ไฟฉายในมือของกวินทร์สั่นไหวตามแรงหอบหายใจที่กระชั้นถี่ ความเย็นยะเยือกของห้องใต้หลังคาในเรือนโบราณหลังนี้ไม่ใช่ความหนาวตามธรรมชาติ แต่มันคือความหนาวที่กัดกินเข้าไปถึงไขกระดูก เมื่อครู่นี้... พริมโรសยังยืนอยู่ตรงมุมห้อง เสียงโวยวายโصเวงของเธอที่บ่นว่ากลัวโน่นกลัวนี่ดังระงับประสาทเขาอยู่แท้ๆ แต่พอพายุฝนด้านนอกโหมกระหน่ำจนไฟดับวูบเดียว ความเงียบงันราวกับหลุมศพก็เข้าปกคลุม
และเธอก็หายไป...
“พริม!”
เสียงเรียกของกวินทร์แหบพร่า หัวใจในอกเต้นกระหน่ำรัวราวกับกลองศึก สถาปนิกหนุ่มผู้ไม่เคยเชื่อเรื่องงดงามทางไสยศาสตร์และมักจะตีหน้าตายใส่ทุกความผิดปกติ ตอนนี้กลับรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงมาใต้ฝ่าเท้า มือใหญ่กำด้ามไฟฉายแน่นจนข้อต่อสีขาวโพลน เขากวาดลำแสงสาดส่องไปทั่วซอกมุมที่เต็มไปด้วยหยากไย่และเฟอร์นิเจอร์เก่าคลุมผ้าขาว แต่ว่างเปล่า... ไม่มีแม้แต่เงาของร่างเล็กที่ชอบโวยวายเก่งเป็นที่หนึ่ง
ให้ตายสิ ยายตัวแสบ! บอกให้อยู่ใกล้ๆ ทำไมถึงดื้อด้านชอบเดินหายไปในที่แบบนี้วะ!
กวินทร์สบถในใจอย่างหัวเสีย ความกลัวที่เคยคิดว่าตนเองไม่มี เริ่มกัดกินหัวใจทีละน้อย ไม่ใช่ความกลัวผีสางที่ร่ำลือกันในบ้านหลังนี้ แต่มันคือความกลัว... กลัวว่าจะหาเธอไม่พบ กลัวว่าความเงียบงันนี้จะพรากเธอไปตลอดกาล
นิ้วเรียวสั่นเทาควานหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต หน้าจอเรืองแสงวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด เขาเปิดแอปพลิเคชันแชตที่เพิ่งเถียงกันไปเมื่อห้านาทีก่อนอย่างรวดเร็ว นิ้วโป้งรัวพิมพ์ข้อความด้วยความร้อนรน
*[กวินทร์]: พริม! อยู่ไหน อย่าเล่นมุกนี้นะ มันไม่ตลก!*
*[กวินทร์]: อ่านสิ อ่านแล้วตอบด้วย! ยายทึนทึกเอ๊ย!*
ไม่มีการตอบกลับ... ไม่มีแม้แต่สัญลักษณ์ขึ้นว่ากำลังพิมพ์ ข้อความค้างอยู่ที่สถานะ "ส่งแล้ว" แต่ไม่มีการอ่าน ความเงียบในห้องใต้หลังคาราวกับกลืนกินสัญญาณโทรศัพท์และทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปจนหมดสิ้น
กวินทร์กัดฟันกรอด ความอดทนที่เคยมีพังทลายลง เขาตัดสินใจก้าวเท้าออกวิ่งไปตามทางเดินแคบๆ ที่มีเพียงแสงไฟฉายนำทาง เสียงฝนสาดกระทบหลังคากระเบื้องดังสนั่นแข่งกับเสียงหัวใจของเขาที่เต้นรำไม่เป็นจังหวะ
“พริมโรส!” เขาตะโกนเรียกสุดเสียง ไม่สนอีกต่อไปแล้วว่าเสียงนั้นจะไปปลุกวิญญาณร้ายตนไหนให้ตื่นขึ้นมา “ถ้าเธอได้ยินแล้วไม่ตอบนะ กลับไปฉันจะหักเงินเดือน... ไม่สิ ฉันจะจับเธอมาเทศน์สามวันสามคืนเลยคอยดู!”
คำขู่ในใจช่างไร้พิษสงเมื่อเทียบกับความโหวงเหวงในอกที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เขาย้อนกลับลงมาที่โถงชั้นสอง พื้นไม้เก่าแก่ส่งเสียงเอี๊ยดอาร์ดทุกครั้งที่ก้าวผ่าน กลิ่นอับชื้นและกลิ่นธูปจางๆ ลอยวนอยู่ในอากาศ บรรยากาศรอบตัวชวนให้ขนหัวลุก แต่วินาทีนี้กวินทร์ไม่หลงเหลือความกลัวหลง
เขากดเข้าหน้าแชตเดิมอีกครั้ง นิ้วที่สั่นเทาพิมพ์ข้อความยาวเหยียดด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นจนเกินจะทานไหว ความปากแข็งที่เคยมีถูกความกลัวสูญสิ้นจนหมดสิ้น
*[กวินทร์]: อย่าหายไปไหนนะ... ขอร้องล่ะ*
*[กวินทร์]: ฉันขอโทษที่ไม่ดูแลเธอให้ดี... กลับมาเถอะนะ พริม*
เขากดส่งข้อความนั้นไป ทันใดนั้น หน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือก็สั่นครืนขึ้นมาอย่างรุนแรง พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนสายเรียกเข้าที่แสดงชื่อของคน "ปากกล้าขวัญอ่อน" ที่เขากำลังตามหา
กวินทร์รีบกดรับสายทันทีโดยไม่รอช้า เสียงหอบหายใจปลายสายดังแทรกมากับเสียงซ่าของสัญญาณ
"ก...กวินทร์..." เสียงหวานสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ "ช่วย... ช่วยฉันด้วย... ตรงนี้มัน..."
สายตัดไป... พร้อมกับความมืดมิดรอบตัวที่จู่ๆ ก็เย็นเฉียบราศีกระดูก และลำแสงไฟฉายในมือที่กะพริบถี่ๆ ก่อนจะดับวูบลงสนิท ทิ้งให้เขาจมดิ่งอยู่ในความมืดมิดอันไร้ทางออก
และก่อนที่สติทั้งหมดจะดับวูบตาม กลิ่นหอมคุ้นเคยของแชมพูเด็กก็ลอยมาปะทะจมูก... พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังขึ้นข้างใบหูจากความว่างเปล่า
*“ข้างหลังคุณ... กวินทร์”*
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้กันมาตลอดนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ•ตอนที่ 29
อย่าหายไปไหนนะ
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!