“เธอคิดว่าการที่คนคนหนึ่งต้องตายอย่างโดดเดี่ยวในห้องขังที่เย็นเยียบโดยไม่มีใครเหลียวแล มันคือบทลงโทษที่สาสมแล้วจริงๆ หรือเอเลน่า?”
น้ำเสียงของดยุคคาลอส กรานท์ ไม่ได้ราบเรียบเหมือนทุกครา แต่มันสั่นไหวด้วยอารมณ์ที่ถูกกดทับไว้ลึกสุดหยั่ง เขาไม่ได้มองหน้าฉัน แต่สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นกลับจ้องมองหยดไวน์สีแดงฉานที่แกว่งไกวอยู่ในแก้วคริสตัลเจียระไน ราวกับมันคือเลือดที่หยดลงบนผืนพรมสีครีมของห้องทำงานส่วนตัว
ฉันชะงักมือที่กำลังถือปากกาขนนกวางลง ความเงียบที่ขยายตัวออกมาจากคำถามนั้นมันหนักอึ้งเสียจนอากาศรอบตัวดูจะเบาบางลงอย่างประหลาด ฉันหันไปสบตากับชายหนุ่มผู้กุมชะตาชีวิตของจักรวรรดิเอาไว้ในกำมือ ก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆ ที่ดูเย็นชาเกินกว่าจะเป็นรอยยิ้มของหญิงสาววัยแรกแย้ม
“ท่านดยุคกำลังจะบอกว่า... ตัวร้ายที่น่ารังเกียจอย่างดิฉัน สมควรได้รับความเห็นใจจากท่านงั้นหรือคะ?” ฉันถามกลับ น้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าซ่อนความคมกริบไว้ในทุกพยางค์ “คนบาปที่ถูกตระกูลวาเลนเซียทิ้งขว้างให้ไปตายเหมือนสุนัขข้างถนนในชาติก่อน ท่านคิดว่าความตายนั้นมันน่าสงสารงั้นหรือคะ?”
คาลอสนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะด้วยจังหวะที่เงียบเชียบจนน่าขนลุก เขาลุกขึ้นยืน ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเข้มเดินเข้ามาใกล้ฉันจนความร้อนจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านเข้ามาสัมผัสผิวหนัง กลิ่นไม้สนซีดาร์จางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขากำลังโอบล้อมฉันไว้ ราวกับกรงขังที่มองไม่เห็น
เขาเอื้อมมือมาเชยคางฉันขึ้น สัมผัสจากปลายนิ้วที่เย็นเยียบนั้นทำให้หัวใจฉันกระตุกวูบ “ไม่ใช่แค่ความสงสารหรอกเอเลน่า แต่มันคือ ‘ความเจ็บปวด’ ที่ฉันต้องแบกรับมาตลอดชีวิต... เพราะในตอนนั้น ฉันมาช้าไป”
ฉันเบิกตากว้าง หัวใจแทบหยุดเต้น “ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“ในคืนที่เธอถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ และถูกกักขังในคุกใต้ดินลึกสุดของวังหลวง” คาลอสโน้มตัวลงมาจนลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ข้างหู เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความแค้นที่ซ่อนอยู่ “ฉันไม่ได้แค่เฝ้ามองจากระยะไกล ฉันคือคนที่พยายามจะบุกเข้าไปช่วยเธอ... แต่สิ่งที่ฉันพบกลับมีเพียงร่างไร้วิญญาณที่ถูกวางยาพิษจนเลือดกลบปาก”
ฉันเม้มริมฝีปากแน่น ความทรงจำอันเลือนรางจากการเกิดใหม่เริ่มฉายชัดขึ้นมาในมโนภาพ กลิ่นอับชื้นของคุกใต้ดิน ความหนาวเหน็บที่กัดกินจนถึงกระดูก และความรู้สึกที่ว่ามีคนคนหนึ่งพยายามจะกระชากฉันออกจากความตายนั้นจริงๆ แต่มันสายเกินไป
“ท่านช่วยดิฉันงั้นหรือ... ทั้งที่ตอนนั้นท่านเป็นเพียงขุนนางที่เพิ่งก้าวขึ้นมามีอำนาจ ท่านทำเพื่ออะไรกันคะ?” ฉันเค้นถาม มือสั่นเทาที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อเริ่มเย็นเฉียบ
“เพราะเธอคือเหตุผลเดียวที่ทำให้ฉันอยากหายใจต่อในโลกที่เน่าเฟะนี้ยังไงล่ะ” เขาตอบพลางใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยริมฝีปากฉันแผ่วเบา “ฉันรู้ความจริงตั้งแต่วันที่เธอสิ้นใจว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการใส่ร้ายนี้ ไม่ใช่เพราะความชั่วร้ายของเธอ แต่เพราะ ‘สมบัติชิ้นสุดท้าย’ ที่ตระกูลวาเลนเซียต้องการจะแย่งชิงจากเธอ... ตราประทับแห่งราชันที่เธอถือครองไว้โดยที่เธอเองก็ไม่รู้ตัว”
โลกทั้งใบของฉันเหมือนจะหมุนคว้าง ข้อมูลที่ได้รับช่างหนักหนาและน่าสะพรึงกลัว ที่ผ่านมาฉันคิดว่าตัวเองเป็นเพียงนางร้ายที่ถูกลืม แต่แท้จริงแล้วฉันเป็นเพียงหมากตัวสำคัญที่ถูกวางไว้บนกระดานแห่งความโลภของครอบครัวที่ฉันเคยเรียกว่า ‘บ้าน’
“ท่านรู้เรื่องตราประทับนั่น... แล้วทำไมถึงเพิ่งบอกดิฉันตอนนี้คะ?” ฉันถามพลางสบสายตากับเขา พยายามมองหาเศษเสี้ยวของการโกหกในดวงตาคู่นั้น แต่สิ่งที่พบกลับมีเพียงความคลั่งรักที่บิดเบี้ยวจนน่ากลัว
“เพราะถ้าเธอยังเป็นเอเลน่าคนเดิมที่ไร้เดียงสา เธอก็คงถูกฆ่าซ้ำสองไปแล้ว” เขาแค่นยิ้มที่มุมปาก “แต่เธอกลับเปลี่ยนไป... เปลี่ยนเป็นนางร้ายที่น่ารังเกียจและฉลาดเฉลียวอย่างที่ฉันหลงใหลที่สุด ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เธอจะต้องรู้ว่า ใครกันแน่ที่เป็นคนยื่นยาพิษถ้วยนั้นให้เธอในชาติก่อน”
มือหนาของเขาเลื่อนไปหยิบซองจดหมายเก่าคร่ำคร่าฉบับหนึ่งออกมาจากลิ้นชักลับ เขาโยนมันลงบนโต๊ะตรงหน้าฉัน จดหมายที่ประทับตราประจำตระกูลวาเลนเซียด้วยขี้ผึ้งสีดำสนิท ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการประกาศตัดขาด... หรืออาจจะเป็นการสั่งประหาร
ฉันหยิบมันขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา ค่อยๆ กรีดซองเปิดออก เนื้อหาในจดหมายที่เขียนด้วยลายมือคุ้นตาทำเอาลมหายใจของฉันสะดุดกึก มันไม่ใช่จดหมายตัดขาด แต่มันคือ ‘บันทึกคำสั่ง’ ที่ระบุชื่อบุคคลที่คอย ‘กำจัดขยะ’ อย่างฉันอย่างละเอียด
ทว่า ก่อนที่ฉันจะอ่านถึงบรรทัดสุดท้าย เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากหน้าประตูห้องทำงาน เสียงเคาะประตูที่ดูเร่งรีบทำลายความเงียบจนแตกกระจาย พร้อมกับการปรากฏตัวขององครักษ์ส่วนตัวของคาลอสที่ใบหน้าซีดเผือด
“ท่านดยุคขอรับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว... มีคนลักลอบนำ ‘ตราประทับแห่งราชัน’ ที่ว่ากันว่าสาบสูญไปแล้ว มาปรากฏตัวขึ้นที่จัตุรัสกลางเมือง และคนคนนั้น... เขาประกาศก้องว่าเขาเป็น ‘คู่หมั้น’ ที่แท้จริงของเลดี้เอเลน่าที่ถูกท่านกักขังไว้!”
ฉันเบิกตากว้างเมื่อได้ยินชื่อคนที่ถูกกล่าวถึงว่าเป็นคู่หมั้น ซึ่งไม่ควรจะมีตัวตนอยู่บนโลกนี้... คาลอสแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก ก่อนที่เขาจะหันมามองฉันด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความกระหายเลือด
“ดูเหมือนว่า ‘ศพ’ ที่ควรจะถูกฝังไปแล้วในอดีต จะตัดสินใจเดินกลับมาหาเธอถึงที่นี่แล้วนะ... เอเลน่า”
ความจริงที่ฉันได้รู้ในวันนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของนรกขุมใหม่ที่กำลังจะมาเยือนแล้วใช่ไหมคะ?
เอวาลินน์ปลายพู่กันหวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นไปกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญนี้ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้านะคะ
เล่ห์รักร้ายของยัยนางร้ายที่โลกเมิน•ตอนที่ 39
คำสารภาพของคนบาป
ผลงานโดย เอวาลินน์ปลายพู่กัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอวาลินน์ปลายพู่กัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักร้ายของยัยนางร้ายที่โลกเมิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!