"พริม! ก้มหัวลง!"
เสียงทุ้มต่ำของกวินทร์ตวาดลั่นพร้อมกับท่อนแขนแข็งแรงที่พุ่งเข้ามาคว้าเอวบางของฉันแล้วรวบเข้าหาตัวอย่างแรง แรงกระชากนั้นทำให้ร่างของฉันปลิวไปกระแทกกับแผงอกกว้างของเขาเต็มรัก กลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นอับชื้นของตึกร้างลอยเข้าปะทะจมูก แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือเสียง *'แควก'* ของเนื้อผ้าและลมเย็นเฉียบที่เฉียดผ่านเส้นผมของฉันไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองตามวิถีของลมเมื่อครู่ หัวหุ่นโชว์ไร้หัวตัวที่เพิ่งบิดคอเมื่อกี้ ก็พุ่งแหวกอากาศราวกับลูกศรปักเข้าใส่ผนังปูนด้านหลังจนแตกละเอียด!
"กรี๊ดดดด! คุณกวินทร์! หัวหุ่นมันบินได้! มันเล่นของหรือมันดูดวิญญาณคะเนี่ยแม่ขา ช่วยหนูด้วยยย!" ฉันหลับหูหลับตาแหกปากโวยวาย ซุกหน้าหนีภาพสยดสยองเข้าไปในเสื้อเชิ้ตทำงานของเขาจนมิด มือทั้งสองข้างกำเสื้อผ้าเขาแน่นราวกับเจอแพไม้ไผ่กลางมหาสมุทร
"เลิกแหกปากแล้วตั้งสติก่อนพริมโรส!" กวินทร์กัดฟันกรอด น้ำเสียงของเขาสั่นพร่าเล็กน้อยแต่ก็ยังคงพยายามคุมโทนความนิ่งเอาไว้ ทั้งที่ฝ่ามือใหญ่ที่โอบไหล่ฉันอยู่กำลังสั่นเทาเบาๆ "คุณเอาหน้าออกจากเสื้อผมก่อน ตรงนี้ฝุ่นมันหนา... เดี๋ยวคุณก็จามใส่ผมอีก"
"นี่มันสถานการณ์ความเป็นความตายนะคะคุณสถาปนิก! ยังจะมาห่วงเรื่องฝุ่นอีกเหรอ!" ฉันเงยหน้าขึ้นเถียงคอเป็นเอ็น ทั้งที่ขาสั่นพับจนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น ดวงตาของเราอยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ ในความมลสลัวของห้องลองเสื้อเก่าๆ แสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือที่กลิ้งหล่นอยู่บนพื้นส่องกระทบให้เห็นสันจี้มโด่งและนัยน์ตาคมกริบที่กำลังไหววูบอย่างเห็นได้ชัด
กวินทร์ไม่ได้ตอบอะไร เขากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ สายตาคมกวาดมองไปรอบตัวด้วยความระแวดระวัง ก่อนที่นิ้วเรียวยาวจะเอื้อมขึ้นมาปัดปอยผมที่ชื้นเหงื่อออกจากหน้าผากให้ฉันอย่างเบามือ สัมผัสอุ่นจัดจากปลายนิ้วของเขาตัดกับความเย็นเยือกของบรรยากาศรอบตัวราวกับเวทมนตร์
บรรยากาศรอบตัวที่ควรจะน่ากลัวจนขนหัวลุก จู่ๆ ก็เหมือนถูกกดปุ่มลดเสียงรบกวน เหลือเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของเราสองคนที่ประสานกันเป็นจังหวะเดียว
[แชตแจ้งเตือน: ข้อความใหม่จาก กวินทร์ (The Architect): "คุณ... ขาสั่นหมดแล้วเนี่ย ยังจะเก่งปากดีได้อีกนานแค่ไหน"]
ฉันก้มมองโทรศัพท์ในมือที่สั่นระริกตามแรงอารมณ์ ก่อนจะรีบพิมพ์ตอบกลับไปด้วยความหมั่นไส้ (ทั้งที่ใจเต้นรัวเป็นกลองเพล)
[พริมโรส (สายมูตัวแม่): ใครขาสั่นคะ! หนูแค่... แค่บริหารข้อเท้าต่างหาก! ว่าแต่หุ่นพลาสติกบ้านี่มันโดนผีสิงหรือโดนสารเคมีตกค้างจากโรงงานวะเนี่ย ทำไมมันดุจัง!]
[กวินทร์ (The Architect): สภาพแบบนี้ยังจะมีอารมณ์มาวิเคราะห์หุ่นโชว์อีกเหรอครับ... เอ่อ หมายถึงนะคะ]
เขาเผลอหลุดคำพูดติดปากออกมาแบบนั้น ทำเอาฉันหลุดขำพรืดออกมากลางสถานการณ์ระทึกขวัญ ความกลัวที่เกาะกุมหัวใจเมื่อครู่ปลิวหายไปครึ่งหนึ่งทันที ดวงตากลมโตมองค้อนเขาเบาๆ
"แหนะ มีหลุดนะคะด้วยนะคะคุณกวินทร์ ปกติเห็นดุใส่ตลอด ไม่นึกว่าจะแอบจำคำพูดฉันไปใช้นะเนี่ย"
"ใครจำ... ผมแค่พูดผิด" กวินทร์รีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น หูของเขาขึ้นสีแดงจัดตัดกับผิวขาวๆ อย่างเห็นได้ชัดในความมืด ถึงปากจะแข็งระดับคอนกรีตเสริมเหล็ก แต่ใบหูแดงๆ นั่นมันฟ้องความจริงยิ่งกว่าคำสารภาพรักเสียอีก
ทว่า ช่วงเวลาแห่งความโรแมนติกแบบแปลกๆ ก็กินเวลาอยู่ได้ไม่นาน เมื่อเงาดำนับสิบสายที่อยู่บริเวณราวแขวนผ้าเริ่มขยับไหวพร้อมกัน ส่งเสียงกรอบแกรบราวกับกระดูกหักดังระรัวไปทั่วห้อง บรรยากาศอึมครึมกดทับลงมาจนหายใจไม่ออก หุ่นโชว์ไร้หัวนับสิบตัวค่อยๆ ก้าวขาเดินตรงเข้ามาล้อมรอบพวกเราไว้ตรงกลางราวกับกำลังรำวงรอบไฟเพลิง
"คุณกวินทร์... พวกมันมากันเป็นกองทัพเลยค่ะคุณขา มูเตลูบทไหนแก้ทางหุ่นโชว์ผีสิงได้บ้างเนี่ย!" ฉันร้องลั่น ขยับเข้าไปเบียดชิดแผ่นอกเขาแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ สองมือคว้าชายเสื้อสูทของเขาไว้ราวกับเป็นที่พึ่งสุดท้าย
กวินทร์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ มืออีกข้างเอื้อมไปหยิบเอาวัตถุมงคลชิ้นสุดท้ายในกระเป๋าเสื้อ เป็นยันต์ท้าวเวสสุวรรณแผ่นเก่าที่หลวงตาให้มาตอนไปทำบุญขึ้นบ้านใหม่ เขาไม่ได้เชื่อเรื่องพวกนี้เท่าไหร่หรอก แต่ในสถานการณ์ที่หลักฟิสิกส์ใช้ไม่ได้ผล ไสยศาสตร์คือทางออกสุดท้ายที่สมเหตุสมผลที่สุดในตอนนี้
"หลับตาลงซะพริมโรส" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งด้วยความอ่อนโยนที่นานๆ ทีจะได้ยิน มันเป็นน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหนักแน่นจนความกลัวในใจฉันสงบลงอย่างน่าประหลาด
"ไม่เอาค่ะ! หนูจะสู้ด้วย ถ้ามันเข้ามาใกล้เราอีกก้าวเดียว หนูจะเอาพัดลมพกพาฟาดหน้ามันให้ดู!"
"ดื้อจริงๆ..." กวินทร์ถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความระอาปนเอ็นดู ก่อนที่เขาจะตัดสินใจทำในสิ่งที่แม้แต่ตัวเขาเองก็คาดไม่ถึง
ร่างสูงก้าวขึ้นมาบังหน้าฉันไว้จนมิด พร้อมกับยกมือขึ้นโอบไหล่ฉันแน่นขึ้นอีกนิด ปลายนิ้วโป้งของเขาเกลี่ยเบาๆ ที่หลังมือฉันเพื่อส่งผ่านความอบอุ่น
"ถ้าหุ่นพวกนั้นมันกล้าแตะต้องคุณ..." กวินทร์กระซิบแผ่วเบารemind ข้างใบหูของฉัน น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและจริงจังจนหัวใจฉันกระตุกวูบ "ผมสาบานเลยว่า... ผมจะรื้อตึกร้างนี่ทิ้งแล้วเอาเศษซากมันไปทำปุ๋ยหมอกให้หมด ไม่ให้เหลือแม้แต่เศษพลาสติกเลยคอยดู"
พริมโรสเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความซื่อตรงที่เจือความกวนประสาทในแบบฉบับของสถาปนิกหนุ่มทำเอาหน้าฉันร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ทั้งที่รอบตัวมีแต่ความเย็นยะเยือกของวิญญาณและกลิ่นอายความตาย แต่ทำไมหัวใจเจ้ากรรมถึงได้เต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอกแบบนี้วะเนี่ย!
และในวินาทีที่เงาดำตัวที่ใหญ่ที่สุดพุ่งเข้ามาประชิดตัวจนลมหายใจเย็นเฉียบเป่ารดต้นคอ กวินทร์ก็เงื้อมือขึ้นเตรียมปะทะ แต่ทว่า...
[แชตแจ้งเตือน: ข้อความด่วนจากระบบ (System Alert) - คุณได้รับข้อความที่ถูกยกเลิกจาก "กวินทร์ (The Architect)"]
*ข้อความที่ถูกลบ: "พริม... ถ้าเราผ่านคืนนี้ไปได้ ผมมีอะไรจะบอก... ผมชอบรอยยิ้มของคุณนะ"*
ดวงตาของฉันเบิกกว้างขึ้นยิ่งกว่าเดิม สมองประมวลผลแทบไม่ทันเมื่อก้มมองหน้าจอโทรศัพท์ที่แสดงประวัติการยกเลิกข้อความเด่นหลาอยู่ตรงหน้า ก่อนจะเงยขึ้นสบตากับนัยน์ตาคมของคนที่ยืนบังภัยให้เธออยู่
กวินทร์ชะงักกึก สีหน้าของสถาปนิกหนุ่มผู้แสนเยือกเย็นเปลี่ยนเป็นเลิกลั่กอย่างเห็นได้ชัดเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเห็นข้อความที่ตั้งใจจะลบในเสี้ยววินาทีนั้น
"เอ่อ... คือว่า..." กวินทร์อ้าปากพะงาบๆ จะแก้ตัวแต่ก็หาคำพูดไม่เจอ
[CLIFFHANGER HOOK - จุดพลิกผันส่งท้ายตอน]
ก่อนที่ใครจะได้พูดอะไรต่อ ประตูเหล็กบานใหญ่หน้าห้องลองเสื้อก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงหัว-เราะแหลมสูงที่ดังบาดแก้วหู และร่างของใครบางคนที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับประโยคทักทายที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบลงถึงขั้วกระดูก—
"อ้าว... พาหนุ่มมาตายด้วยกันเหรอจ๊ะหนูพริม... ไหนล่ะ แฟนใหม่หน้าตาดีจัง ขอวิญญาณเขาด้วยคนนะ!"
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ รี้ดเดอร์ที่รักของเสียงกระซิบยามดึก!
มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ•ตอนที่ 21
วิญญาณไม่ได้น่ากลัวเท่าเธอ
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!