กลิ่นอายจางๆ ของชาเอิร์ลเกรย์ผสมดอกลาเวนเดอร์ถูกขับเน้นให้เด่นชัดขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องรับรองส่วนตัวของคฤหาสน์ตระกูลฟอน วาเลนเซีย เอเลน่าใช้ปลายนิ้วเรียวสวยบรรจงวางถ้วยกระเบื้องเคลือบสีมุก2ลงบนจานรอง เสียงกริ๊บเบาๆ นั้นดังเพียงพอที่จะทำให้มาร์ควิสลูเซียน ฟอน ไวเซนแบร์ก ผู้นำแห่งขุนนางฝ่ายกลางผู้ทรงอิทธิพล สะดุ้งเล็กน้อยจากการจมอยู่ในห้วงความคิด
"ชาถ้วยนี้คงไม่ถูกปากท่านมาร์ควิสกระมังคะ ถึงได้ปล่อยให้มันเย็นชืดคาถ้วยเช่นนั้น"
น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าแฝงรอยเย้าหยอกถูกเอ่ยขึ้นจากริมฝีปากที่แต้มด้วยลิปสติกสีแดงกุหลาบอ่อนๆ เอเลน่าเงยหน้าขึ้นสบตาชายวัยกลางคนผู้มีเส้นผมสีดอกเลาและแววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง นางไม่ได้สวมชุดกระโปรงฟูฟ่องน่ารำคาญใจอย่างที่สตรีชนชั้นสูงนิยมกัน หากแต่เลือกสวมชุดสูทสตรีเข้ารูปสีน้ำเงินเข้มปักดิ้นเงินประณีต ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ของสตรีผู้พร้อมชนกับทุกสมรภูมิการเมืองอย่างชัดเจน
ลูเซียนแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบกวาดมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ผสมผสานระหว่างความระแวงและความทึ่ง "เลดี้เอเลน่า... ข้าได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของท่านมามากในงานเลี้ยงรับรองช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา แต่สารภาพตามตรงว่า การได้มานั่งจิบชาพูดคุยกับท่านในพื้นที่ส่วนตัวเช่นนี้ ทำให้ข้าตระหนักว่าข่าวลือเหล่านั้นช่างประเมินท่านต่ำเกินไปเสียจริง"
"คำชมหรือคำเตือนกันคะ ท่านมาร์ควิส?" เอเลน่าคลี่ยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา คู่นظรามรกตคู่นั้นนิ่งสงบราวกับผิวน้ำในบึงลึกยามไร้ลม "ถ้าเป็นคำชม ข้าคงต้องขอบคุณ แต่หากเป็นคำเตือน... ข้าเกรงว่าท่านคงใช้กระสุนเปล่าเสียแล้วล่ะค่ะ เพราะข้าไม่เคยกลัวเสียงกระซิบกระซาบของพวกนกกระจอกเทศที่เอาแต่ซ่อนหัวไว้ใต้ทรายเลยสักครั้ง"
คำพูดที่เจือความเย่อหยิ่งทว่าทรงพลังนั้นทำให้ลูเซียนต้องเลิกคิ้วขึ้นอย่างเสียมารยาทเล็กน้อย เขารู้ดีว่าสถานะของเอเลน่าในตอนนี้คืออะไร—นางคίσสตรีผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นนางร้ายผู้ถูกตระกูลทอดทิ้งและถูกสังคมชั้นสูงคว่ำบาตร แต่ทว่า... ท่าทีที่เยือกเย็นราวน้ำแข็งสลักและการเดินหมากอย่างไร้รอยต่อในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา กลับทำให้กลุ่มอำนาจเก่าเริ่มนอนไม่หลับ
โดยเฉพาะเมื่อตระกูลกรานท์ที่มีดยุคคาลอสผู้ไร้ความปรานีหนุนหลัง กำลังขยับตัวเข้ามาโอบล้อมตระกูลวาเลนเซียอย่างเงียบเชียบ
"ท่านเรียกข้ามาพบกระทันหันในยามวิกาลเช่นนี้ โดยอ้างเรื่องผลประโยชน์ร่วมกันของขุนนางฝ่ายกลางกับตระกูลวาเลนเซีย..." ลูเซียนวางถ้วยชาลงอย่างระมัดระวัง โน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อลดระยะห่าง "ข้าคงต้องถามให้ชัดเจน เลดี้เอเลน่า ท่านเอาอะไรมาแลกกับการที่ข้าและพวกพ้องจะต้องเอาอนาคตทางการเมืองไปผูกไว้กับสตรีที่กำลังตกเป็นเป้าโจมตีขององค์รัชทายาทและดยุคแห่งแคว้นเหนือ?"
บรรยากาศภายในห้องราวกับถูกบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออก แสงจากโคมไฟระย้าคริสตัลสาดส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของเอเลน่าจนเกิดเงาทอดatยาว นางไม่ได้รีบร้อนตอบคำถามนั้นทันที ความเงียบถูกทิ้งช่วงไว้นานพอที่จะสร้างความกระอักกระอ่วนใจให้กับขุนนางผู้มากประสบการณ์อย่างลูเซียน ก่อนที่ริมฝีปากบางจะขยับเอื้อนเอย
"ท่านมาร์ควิสคิดว่า... อีกนานแค่ไหนกันคะที่องค์รัชทายาทจะทรงกวาดล้างขุนนางสายกลางที่ไม่อ่อนข้อให้พระองค์?"
คำถามนั้นพุ่งตรงเข้าเป้าหมายราลูกธนูอาบยาพิษ ดวงตาของลูเซียนหรี่แคบลงทันที "ท่านหมายความว่าอย่างไร?"
"อย่าทำเป็นไม่รู้เลยค่ะ ท่านลูเซียน" เอเลน่าเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ท่าทีผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์แบบตัดกับเนื้อหาอันตรายที่กำลังหลุดจากปาก "งบประมาณกองทัพที่ถูกโยกย้ายอย่างไร้ร่องรอย บันทึกการประชุมลับที่ถูกทำลายทิ้งที่กระทรวงการคลัง หรือแม้แต่โฉนดที่ดินทำกินของขุนนางสายกลางหลายครอบครัวที่ถูกอายัดโดยอ้างเหตุผลความมั่นคง... ท่านคิดว่าสิ่งเหล่านี้ซ่อนสายตาของข้าพเจ้าพ้นหรือคะ?"
ลูเซียนรู้สึกเหมือนมีก้อนน้ำแข็งแล่นพล่านลงไปตามสันหลัง เหงื่อกาฬเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตามไรผม เขาประเมินเด็กสาวคนนี้ต่ำไปจริงๆ ข้อมูลระดับลับสุดยอดเหล่านี้ แม้แต่ขุนนางบางคนในสภายังไม่ล่วงรู้ด้วยซ้ำ แต่นางกลับนำมันมาวางไว้ตรงหน้าเขา ราวกับมันเป็นแค่รายการสินค้าในตลาดสด
"ท่านกำลังเล่นกับไฟ, เลดี้เอเลน่า" เสียงของลูเซียนต่ำลงจนเกือบเป็นกระซิบ "นี่คือการกบฏทางข้อมูล ท่านรู้ตัวไหมว่ากำลังเอาหัวของตัวเองไปแขวนไว้บนเขียง"
"หัวของข้าถูกแขวนไว้ตั้งแต่วันที่ข้าก้าวออกจากตระกูลวาเลนเซียแล้วค่ะ ท่านมาร์ควิส" เอเลน่าตอบสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของนางราบเรียบไร้ความหวาดกลัวใดๆ "สิ่งที่ข้าทำในตอนนี้ ไม่ใช่การเล่นกับไฟ... แต่เป็นการจุดไฟเผาบ้านของพวกมันต่างหาก"
นางลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่ที่มองออกไปเห็นสวนกุหลาบยามค่ำคืน แสงจันทร์สาดส่องลงบนเรือนผมสีบลอนด์เงินของนางราวกับรัศมีของเทพีแห่งการพิพากษา
"ขุนนางฝ่ายกลางอย่างท่าน มีอำนาจ มีเงินทอง และมีเกียรติยศ แต่สิ่งที่พวกท่านขาดคือ 'ดาบ' ที่คมพอจะปกป้องตัวเองจากอำนาจมืดของราชสำนัก... และนั่นคือสิ่งที่ข้ากำลังจะมอบให้" เอเลน่าหันกลับมาสบตาเขาอีกครั้ง แววตาสีมรกตคู่นั้นเปล่งประกายคมกลาแวววาวราวกับเพชรน้ำงาม "มาร่วมมือกับข้าค่ะ ท่านลูเซียน ถอดถอนความภักดีจากราชสำนักที่รอวันหักหลังพวกท่านเสีย แล้วหันมาจับมือกับตระกูลวาเลนเซีย... และตระกูลกรานท์"
ชื่อสุดท้ายทำให้ลูเซียนถึงกับสูดหายใจเข้าลึก "ดยุคคาลอส... ทรงรู้เรื่องนี้ด้วยงั้นหรือ?"
ก่อนที่เอเลน่าจะทันได้เอ่ยปากตอบ ประตูห้องรับรองก็ถูกผลักออกอย่างแรงโดยไม่มีการเคาะขออนุญาต ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทของบุรุษผู้เป็นเจ้าของฉายา 'ปีศาจแห่งแดนเหนือ' ก้าวเข้ามาภายในห้อง อุณหภูมิรอบตัวราวกับลดฮวบลงทันที บรรยากาศกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากตัวของดยุคคาลอส กรานท์ จนขุนนางเถาแก่สั่นสะท้าน
คาลอสเดินตรงเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างเอเลน่า มือหนาวางลงบนพนักเก้าอี้ที่นางเพิ่งลุกขึ้นอย่างเป็นเจ้าของ สายตาดุดันคมปลาทองคู่นั้นกวาดมองลูเซียนด้วยความเย็นชาไร้ก้นบึ้ง
"นางเสนออะไรให้ท่านไปเท่าไหร่..." คาลอสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจจนน่าขนลุก "เพราะไม่ว่านางจะเสนออะไร... ข้าจะทบให้อีกสิบเท่า แต่ถ้าท่านปฏิเสธคำเชิญของนาง..."
ดวงตาสสีรัตติกาลของท่านดยุคหรี่ลงเล็กน้อย รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"...ท่านคงรู้นะคะ ว่าตระกูลไวเซนแบร์กจะหายไปจากแผนที่ของอาณาจักรนี้ภายในกี่ชั่วโมง"
เอเลน่าแอบเหลือบมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกาย นางรู้ดีว่าคาลอสไม่ได้ขู่เล่น และเขาก็พร้อมจะพลิกแผ่นดินจริงๆ หากมีใครกล้าปฏิเสธคำพูดของนาง ทว่าก่อนที่บรรยากาศจะตึงเครียดจนเกินรับไหว ลูเซียน ฟอน ไวเซนแบร์ก ก็สูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ เขาหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างจนมุม ก่อนจะโค้งคำนับลงต่ำให้แก่คนทั้งสอง
"ข้าคงไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธตั้งแต่วันที่ก้าวเท้าเข้ามาในคฤหาสน์หลังนี้แล้วกระมังคะ... เลดี้เอเลน่า, ท่านดยุค" ลูเซียนเงยหน้าขึ้น แววตาฉายแววเด็ดเดี่ยว "ตระกูลไวเซนแบร์กขอฝากอนาคตไว้กับคมดาบของพวกท่าน"
การจับมือถูกตกลงกันในความเงียบยามวิกาล เอเลน่ายกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ หมากตานี้ถูกเดินอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว แต่ทว่า... ในขณะที่นางกำลังจะหันไปหารือแผนขั้นต่อไปกับคาลอส เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะ ตามด้วยเสียงรายงานของพ่อบ้านที่สั่นเทาจนผิดปกติ
"นายท่าน... เลดี้เอเลน่า... มีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยือนขอรับ"
พ่อบ้านกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยชื่อผู้มาเยือนที่ทำให้เลือดในกายของเอเลน่าเย็นเฉียบลงทันที
"องค์รัชทายาท... เสด็จมาถึงหน้าประตูคฤหาสน์ด้วยพระองค์เองแล้วขอรับ"
---
**เอวาลินน์ปลายพู่กันค่ะ**
เล่ห์รักร้ายของยัยนางร้ายที่โลกเมิน•ตอนที่ 42
ข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้
ผลงานโดย เอวาลินน์ปลายพู่กัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอวาลินน์ปลายพู่กัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักร้ายของยัยนางร้ายที่โลกเมิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!