“บอกแล้วไงคะว่าถ้าใจไม่นิ่งพอ ยืนอยู่ตรงนี้มีหวังได้สติหลุดกันพอดี... แล้วนี่อะไรคะเนี่ย หุ่นไม่มีหัวแต่ดันใส่สร้อยของฉัน หน้าตาเฉยเลย!”
เสียงอุทานปนเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของพริมโรสดังขึ้นแทรกความเงียบงันของโกดังร้างหลังห้างสรรพสินค้า บรรยากาศรอบตัวในยามวิกาลหนทึบไปด้วยกลิ่นอับชื้นและฝุ่นละอองที่ลอยเคว้งคว้างท่ามกลางแสงไฟฉายสลัว สร้อยคอเงินแท้ฝังพลอยสีฟ้าอ่อนที่เธอโปรดปรานนักหนา บัดนี้กำลังแกว่งไกวเบาๆ อยู่บนลำคอพลาสติกสีขาวซีดของหุ่นโชว์เสื้อผ้าไร้ศีรษะ ร่างบางสะดุ้งสุดตัว ถอยกรูดจนแผ่นหลังไปชนเข้ากับอกแกร่งของกวินทร์ที่ยืนซ้อนหลังอยู่โดยไม่ทันตั้งตัว
กวินทร์ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาหรี่ลงมองวัตถุปริศนาเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่อ่านยาก สัมผัสที่หกของเขากำลังส่งเสียงร้องเตือนภัยดังลั่นอยู่ในหัว ความเย็นยะเยือกไม่ได้มาจากลมหนาวรอบกาย แต่มันมาจากพลังงานบางอย่างที่แนบเนียนและจงใจทิ้งร่องรอยไว้เยาะเย้ยพวกเขา
“ถอยไปก่อนค่ะคุณพริม อย่าเพิ่งสติแตกใส่ผมตอนนี้” สถาปัตยกรรมหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ แม้ภายนอกจะพยายามรักษามาดนิ่งสนิทไว้แค่ไหน แต่ฝ่ามือหนาที่เอื้อมออกไปคว้าข้อศอกเรียวเพื่อดึงเธอกลับมาด้านหลังนั้นกลับบีบแน่นด้วยความกังวลที่ซ่อนไว้ไม่มิด
“จะให้ฉันใจเย็นได้ยังไงล่ะคะคุณกวินทร์! นั่นสร้อยฉันนะ! สร้อยที่แม่ซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดปีที่แล้ว แล้วจู่ๆ มันไปโผล่อยู่บนคออีตาหุ่นไร้หัวนี่ได้ยังไง หรือว่า... หรือว่ามันมีใครแอบย่องตามเรามาตั้งแต่ชั้นใต้ดิน!” พริมโรสโวยวายเสียงสั่น ปากบอกว่ากลัวจนแทบสิ้นสติ แต่มือเล็กๆ กลับควชายเสื้อแจ็คเก็ตของคนข้างๆ ไว้แน่นราวกับกลัวว่าเขาจะหายวับไปกับตา
“ถ้ามีคนตามมาจริง ป่านนี้คุณคงโดนลากตัวไปทำมัมมี่เฝ้าโกดังแล้วล่ะค่ะ เลิกจินตนาการเป็นนางเอกหนังผีสักนาทีได้ไหม ตั้งสติแล้วดูรอบๆ สิคะ” กวินทร์ถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความระอาปนเอ็นดู เขายกไฟฉายขึ้นส่องสำรวจหุ่นโชว์ตัวนั้นให้ชัดเจนขึ้น พื้นที่รอบด้านว่างเปล่า มีเพียงเงาตะคุ่มของราวแขวนเสื้อผ้าที่ถูกคลุมด้วยพลาสติกใสสะท้อนแสงไฟวับแวบชวนขนหัวลุก
พริมโรสกัดริมฝีปากแน่น ดวงตากลมโตฉ่ำน้ำช้อนมองแผ่นหลังกว้างของคนที่ยืนบังลมหนาวให้เธออยู่ แม้ปากเขาจะชอบแขวะและกวนประสาทเธอไม่เว้นแต่ละวัน แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ในยามที่ความมืดและความกลาดกลัวเข้าจู่โจมจนหัวใจแทบวาย แผ่นหลังกว้างคู่นี้กลับกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยเดียวที่เธอรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด
“แล้วเราจะเอายังไงต่อคะ... จะปล่อยมันไว้แบบนั้นเหรอ หรือจะเดินไปหยิบ” เธอถามเสียงอ่อย ความมั่นใจในฐานะอินฟลูเอนเซอร์สายล่าท้าผีหายวับไปกับกลิ่นอับในโกดังจนหมดสิ้น เหลือเพียงเด็กสาวขี้แยที่อยากกลับบ้านใจจะขาด
“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นค่ะ ถอยหลังไปอีกสามก้าว” กวินทร์สั่งเสียงเข้ม นัยน์ตาคมกวาดมองไปที่ฐานของหุ่นโชว์ซึ่งมีรอยขูดขีดใหม่ๆ ราวกับเพิ่งถูกเคลื่อนย้ายมาวางไว้ตรงนี้ไม่นานเกินสิบนาที “ที่นี่ไม่ได้มีแค่เราสองคนแล้วค่ะคุณพริม มีคนจงใจต้อนเรามาที่นี่”
สิ้นคำพูดของกวินทร์ แสงไฟนีออนกระพริบติดๆ ดับๆ เหนือศีรษะส่งเสียงฮัมต่ำๆ ชวนประสาทเสีย ก่อนที่เสียงฝีเท้าหนักๆ จะดังแว่วมาจากมุมมืดด้านหลังเสาปูนซีเมนต์ขนาดใหญ่!
*กึก... กึก... กึก...*
หัวใจของพริมโรสหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความหวาดกลัวพุ่งทะยานจนถึงขีดสุดเมื่อเงาดำทะมึนสายหนึ่งเคลื่อนตัวออกจากความมืด ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดช่างสีเข้มก무ใบหน้าซีกหนึ่งถูกความมืดกลืนกินกำลังก้าวเข้ามาหาพวกเขาช้าๆ พร้อมรอยยิ้มบิดเบี้ยวที่ชวนให้ขนหัวลุกเกรียว
“ระวัง!”
กวินทร์ตะโกนลั่น พร้อมกับกระชากร่างของพริมโรสให้หลบพ้นวิถีของวัตถุบางอย่างที่ถูกขว้างพุ่งแหวกอากาศเข้ามาอย่างแรง!
*เพล้ง!*
ขวดแก้วเก่าๆ แตกกระจายละเอียดอยู่แทบเท้า เศษแก้วคมกริบกระเด็นบาดข้อเท้าขาวเนียนของพริมโรสจนเจ้าตัวต้องส่งเสียงร้อง “โอ๊ย” ออกมาเบาๆ ความเจ็บแปลบที่ข้อเท้าผสมโรงกับความตื่นตระหนกทำให้สติที่กระเจิดกระเจิงอยู่แล้วหลุดลอยไปโดยสมบูรณ์
ในเสี้ยววินาทีนั้น พริมโรสไม่สนใจศักดิ์ศรีอินฟลูเอนเซอร์หรือมาดปากเก่งใดๆ อีกต่อไป เธอพุ่งเข้าซุกซบใบหน้าลงกับแผ่นอกกว้างของกวินทร์ สองแขนเรียวโอบกอดรอบเอวสอบของเขาแน่นราวกับคpยยึดเหนี่ยวเดียวในโลกใบนี้ ตัวสั่นเทาด้วยความกลัวจนแทบควบคุมตัวเองไม่ได้
กวินทร์ยืนแข็งทื่อไปชั่วขณะ ลลมหายใจอุ่นร้อนของหญิงสาวที่ปะทะผ่านเนื้อผ้าทำให้หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะปกติมาตลอดชีวิตรัวกระหน่ำผิดคลาด เขาก้มมองร่างเล็กที่สั่นระริกอยู่ในอ้อมแขน ฝ่ามือใหญ่ที่ตั้งใจจะยกขึ้นดันเธออกไป กลับเปลี่ยนเป็นยกขึ้นโอบรอบไหล่บางของเธอไว้อย่างลืมตัว กลิ่นหอมอ่อนๆ ของแชมพูเด็กที่ติดปลายผมของเธอโชยเข้าจมูก ท่ามกลางกลิ่นอับชื้นและบรรยากาศชวนสยองขวัญ กลับมีบางสิ่งที่อุ่นวาบแผ่ซ่านขึ้นมาในอกของชายหนุ่มอย่างห้ามไม่อยู่
“กลัว... ฉันกลัวค่ะคุณกวินทร์ พาฉันออกไปจากที่นี่ที...” เสียงกระซิบสั่นเครือดังเล็ดลอดออกมาจากอกเสื้อของเขา ทำเอาคนฟังถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“รู้ตัวสักทีนะคะว่าตัวเองไม่ได้เก่งอย่างที่ปากว่า...” กวินทร์เอ่ยเสียงนุ่มลงกว่าปกติโดยไม่รู้ตัว ความหงุดหงิดรำคาญใจก่อนหน้านี้มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกบางอย่างที่สั่งให้เขาปกป้องคนในอ้อมแขนนี้ไว้ด้วยชีวิต มือหนาลูบกลุ่มผมนุ่มของเธอเบาๆ เป็นเชองปลอบประโยค “ไม่ต้องกลัวค่ะคุณพริม ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว ไม่มีใครทำอะไรคุณได้ทั้งนั้น”
ในขณะที่บรรยากาศรอบตัวกำลังอบอวลไปด้วยความหวานปนความระทึกขวัญ ทันใดนั้น หน้าจอโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกวินทร์ก็สว่างวาบขึ้นพร้อมกับเสียงแจ้งเตือนข้อความแชตจากใครบางคนที่ส่งตรงเข้ามาในกลุ่มสนทนาร่วมระหว่างพวกเขา...
*(แจ้งเตือน: มีข้อความใหม่จาก "คุณย่าปิ่นโต")*
*“ไอ้กวินทร์! พาหนูพริมหนีออกมาจากโซนโกดังเดี๋ยวนี้! ของต่ำที่พวกแกเหยียบโดนเมื่อกี้... มันกำลังลืมตาตื่นขึ้นมาแล้ว!”*
ดวงตาคมของกวินทร์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อกวาดสายตาอ่านข้อความบนหน้าจอ ก่อนที่ความเย็นวาบจะวิ่งพล่านขึ้นสันหลังเมื่อเงาดำที่ยืนขวางทางอยู่เบื้องหน้าไม่ได้มีเงาเดียวอีกต่อไป... และหุ่นโชว์ไร้หัวตัวนั้น ค่อยๆ บิดคอหันกลับมามองพวกเขาทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มแยกเขี้ยวสยดสยอง!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความหลอนและเสียงหัวใจที่เต้นรัวไปพร้อมกับพวกเขานะคะ
มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ•ตอนที่ 20
ความกลัวทำให้เราใกล้กัน
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!