มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ•ตอนที่ 30

ไล่ล่าเงาในความมืด

ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
“ข้างหลังคุณ... กวินทร์” เสียงกระซิบนั้นไม่ได้ลอยมาตามลม แต่มันดังชิดติดใบหู... ชนิดที่ลมหายใจเย็นเยียบเป่ารดต้นคอจนขนอ่อนทั่วร่างของสถาปนิกหนุ่มลุกชันขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย กวินทร์อยากจะหันขวับกลับไปมองใจจะขาด แต่ขาทั้งสองข้างกลับหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้ด้วยหมุดอาคม ความมืดมิดในตึกร้างชั้นสี่แห่งนี้มืดสนิทเสียยิ่งกว่าคืนเดือนมืด ไร้ซึ่งแสงไฟใดๆ นอกจากแสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างที่แตกละเอียดเป็นเศษแก้ว ในหัวของเขามีเสียงแจ้งเตือนแชตจากโทรศัพท์มือถือสั่นระรัวติดต่อกันหลายครั้ง จนหน้าจอที่คว่ำไว้ในกระเป๋าเสื้อสูทสว่างวาบขึ้นมาท่ามกลางความมืด *[PRIMROSE_P]: กวินทร์! คุณได้ยินฉันไหม โทรไปทำไมไม่รับ!* *[PRIMROSE_P]: ออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ บริเวณนั้นมันเขตอาถรรพ์ ยันต์ที่ฉันแปะไว้มันร้อนจนจะไหม้แล้ว!* *[PRIMROSE_P]: ฮือออ... คุณอยู่ไหนเนี่ย ฉันนับหนึ่งถึงสามแล้วนะ ถ้าไม่ออกมาฉันจะเดินเข้าไปลากคุณออกมาจริงๆ ด้วย!* ประโยคแชตยาวเหยียดที่ส่งรัวเข้ามาด้วยความร้อนรน ทำให้มุมปากของกวินทร์กระตุกขึ้นเล็กน้อย แม้ในสถานการณ์ที่ความเป็นความตายอยู่แค่เอื้อม แม่คุณประตูป่าอินฟลูเอนเซอร์สายมูคนนั้นก็ยังไม่วายส่งข้อความมาโวยวายใส่เขาได้ราวกับเปิดลำโพงบลูทูธไว้ในหัว *ให้ตายสิ... ยัยนี่มันเป็นห่วงเขา หรือแค่อยกลัวจะต้องเดินมาตามหาคนเดียวในที่มืดๆ กันแน่* กวินทร์คิดในใจ พยายามข่มความกลัวที่กำลังตีตื้นขึ้นมาจุกอกด้วยความรำคาญใจตามนิสัยส่วนตัว ทว่า... สัมผัสที่หกที่เขาพยายามเมินเฉยมาตลอดชีวิตกำลังกรีดร้องเตือนภัยอย่างบ้าคลั่ง ลมหายใจข้างหลังเริ่มขยับเข้าใกล้เรื่อยๆ พร้อมกับกลิ่นสาบสางเก่าเก็บและกลิ่นธูปอบอวลที่ลอยเข้าจมูกจนแสบโพรงจมูก พรึบ! กวินทร์ไม่รอช้า อาศัยจังหวะที่เงานั้นโน้มตัวลงมาประชิด เขาตัดสินใจหมุนตัวกลับพร้อมกับเหวี่ยงศอกขวาเต็มแรงโดยไม่หันไปมอง! พลั่ก! แรงปะทะหนักหน่วงราวกับศอกไปกระแทกเข้ากับเสาปูนเปลือยแข็งๆ แต่สิ่งที่สะท้อนกลับมาคือเสียงกรีดแหลมสูงบาดแก้วหู เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของผู้หญิงที่ไหน แต่มันคือเสียงร้องโหยหวนของบางสิ่งที่บิดเบี้ยวผิดมนุษย์ เงาดำทะมึนรูปร่างสูงโย่ง ไหล่ลู่ต่ำ และมีเส้นผมยาวรุงรังระพื้นกระเด็นถอยหลังไปชนกับกองลังไม้เก่าจนฝุ่นตลบอบ "โอ๊ย! อีตบ้า! นี่คุณประสาทกินเหรอถึงเอาศอกมาฟาดหน้าฉันเนี่ย!" เสียงตวาดแว้ดคุ้นหูดังขึ้นท่ามกลางความชุลมุน พร้อมกับเสียงสะบัดมือเพี๊ยะๆ ของใครบางคนที่กำลังปัดฝุ่นออกจากชุดเดรสสีแดงเพลิง กวินทร์เบิกตากว้าง รีบควานหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อขึ้นมาเปิดไฟฉายส่องหน้าอีกฝ่ายทันที แสงสีขาวนวลสาดกระทบเข้ากับใบหน้าสวยเฉี่ยวที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ดวงตากลมโตคู่นั้นแดงก่ำคลอด้วยหยาดน้ำตา แต่ริมฝีปากบางเฉียบกลับเม้มเข้าหากันแน่นด้วยความโมโห "พริมโรส?" กวินทร์อุทานออกมาอย่างไม่เชื่อสายตา หัวใจที่เคยเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัวเมื่อครู่ เปลี่ยนจังหวะเป็นความโล่งอกที่ตีคู่มากับความฉุนเฉียวทันที "คุณบ้าหรือเปล่าเนี่ย! เดินเข้ามาเงียบๆ ทำไม! แล้วใครใช้ให้เดินขึ้นมาบนนี้คนเดียว หูหนวกหรือไงที่ผมบอกให้รออยู่ในรถ!" พริมโรสถลึงตาใส่ร่างสูงโปร่งที่ยืนหายใจหอบโยนตรงหน้า เธอเท้าสะเอว เชิดหน้าขึ้นด้วยความถือดี แม้เนื้อตัวจะมอมแมมไปด้วยหยากเยื่อและฝุ่นผงก็ตามที "แล้วใครใช้ให้คุณหายหัวไปครึ่งชั่วโมงเล่า!" พริมโรสสวนกลับทันควัน เสียงสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความอัดอั้นตันใจ "ฉันนั่งรอจนมดแดงจะกัดก้นหมดแล้ว คุณบอกว่าจะขึ้นมาดูลาดเลาแป๊บเดียว แต่นี่มันนานเกินไปจนฉันนึกว่าคุณโดนผีลากลงไปทำสามีในห้องน้ำแล้วนะยะ!" "พูดจาเหลาะแหละน่ารำคาญ" กวินทร์ถอนหายใจยาวเหยียด ปิดบังรอยยิ้มโล่งอกที่เผลอหลุดออกมาวูบหนึ่งด้วยการทำหน้าบึ้งตึง "แล้วเมื่อกี้ใครบอกให้ระวังข้างหลัง เสียงกระซิบอะไรนั่นไม่ใช่เสียงผมแน่ๆ คุณไม่ได้ยินหรือไงว่ามันมีตัวอะไรอื่นอยู่บนชั้นนี้กับเราด้วย" รอยยิ้มประชดประชันบนใบหน้าของพริมโรสแข็งค้างไปทันที ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเมื่อนึกถึงความจริงข้อนั้น เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ความมืดอีกครั้ง บรรยากาศรอบตัวที่เคยเงียบสงบกลับวังเวงขึ้นมาอย่างฉับพลัน ลมเย็นยะเยือกพัดกรรโชกเข้ามาทางหน้าต่างจนม่านพลาสติกเก่าๆ สะบัดไหวราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังดึงกระชาก "เอ่อ... คือว่านะ กวินทร์" พริมโรสขยับเข้าไปใกล้ร่างสูงโดยอัตโนมัติ มือเรียวเล็กเอื้อมไปควชายเสื้อสูทสีเข้มของเขาไว้แน่น ราวกับเด็กน้อยที่กำลังหวาดกลัวความมืด "เมื่อกี้... ตอนที่ฉันวิ่งขึ้นบันไดมา ฉันไม่ได้พูดคำนั้นนะ..." กวินทร์ชะงัก ร่างกายที่เพิ่งผ่อนคลายกลับมาตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เขาก้มมองมือเล็กที่กำชายเสื้อของเขาแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปมองความมืดเบื้องหลังกองลังไม้ที่เขาเพิ่งเหวี่ยงศอกใส่เมื่อครู่ เงาดำทะมึนเมื่อครู่ไม่ได้หายไปไหน... แต่มันกำลังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ รูปร่างที่บิดเบี้ยวผิดสัดส่วนค่อยๆ ยืดขยายติดเพดานตึก ดวงตาสสีแดงก่ำสองคู่คู่หนึ่งจ้องมองตรงมาที่พวกเขาจากความมืดมิด พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าที่ดังลอดไรฟันออกมา "กวินทร์..." เสียงกระซิบแบบเดิมดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดังมาจากรอบทิศทาง ราวกับมีคนเป็นร้อยคนกำลังกระซิบคำเดียวกันอยู่ข้างหูของพวกเขาทั้งคู่ พริมโรสกรี๊ดลั่น หลับตาปี๋แล้วพุ่งเข้าซุกหน้าลงกับอกแผ่นอกกว้างของกวินทร์โดยไม่ทันคิดอะไรทั้งสิ้น มือทั้งสองข้างกำเสื้อของเขาแน่นยิ่งกว่าเดิม ตัวสั่นเทาด้วยความกลัวจนแทบก้าวขาไม่ออก "ฮืออออ... ฉันไม่อยากตายที่นี่! คุณช่วยฉันด้วยนะกวินทร์ ถ้าฉันรอดไปได้ฉันจะยอมให้คุณบ่นฉันไปทั้งปีเลย!" เสียงสะอื้นปนหวาดกลัวดังอู้อี้อยู่ตรงหน้าอก ทำให้กวินทร์เผลอยกมือขึ้นโอบไหล่บางของเธอไว้อย่างลืมตัว กลิ่นหอมอ่อนๆ ของแชมพูเด็กที่ติดอยู่บนเส้นผมของเธอช่วยบรรเทาความกลัวในใจเขาลงได้บ้าง แต่ในวินาทีที่เขาก้มมองหญิงสาวที่กำลังซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดเพื่อหาที่พึ่งพิง สายตากลับเหลือบไปเห็นเงาดำประหลาดตนนั้นกำลังพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วสูงเกินกว่ามนุษย์จะจินตนาการได้! กวินทร์กัดฟันกรอด ใช้มือข้างหนึ่งคว้าโทรศัพท์มือถือชูขึ้นสูงเพื่อเปิดไฟแฟลชสว่างจ้าใส่หน้ามัน พร้อมกับอีกมือที่กระชับร่างบางในอ้อมแขนให้แนบแน่นยิ่งขึ้นเพื่อเตรียมรับมือกับการปะทะครั้งสุดท้าย! *[เสียงกระซิบยามดึก]: ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสัมผัสความหลอนแบบฟินๆ ด้วยกันนะคะ ห้ามพลาดตอนต่อไปเด็ดขาดค่ะ!*
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%