบื้องเคลือบลงบนจานรองเสียงดัง ‘กริ๊ก’ เบาๆ แววตาของเธอหรี่ลงเล็กน้อย สะท้อนประกายความเยือกเย็นที่แม้แต่คนอย่างคาลอสยังต้องยอมรับในความเด็ดเดี่ยว “ความโง่เขลากับความกล้าหาญมักมีเส้นบางๆ กั้นอยู่เสมอค่ะ ท่านดยุค” เธอเอ่ยเสียงเรียบ มุมปากหยักยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา “ในเมื่อพวกเขากระหายที่เห็นฉันล้มลงนัก ก็สมควรแล้วไม่ใช่หรือคะที่จะได้รับชมการแสดงชุดใหญ่... ยิ่งเหยื่ออ่อนแอเท่าไร สัตว์ป่าก็ยิ่งละทิ้งความระแวดระวังเท่านั้น” “เจ้ากำลังเล่นกับไฟ เอเลน่า” คาลอสขยับกายเข้ามาใกล้ เงาของเขาบดบังแสงเทียนที่ริบหรี่ “และหากไฟนั้นลามเลียเผาไหม้ชุดสวยๆ ของเจ้าจนไม่เหลือซาก ข้าไม่รับรองนะว่าจะไม่เผาทำลายที่นี่ทิ้งไปพร้อมกับศพของพวกมันทั้งหมด” “ท่านก็รู้นี่คะว่าฉันไม่เคยเล่นกับไฟโดยปราศจากถุงมือ” เอเลน่าลุกขึ้นยืน ร่างของเธอดูบอบบางแต่กลับแฝงไปด้วยแรงกดดันที่น่าเกรงขาม เธอเดินเฉียดผ่านร่างสูงใหญ่ของเขาไปหยุดที่กลางห้อง ซึ่งมีเอกสารลับปลอมๆ วางล่อตาล่อใจอยู่บนโต๊ะไม้เก่า เหตุการณ์ก่อนหน้าหวนกลับเข้ามาในความคิดของเธอ ข่าวลือเรื่อง ‘บันทึกวาเลนเซีย’ ที่ถูกปล่อยออกไปสร้างความปั่นป่วนให้กับสภาสูงเป็นอย่างมาก เอเลน่ารู้ดีว่าวันนี้... ในห้องโถงที่ถูกปิดตายแห่งนี้ คือจุดที่คนทรยศจะปรากฏตัวเพื่อชิงสมบัติที่ไม่มีอยู่จริง *ฟึ่บ!* เสียงฝีเท้าเบาหวิวที่เหยียบลงบนแผ่นหินที่ถูกสลักรอยร้าวไว้ล่วงหน้าดังขึ้นจากเงามืด เอเลน่ากระตุกยิ้มเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะแสร้งทำเป็นตกใจและเซถลาไปกระแทกกับโต๊ะจนถ้วยชาคว่ำลง “ใครน่ะ!?” เธอแสร้งร้องเสียงสั่นเครือ พลางกุมหน้าอกเสมือนหวาดกลัว “ฉันรู้ว่าพวกคุณแอบดูอยู่ จะออกมาได้หรือยังคะ!” เงาร่างดำทมิฬสามร่างกระโจนออกมาจากความมืดมิด มือของพวกมันถือมีดสั้นอาบยาพิษ พุ่งเป้าหมายมาที่ลำคอของเธอโดยตรง เอเลน่าหลับตาลงเสมือนยอมจำนน แต่ทว่า... ในวินาทีที่ใบมีดจวนเจียนจะถึงผิวเนื้อ สายลมเย็นเยียบก็พัดผ่านห้องไปพร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษผู้หนึ่ง คาลอสไม่ได้ขยับกายมากนัก เขาเพียงแค่สะบัดมือเบาๆ พลังเวทมนตร์สีดำสนิทก็พุ่งเข้ากระแทกร่างของเหล่านักฆ่าจนกระเด็นไปอัดกับผนังอย่างรุนแรง เสียงกระดูกหักดังกรอบแกรบราวกับกิ่งไม้แห้ง “น่ารำคาญ” คาลอสพึมพำ ดวงตาสีรัตติกาลของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานวูบหนึ่ง “พวกสวะที่บังอาจแตะต้องสิ่งที่ข้าหมายตา... คิดหรือว่าความตายจะเป็นปราการที่ดีพอ?” เอเลน่าลืมตาขึ้น เธอมองดูเหล่าศัตรูที่นอนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ความสงบนิ่งในแววตาของเธอทำให้นักฆ่าคนหนึ่งถึงกับตัวสั่นงันงก นี่ไม่ใช่ใบหน้าของสตรีผู้หวาดกลัว แต่มันคือใบหน้าของนักล่าที่เพิ่งจะปิดเกมได้อย่างสมบูรณ์แบบ เธอก้าวเดินเข้าไปใกล้ชายที่บาดเจ็บสาหัสที่สุด ใช้ปลายรองเท้าเชยคางมันขึ้นมา “ฝากไปบอกเจ้านายของพวกแกด้วยนะคะว่า... ครั้งหน้า หากส่งคนมาอีก อย่าส่งพวกที่ไร้ฝีมือแบบนี้มา มันเสียเวลาชาเย็นๆ ของฉัน” “แก... แกมันปีศาจ!” นักฆ่ากัดฟันพ่นคำสาปแช่ง เอเลน่าหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะที่แฝงไปด้วยความเวทนา “ปีศาจเหรอคะ? อาจจะใช่... แต่ก็น่าแปลกนะคะที่ปีศาจอย่างฉัน กลับเป็นคนเดียวที่รู้ว่าในกระเป๋าเสื้อด้านในของแก มีจดหมายตราประทับของ ‘ตระกูลดยุคฝ่ายค้าน’ ซ่อนอยู่” คำพูดนั้นทำให้นักฆ่าถึงกับหน้าถอดสี มันพยายามจะกัดฟันทำลายหลักฐาน แต่คาลอสกลับไวกว่า เขาขยับกายเพียงชั่วพริบตาเพื่อคว้าคอเสื้อของมันไว้ และบีบแน่นจนร่างนั้นดิ้นทุรนทุราย “งานของเจ้าจบแล้ว เอเลน่า” คาลอสเอ่ยเสียงเย็น “ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าที่จะจัดการพวกเศษสวะนี่ให้หายไปจากประวัติศาสตร์เสียที” “จัดการให้สะอาดนะคะท่านดยุค” เอเลน่าหันหลังกลับ เตรียมจะเดินออกจากห้องลับ ทว่าในจังหวะที่เธอหันหลังนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของอัศวินหลวงกลุ่มหนึ่งก็ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท เสียงฝีเท้าที่บ่งบอกว่าไม่ได้มีเพียงแค่พวกนักฆ่าที่ถูกส่งมา เอเลน่าชะงักฝีเท้า หัวใจเต้นรัวด้วยความรู้สึกไม่ชอบมาพากล เธอหันกลับไปมองคาลอสที่กำลังขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเช่นกัน “ดูเหมือนว่า ‘กับดัก’ ของเราจะไม่ได้มีไว้แค่สำหรับพวกนักฆ่านะคะ” เอเลน่ากระซิบ เสียงของเธอเย็นเยียบยิ่งกว่าครั้งไหนๆ “มีคนหักหลังเรา... และพวกเขากำลังปิดล้อมห้องนี้ไว้จากภายนอก” ประตูปราสาทหินถูกกระแทกจนเปิดออก เผยให้เห็นร่างของชายในชุดเกราะสีเงินเงาวับพร้อมตราสัญลักษณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นเจ้าของ... มันคือตราประทับของ ‘องค์รัชทายาท’ ผู้ที่ควรจะเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นที่สุดของเอเลน่า “เอเลน่า ฟอน วาเลนเซีย” เสียงประกาศก้องดังขึ้นจากบุรุษที่ก้าวเข้ามา “เจ้าถูกจับในข้อหาลักลอบติดต่อกับปีศาจและคบคิดก่อกบฏต่อราชบัลลังก์!” เอเลน่าเบิกตากว้าง ความรู้สึกหวาดหวั่นที่เธอไม่เคยพานพบตั้งแต่เกิดใหม่กำลังก่อตัวขึ้น เพราะคนที่ยืนอยู่เบื้องหลังรัชทายาท... คือบุคคลที่เธอคิดว่าตายไปแล้วในกองเพลิงเมื่อห้าปีก่อน เอวาลินน์ปลายพู่กันหวังว่าความพลิกผันในครั้งนี้จะทำให้ทุกท่านลุ้นระทึกไปพร้อมกับเอเลน่าและเตรียมรับมือกับบทสรุปที่ไม่มีใครคาดคิดในตอนหน้านะคะ
สารจากนักเขียน (เอวาลินน์ปลายพู่กัน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักร้ายของยัยนางร้ายที่โลกเมิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%